อิสราเอลโชว์กร่างยิงจรวดถล่มปาเลสไตน์ เจอสวนกลับ! จับตาสหรัฐล่มสลาย-อาหรับรุมเช็คบิล

0

จากกรณีสำนักข่าวเกียวโด รายงาน ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ เดินทางมายังภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2564 และประธานาธิบดี ยาอีร์ ลาปิด แห่งอิสราเอลนั้น

โดยมีรายงานยังระบุว่า ได้มีการหารือทางออนไลน์กับผู้นำจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคอินโด แปซิฟิก

ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์ข้อความผ่าน Blockdit ถึงความเคลื่อนไหวกรณีดังกล่าวว่า

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

“พอโจ ไบเดน ผู้นำอเมริกามาเยี่ยม อิสราเอลก็โชว์กร่าง ยิงจรวดถล่มที่มั่นทางทหารของกลุ่มติดอาวุธฮามาสในปาเลสไตน์ กลุ่มติดอาวุธฮามาสจึงยิงจรวดตอบโต้ พอกลุ่มฮามาสยิงตอบโต้ อิสราเอลก็อ้างว่ากลุ่มฮามาสยิงจรวดใส่ตน ตนจะต้องยิงจรวดตอบโต้

https://www.trtworld.com/middle-east/israel-strikes-gaza-target-after-rocket-fire-58888

ล่าสุดวันนี้ 18 กรกฎาคม 25654 ดร.ปฐมพงษ์ ได้โพสต์ข้อความรายงานถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า “โลกที่รัฐบาลอเมริการุกรานใครไม่ได้ จะสงบร่มเย็นกว่าเดิมแน่:

สำนักข่าวรอยเตอรส์ เป็นแหล่งข่าวที่สำนักสื่อของไทย ทั้งทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์แปลข่าวออกมาล้างสมองคนไทยมากที่สุดสำนักข่าวหนึ่ง ออกมายอมรับว่า ‘ยุคที่อเมริกาครองโลกจบสิ้นไปแล้ว’ แปลว่าอเมริกาจะดำเนินนโยบายกุ๊ยโลกไม่ได้ง่ายเหมือนก่อนแล้ว

แม้ขณะนี้จะพยายามทำสงครามพันทางไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ซีเรียก็แพ้ ทำที่คิวบาก็แพ้ ทำที่เวเนซุเอล่าก็แพ้ ทำที่เกาหลีเหนือก็ไม่คืบหน้า

ประเทศเมียนมาร์ก็กำลังกวาดล้างเครือข่ายสงครามพันทาง อีกไม่นาน เครือข่ายก็จะถูกเช็คบิล ล่าสุด เพิ่งปิดบัญชีธนาคารของเครือข่ายจอร์จ โซรอสที่ส่งทำน้ำเลี้ยงมาให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเป็นประจำ ฯลฯ

ขณะเดียวกัน วิญญูชนที่หูตาสว่างกำลังเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ต่างช่วยกันกระตุกหางรัฐบาลที่ยอมเป็นทาสอเมริกาให้สำรวจตัวเองใหม่ หาไม่ก็กดดันให้ลาออกกันไปเลยโลกที่รัฐบาลอเมริการุกรานประเทศอื่นไม่ได้ จะสงบร่มเย็นกว่าเดิมแน่นอนครับ”

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ เพจ Thailand Vision ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยระบุถึงแหล่งที่มาไว้อย่างน่าติดตามว่า “ประธานาธิบดีไบเดน ระบุในแถลงการณ์ร่วมกับประธานาธิบดีลาปิดว่า การสร้างความมั่นใจว่าอิหร่านไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่สำคัญสำหรับทั้งอิสราเอล และสหรัฐฯ  นอกเหนือจากส่วนอื่นของโลก

คำปฏิญาณดังกล่าวถูกระบุ ในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ  และอิสราเอล ซึ่งลงนามโดยผู้นำทั้ง 2 ชาติ หลังการเจรจาที่เยรูซาเลม และมีขึ้นเพื่อแก้ไขข้อกังวลของรัฐบาลอิสราเอลเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2558 ที่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดน หวังว่าจะฟื้นฟูอีกครั้ง

ภายใต้ข้อตกลงที่หยุดชะงักร่วมกับ 6 ชาติมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และเยอรมนีนั้น อิหร่านตกลงที่จะระงับโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันพฤหัสบดี (14 ก.ค.) ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดียอมรับความเป็นผู้นำของอิหร่านที่จะกลับเข้าสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่ออย่างเป็นทางการ ว่าแผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม (Joint Comprehensive Plan of Action :  JCPOA)”

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า สำหรับสหรัฐฯและอิสราเอลนั้น ถือเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน เมื่ออิสราเอลประกาศก่อตั้งประเทศในปี 1948 สหรัฐฯ ถือเป็นชาติแรกที่ออกมารับรองอธิปไตย

การดำรงอยู่ของอิสราเอล คือภาพแทนของประชาธิปไตยท่ามกลางชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีกษัตริย์หรือมีผู้นำครองอำนาจเบ็ดเสร็จ จึงเป็นที่มาที่ทำให้สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล