นักวิชาการไทยเปิดเบื้องลึก สื่อตะวัตกดิสเครดิตจีนบี้ลาวจ่ายหนี้รถไฟฯ แฉโยงสถาบันการเงินโลก?

0

จากที่วันนี้ 14 กรกฎาคม 2565 ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงการรายงานข่าวของสื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งออกมาดิสเครดิตจีนต่อการเป็นเจ้าหนี้ลาวนั้น

ทั้งนี้ดร.ปฐมพงษ์ ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ชวนตั้งข้อสังเกตุผ่านโพสต์ลงใน Blockdit โดยระบุว่า “ระวังการนำเสนอข่าวของสื่อตะวันตก:

อย่าเพิ่งไปด่วนเชื่อข่าวข้างล่างนี้จากสำนักข่าวอเมริกันอย่าง  VOA ปรกติ จีนจะมีทางออกให้ประเทศที่กู้ยืมเงินเสมอ เจตนาของสำนักข่าวอเมริกาคือ discredit จีน ให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาหันไปกู้ IMF และ World Bank ที่พวกตนเองคุมอยู่แทน

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

สถาบันการเงินอย่าง IMF และ World Bank นี่แหละครับคือ โคตรตัวแสบ เป็นที่มาของ Debt Trap อย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่แค่ให้ยืมเงินเท่านั้น

หากเป็นหนี้เป็นสินมากๆ ยังบีบให้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศและแก้กฎหมายภายในประเทศด้วย เพราะมีสถาบันการเงินซึ่งมีการเมืองแอบแฝงอย่าง IMF และ World Bank นี่เอง ทำให้เกิดประเทศกลุ่ม BRICS ที่ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตามมา

ประเทศลาว ซึ่งเป็นหนี้จำนวนมหาศาลต่อประเทศจีน กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก”

ขณะที่เว็บไซต์ ThaiPublica ได้เผยแพร่ข้อมูลถึงการลงทุนและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนี้สินของลาวไว้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2021รายงานโดยปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่น่าสนใจว่า  เดือนสิงหาคมนี้ ขบวนรถไฟ CR200J Fuxing EMU 2 ขบวน จะถูกส่งจากจีนไปถึงลาวเพื่อเริ่มทดลองเดินรถตามเส้นทางรถไฟลาว-จีน ก่อนเปิดให้บริการจริงในวันที่ 2 ธันวาคม ระหว่างการเตรียมความพร้อม เสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ก็เริ่มดังขึ้น โดยเฉพาะประเด็นภาระหนี้สินของรัฐบาลลาว

หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับภาระหนี้จำนวนมหาศาลที่รัฐบาลลาวต้องแบกรับจากโครงการทางรถไฟลาว-จีน ที่กำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 โดยต้นทางหนึ่งของเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ดังไปจากประเทศไทย

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2564 สอนสัก หน่อยานสะนะ อดีตรองหัวหน้ากรมทางรถไฟลาว กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ที่เป็นผู้มีบทบาทกับโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น ได้เขียนบทความเรื่อง “ผลประโยชน์ที่แท้จริงของเส้นทางรถไฟลาว-จีน คืออะไร ?” เพื่อชี้แจงข้อมูล ให้ความกระจ่างต่อประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ผ่านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ “เวียงจันทน์ไทม์” ภาคภาษาลาว

บทความของอดีตรองหัวหน้ากรมทางรถไฟลาว มีรายละเอียดบางช่วงที่สำคัญดังนี้ว่า จุดประสงค์ของโครงการเส้นทางรถไฟลาว-จีน คือส่วนหนึ่งของข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative : BRI) ของจีน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการค้าและการท่องเที่ยว ระหว่างจีนและประเทศอื่นๆในโลก

เส้นทางรถไฟลาว-จีน ได้ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบการลงทุนระหว่างภาครัฐ-เอกชน(PPP) ก่อสร้าง ดำเนินงาน และส่งมอบ(BOT) และกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล(G to G) ซึ่งจากรูปแบบความร่วมมือเหล่านี้ รัฐบาลลาวและจีนได้ตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุน(บริษัททางรถไฟลาวจีน จำกัด – ผู้เขียน) โดยแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นกัน 30 : 70 เปอร์เซ็นต์ (ลาว 30% จีน 70%)

การจัดสรรทุนในรูปแบบ Debt Financing คิดเป็นสัดส่วน 60% ของเงินลงทุนทั้งหมด 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าบริษัทร่วมทุนลาว-จีน จะต้องเป็นผู้กู้ยืมเงินจากรัฐบาลจีน จำนวน 3.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตามความเป็นจริงแล้ว จำนวนเงินที่รัฐบาลลาวได้กู้ยืมจากจีนเพื่อรับประกันให้ลาวได้ถือหุ้นในสัดส่วน 30% ของเงินทุนในโครงการนั้น มีเพียง 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราดอกเบี้ย 2.3% ต่อปี ส่วนที่ยังเหลือ คือเงินส่วนที่เป็นของรัฐบาลลาวเองเป็นผู้ใส่เข้าไป ซึ่งตกประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อดูจำนวนเงินที่ประเทศลาวต้องได้กู้ยืมจากประเทศจีนแล้ว เห็นว่ารัฐบาลลาวจะไม่เผชิญกับการเป็นหนี้สินขนาดใหญ่ และจะไม่มีความเสี่ยงด้านการลงทุนมาก ดังที่นักวิจารณ์หลายคนได้แสดงความกังวลไว้ก่อนหน้านี้

(อ่านรายละเอียดได้ที่ https://thaipublica.org/2021/07/pundop37/)