“สหรัฐฯ” โดนชำแหละ อาณาจักรของ “การค้าทาส” ในยุคสมัยใหม่

0

สิทธิมนุษยชน แค่ลมปาก!? “สหรัฐฯ” โดนชำแหละ อาณาจักรของ “การค้าทาส” ในยุคสมัยใหม่ แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อพยพ

เรียกได้ว่ากำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจากที่ทางด้านของ Global Times ได้เผยแพร่บทความสุดเจ็บแสบ เรื่อง “อาชญากรรม” ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็น “อาณาจักรทาสร่วมสมัยที่แท้จริง” โดยมีการอ้างอิงสถิติจาก Polaris องค์กรพัฒนาเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2545 ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่เป็นทาสในสหรัฐอเมริกา

โดยทางด้านของ Polaris ได้มีการเปิดเผย พร้อมบทวิเคราะห์ คดีการค้ามนุษย์มากกว่า 32,000 คดีระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึงธันวาคม 2559 ซึ่งถือว่าเป็นชุดข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ใน สหรัฐอเมริกา

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ซึ่งจากการวิจัย ทางด้านของ Polaris พบว่า มีการแสวงประโยชน์จากแรงงานการค้ามนุษย์ที่โหดร้าย แบ่งออกเป็น 25 ประเภท เฉพาะในสหรัฐอเมริกา

แม้ว่าสหรัฐฯ จะชอบอ้างตัวว่าเป็นผู้ปกป้อง “สิทธิมนุษยชน” แต่การบังคับใช้แรงงาน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของการเป็นทาส ก็ยังคงหยั่งรากลึกในสังคมปัจจุบันของสหรัฐฯ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ เหยื่อได้เปลี่ยนสถานะจากทาสผิวสีเป็นชนกลุ่มน้อยและแรงงานอพยพ แต่ก็ยังต้องทนทุกข์กับการปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมเช่นเดิม

ทั้งนี้ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ยังได้มีการประมาณการว่าปัจจุบันมีผู้คนอย่างน้อย 500,000 คน อยู่ภายใต้การเป็นทาสสมัยใหม่และสภาพการบังคับใช้แรงงานในสหรัฐอเมริกา

โดยในเดือนมิถุนายน มีผู้เสียชีวิต 53 คน ในรถพ่วงที่ร้อนระอุในเท็กซัสตอนใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมการค้ามนุษย์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ บริเวณตามแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

ซึ่งทางด้านของ Bingwen Yan ประธานกลุ่ม Alliance of Minnesota Chinese Organisations ก็ยังได้ทำการเปิดเผยข้อมูลว่า ในสหรัฐฯมีการกดขี่ข่มเหงและเอารัดเอาเปรียบผู้อพยพผิดกฎหมายมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่มาจากสถานที่ที่มีความขัดแย้ง

“หากไม่มีสัญชาติและไม่สามารถหางานที่ดีได้ในทันทีในสังคมอเมิรกายุคใหม่ พวกเขาจะถูกทิ้งไว้ที่ด้านล่างของเสาโทเท็มของแรงงาน ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนายทุนที่ฉวยโอกาสจากความสิ้นหวังเพื่อหาเลี้ยงชีพ พวกเขาทำงานอย่างกว้างขวาง งานที่คนอเมริกันไม่อยากทำ” Bingwen Yan กล่าว