ไฟแดงศก.ถดถอยเมกา!! ดอลลาร์ดิ้นแข็งค่ารัวๆ หุ้น-พันธบัตรเมกายังถูกเทขาย FED ขึ้นดอกเบี้ย ๑% กดเงินเฟ้อไม่อยู่

0

สถานการณ์เศรษฐกิจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กำลังเป็นที่จับตามอง เพราะเป็นต้นทางของคลื่นยักษ์เศรษฐกิจที่กำลังถาโถมใส่โลกอยู่ ท่ามกลางสงครามทำลายล้างรัสเซียในยุโรป ที่กลายเป็นบูมเมอแรงหันมาซัดใส่สหรัฐและยุโรปอย่างคาดไม่ถึง

มุมมองของเพจสาธารณะ World maker ได้รายงานความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ หุ้นและพันธบัตรอเมริกาที่สวนทางความพยายามปลอบใจของประธานเฟดที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งและจะสามารถฝ่าฟันภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้แน่นอน แต่ตัวเลขมันฟ้องดังนี้:

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อผู้ผลิตหรือ PPI ออกมาสูงถึง ๑๑.๓% ตามหลังมาด้วยเงินเฟ้อผู้บริโภคหรือ CPI ที่พึ่งพุ่งขึ้นไป ๙.๑% ในขณะที่สินค้าพลังงาน อาหาร และการค้า ยังถือเป็นปัจจัยกดดันตลาด ณ ตอนนี้แม้จะมีบางส่วนลดลงบ้าง จากการแก้ปัญหาขนส่งธัญญพืชและปุ๋ย พร้อมอัดฉีดน้ำมันเพิ่มจากโอเปคพลัส

ล่าสุดดอลลาร์แข็งค่าไม่หยุด ในขณะที่หุ้นและพันธบัตรยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน และ Citigroup เป็นอีก ๑ ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่ออกมากล่าวว่า FED ควรขึ้นดอกเบี้ย ๑% ไปเลย ! งานนี้บอกเลยว่าตลาดอาจต้องการยาแรง ! รอดู FED จะตอบสนองอย่างไรบ้างในการประชุมเดือนนี้ !

เงินดอลลาร์แข็งค่าทะล ๑๐๙ หน่วยไปแล้ว ในขณะที่หุ้นและพันธบัตรถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง ! โดยหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศ CPI และ PPI เดือนมิ.ย. ออกมาสูงถึง ๙.๑% และ ๑๑.๓% ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยทีเดียว ๑% ไปเลยในการควบคุมเงินเฟ้อ

ตอนนี้ดัชนี S&P ๕๐๐, Dow Jones และ Nasdaq ร่วงลงมากกว่า -๑.๕% ทั้ง ๓ ตัวขณะที่หุ้นยุโรปก็ร่วงลงมากกว่า -๒% ส่วนทางน้ำมันดิบโลกล่าสุดร่วงอีก -๔% โดย WTI และ Brent เทรดอยู่ราว ๙๒ และ ๙๖ ดอลลาร์/บาร์เรลตามลำดับ ซึ่งความกังวลว่าจะเกิด Recession อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงได้ในระยะสั้น

ทาง Citigroup ถือเป็น ๑ ในยักษ์ใหญ่ของ Wall Street ที่ล่าสุดออกมาคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้จริง ๆ ที่ FED อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ ๑% ในการประชุมปลายเดือนนี้หรือครั้งต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างเช่นในปัจจุบันนี้

นักวิเคราะห์บางคนมองว่าดอลลาร์อาจยังคงแข็งค่าต่อไปได้อีกในระยะสั้น หากปัจจัยระดับมหภาคยังคงกดดันอยู่เช่นนี้ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ อาจเผชิญเงินทุนไหลออกได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตอนนี้บางประเทศในตลาดเกิดใหม่ได้เข้าสู่ ‘ภาวะวิกฤตครั้งใหญ่’ ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะศรีลังกาที่กำลังเผชิญความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างหนัก

นอกจากนี้ ล่าสุดสหรัฐฯ ยังประกาศตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสูงขึ้นอีก ! โดยเพิ่มขึ้น ๙,๐๐๐ คนเป็น ๒๔๔,๐๐๐ คนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าการปลดพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจกลายเป็นคลื่นกระแทกเศรษฐกิจอีกระลอกหนึ่งได้

เงินเฟ้อของสหรัฐฯ กำลังอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ ๔๐ ปี โดยทาง FED ก็ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจต้องเผชิญภาวะถดถอยก็ตาม ดังนั้นเมื่อเงินเฟ้อยังพุ่งและ FED เปิดประตูสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยแบบเอาจริง ทำให้หลายคนมองว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่เราจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ ๑%

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจึงต้องมาติดตามกันอย่างใกล้ชิดเลยว่าสถานการณ์ทั้งหมดนี้จะถูกขับเคลื่อนไปที่จุดไหนต่อไป เพราะแน่นอนเลยว่าในสภาวะที่สภาพคล่องโดนดึงออกจากระบบไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ บริษัทไหนที่มีงบดุลไม่แข็งแกร่งพอจะสามารถเผชิญผลกระทบได้อย่างรุนแรง ขณะที่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงที่มีฟองสบู่สูงมากในก่อนหน้านี้ ก็มักจะโดนเทขายออกมาเรื่อย ๆ

หลายคนกำลังหวังว่าตลาดหมีจะสิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครบอกได้เลยว่าปัจจัยกดดันทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะคงอยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน ?

ในภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐนั้น สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานไว้เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ค.ที่ผ่านมาว่าธนาคารเพื่อการลงทุนระบุถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 3 ประการ โดยระบุราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ชะงักงัน และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวโดยทั่วไป

ริชชาร์ด เคลลี่(Richard Kelly) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ระดับโลกของ TD Securities เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ ก.ค.ที่ผ่านมาว่า โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจะเกิดขึ้นในอีก ๑๘ เดือนข้างหน้ามีมากกว่า ๕๐% สรุปสามวิธีที่เป็นไปได้ที่อาจได้รับผลกระทบคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นบวกกับธนาคารกลางสหรัฐที่ตกต่ำและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวโดยทั่วไป ถือเป็นความเสี่ยงแบบไตรภาคีที่กำลังเผชิญกับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

นั่นหมายถึงประเมินว่าอีกปีครึ่งเศรษฐกิจสหรัฐจึงจะทรุด แต่สภาพความเป็นจริงมันไม่เป็นไปตามตัวเลข เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่ภาวะปกติ แต่เป็นภาวะสงครามที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ทั้งสงครามรบในพื้นที่ และสงครามเศรษฐกิจที่ปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่าง พลังอำนาจใหม่หลายขั้ว กับมหาอำนาจเดี่ยวสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกที่ครอบงำโลกมาอย่างยาวนาน  ผู้ชนะและรอดในความปั่นป่วนของตลาดการเงินจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า คือผู้คว้าชัย?????