เคาะแล้ว! ครม.ไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต ๕ บาทอีก ๒ เดือน ตรึงดีเซลลิตรละ ๓๕ บาท อีก ๑ สัปดาห์

0

รัฐบาลอุ้มต่อ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ต่อเวลาลดภาษีสรรพสามิต ๕ บาท อีก ๒ เดือน  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ คาดเสียรายได้ไม่เกิน ๒ หมื่นล้านบาท ขณะที่ กกพ.เปิดฟังความเห็น ๓ แนวทางขึ้นค่าไฟงวดใหม่เป็นครั้งแรก ชี้อาจขึ้นตั้งแต่ ๙๓.๔๓ สต.–๑.๓๙ บาท ส่วนกบน.ตรึงราคาดีเซล ๓๔.๙๕ บาทต่อลิตรอีก ๑ สัปดาห์

วันที่ ๑๒ ก.ค.๒๕๖๕ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ ลดภาษีน้ำมันสรรพสามิตดีเซล ที่จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ ๒๐ ก.ค.๒๕๖๕ ลิตรละ ๕ บาท ต่ออีก ๒ เดือน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่า การลดภาษีครั้งนี้จะทำให้คลังสูญเสียรายได้ไม่เกิน ๒ หมื่นล้านบาท โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ในรอบ ๘ เดือน ต.ค.๖๔-พ.ค.๖๕ คลังยังจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายอยู่ ๑ แสนล้านบาท

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า  “การใช้มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการในระยะสั้น และถ้าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกหลักในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบ ต่อค่าครองชีพของประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต่อไป”

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ตามที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพสามิตดำเนินมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพและต้นทุนในการประกอบกิจการต่าง ๆ โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ก.พ.๒๕๖๕ เป็นต้นมา โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๐ ก.ค.๒๕๖๕

แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและยังคงทรงตัวในระดับสูง ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ดังนั้น จำเป็นต้องใช้มาตรการทางภาษีไปอีกระยะหนึ่ง

ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เดือน ก.ค.นี้จะกู้เงินเข้ากองทุนน้ำมันได้ โดยจะกู้ในสัดส่วน ๕๐% ขณะที่จะมีเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน รวมถึงเงินที่ใช้บริหารหนี้ต่างๆ สัดส่วน ๒๕-๓๐% และขอความร่วมมือ ๖ โรงกลั่นน้ำมัน ให้นำส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันด้วย 

สำหรับการเรียกเก็บภาษีลาภลอย ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีดังกล่าว “การกู้เงินและการเก็บเงินจากโรงกลั่นมีทางออกแล้ว คาดจะได้ข้อสรุปในเดือน ก.ค.นี้ ผมจะชี้แจงอีกครั้งว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการอะไรไปบ้างในเรื่องนี้”

ขณะเดียวกันทางกบน.มีมติในวันที่ ๑๑ ก.ค.ที่ผ่านมาไม่ปรับราคาขายดีเซล ให้ขายเท่าเดิมอีก ๑ สัปดาห์

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ไม่มีการพิจารณาการปรับราคาขายปลีกสำหรับน้ำมันดีเซล เนื่องจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในเกณฑ์ที่ยังสามารถดำเนินการได้ ทำให้สัปดาห์นี้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลยังคงอยู่ที่ ๓๔.๙๔ บาทต่อลิตร

แต่ค่าไฟอั้นไม่อยู่ สัปดาห์นี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเปิดรับฟังความเห็นแนวทางการพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. ผ่านเว็บไซต์ www.erc.or.th เป็นครั้งแรก จากปกติต้องรอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) กกพ. ประกาศ เพราะเห็นว่าราคาพลังงานโลกมีความผันผวนรวดเร็ว รุนแรง จึงจัดทำกรณีศึกษา ๓ แนวทาง เพื่อรับฟังความเห็น ก่อนเสนอให้บอร์ด กกพ.พิจารณาเดือน ก.ค.นี้

สำหรับ ๓ กรณี ได้แก่ ๑.เรียกเก็บ ๙๓.๔๓ สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิง (เอฟเอซี) เดือน ก.ย.-ธ.ค. ที่เกิดขึ้นจริง, ๒.เก็บ ๑๓๙.๑๓ สต.ต่อหน่วย โดยบวกต้นทุนค่าไฟสะสมงวดที่ผ่านมา (เอเอฟ) ๘๓,๐๑๐ ล้านบาท แล้วเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าภายใน ๑ ปี ทยอยปรับ ๓ งวด งวดละ ๔๕.๗๐ สต.ต่อหน่วย และ ๓.เก็บ ๑๑๖.๒๘ สต.ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นตามเอฟเอซี บวกกับเงินเอเอฟ ๘๓,๐๑๐ ล้านบาท แล้วเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าภายใน ๒ ปี ทยอยปรับ ๖ งวด งวดละ ๒๒.๘๕ สต. ต่อหน่วย เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกภาระค่าใช้จ่ายค่าเอฟทีแทนประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ในเชิงภาพรวม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทั้งในปีนี้ และปีหน้า โดยปีนี้คาดขยายตัว ๓.๓% และปี ๒๕๖๖ ขยายตัว ๔.๒% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความกังวล ๒ เรื่อง คือ การท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบอีก หากโควิดกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกว่าประมาณการ ซึ่งธปท.ต้องปรับดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ แม้กระทบ ครัวเรือนและภาคธุรกิจ แต่ถ้าปล่อยให้เงินเฟ้อขึ้นต่อเนื่อง จะกระทบหนักกว่า โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยเป็นพิเศษ