5 อาการติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจ ที่ทุกคนควรรู้ !

0

เช็ค 5 อาการติดเชื้อ ในระบบทางเดินหายใจที่ทำให้ป่วยได้ง่ายเมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู หรือช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

อาการติดเชื้อ ในระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่มักจะเกิดได้ง่ายช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าในช่วงหน้าร้อนแบบนี้จะไม่ป่วย ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เมืองไทยอยู่ในหน้าร้อนแต่ก็มีพายุโซนร้อนหอบเอาฝนและความชื้นมาทักทายบ่อยๆ จึงทำให้หลายคนป่วยและมี อาการติดเชื้อ ในระบบทางเดินหายใจ ในหน้าร้อนได้เช่นกัน ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย คนไทยก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น จึงได้รวบรวมโรคติดเชื้อที่พบบ่อย อาการที่ต้องรู้ รวมถึงคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษา และวิธีดูแลตัวเองให้ถูกต้องมาฝากกัน ดังนี้

1.โรคหวัดหรือจมูกอักเสบ (Common Cold/acute rhinitis)

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน อาจารย์ประจำสาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เคยให้ข้อมูลทางวิชาการไว้ว่า โรคหวัดหรือโรคจมูกอักเสบ (acute rhinitis) เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดเฉียบพลัน พบได้บ่อยโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือฤดูหนาว  สาเหตุเกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัส (ได้แก่ rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus)

  • อาการ : มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส, ขุ่น หรือเหลืองเขียว) เจ็บคอ
  • การติดต่อ : โดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน เชื้อโรคจะปนเปื้อนกับฝอยละอองของเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ที่มีขนาดเล็กจะล่องลอยอยู่ในอากาศ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสูดลมหายใจเข้าไปก็จะติดเชื้อได้ หรือติดต่อได้โดยการสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยโดยตรง รวมถึงการสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ของเล่น หนังสือ ฯลฯ หรือจับต้องจุดสัมผัสร่วมสาธารณะ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ราวโหนรถเมล์ เป็นต้น
  • การดูแลตัวเอง : ควรหลีกเลี่ยงอากาศเย็น หากเปิดแอร์ต้องปรับอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาฯ เลี่ยงการดื่มหรืออาบน้ำเย็น เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย กินอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารเผ็ดหรือรสจัด งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำความสะอาดช่องคอบ่อยๆ เช่น แปรงฟัน หรือกลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปากหรือน้ำเกลือหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง ควรดื่มหรือจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งและน้ำมะนาว ช่วยละลายเสมหะได้
  • การรักษา : ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 7-10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้องและเหมาะสม

2.ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

เป็นโรคติดต่อที่เกิดการระบาดใหญ่เป็นครั้งคราว สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้ทั่วโลก พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่ในเด็กเล็กจะติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ส่วนผู้สูงอายุเมื่อติดเชื้อจะมีอาการรุนแรงกว่าคนหนุ่มสาว ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A virus) พบได้ประมาณร้อยละ 80 เป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่บ่อยครั้ง, ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บี (influenza B virus) พบบ่อยรองลงมา และไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ซี (Influenza C virus) มีความรุนแรงน้อย

  • อาการ : มีไข้สูงเฉียบพลัน (39-40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลียมาก อาจมีอาการคัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ น้ำมูกใส อาจมีเบื่ออาหาร ถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้อาเจียน
  • การติดต่อ : เชื้อไวรัสติดต่อผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศจากการไอหรือหายใจรดกัน หรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูก ผู้ที่มีเชื้อไวรัสในร่างกายสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนที่จะมีอาการ และต่อไปได้อีก 3-5 วันหลังจากที่มีอาการแล้ว หรือบางรายไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อได้เช่นกัน
  • การดูแลตัวเอง : พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รักษาร่างกายให้อบอุ่น อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น อาการจะหายได้เองภายใน 7-14 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน (แต่ถ้ามีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบติดเชื้อ หลอดลมอักเสบ ต้องไปพบแพทย์ หากอาการรุนแรงมากจะเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวได้)
  • การรักษา : ใช้การรักษาประคับประคองอาการ มีทั้งยากินและยาฉีด เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ยาฆ่าเชื้อ (แต่การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นจะทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้) หรือใช้ยาต้านไวรัสในรายที่อาการรุนแรง ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งได้ผลดีมากในการช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

3.โรคคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ (acute pharyngitis or tonsillitis)

เกิดจากเยื่อบุภายในคออักเสบ เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยมาก สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (40-80%) เชื้อไวรัสส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Rhinovirus, Adenovirus และ Coronavirus รองลงมาเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย (20%) คือ กลุ่มสเตรปโตคอกคัส Streptococcus spp. สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ ในเด็กจะพบได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่

  • อาการ : มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอมาก คอแดงมาก มีจุดหนองที่คอ กลืนอาหารหรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ แสบคอ อาจพบต่อมน้ำเหลืองโต หากติดเชื้อไวรัสสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าหากติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้มีอาการป่วยยาวนานกว่า (เชื้อไวรัสมักใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-3 วัน ส่วนเชื้อแบคทีเรียใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-5 วัน)
  • การติดต่อ : ผ่านทางน้ำมูก น้ำลายและเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่กระจาย จากการไอหรือหายใจรดกัน หรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูก ช่องปาก ระยะเวลาแพร่เชื้อสามารถแพร่ได้ก่อนเกิดอาการและหลังเกิดอาการ (ระยะเวลานานขึ้นกับชนิดของเชื้อ)
  • การดูแลตัวเอง : พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รักษาร่างกายให้อบอุ่น อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น
  • การรักษา : หากอาการคออักเสบเป็นอยู่นานเกิน 7 วัน หรือเมื่อกินยาสามัญประจำบ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน หรือหายใจหอบเหนื่อยและมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ต้องไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะเน้นการรักษาประคับประคองอาการจนหายดี

4.โรคหลอดลมอักเสบ (acute bronchitis)

มีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง สำหรับโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันพบได้บ่อยกว่า เป็นโรคทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อที่หลอดลม สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น Adenovirus, Rhinovirus, Influenza, Parainfluenza, RSV) และเชื้อแบคทีเรีย เช่น Mycoplasma, Chlamydia ทำให้เยื่อบุหลอดลมเกิดการอักเสบบวม ทำให้การไหลผ่านอากาศทำได้ไม่ดี พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว พบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ

  • อาการ : ไอมาก อาจไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะก็ได้ ไอบ่อยไอถี่หรือไอเป็นชุด อาจเจ็บกล้ามเนื้อหน้าอกหรือชายโครง หายใจลำบาก คัดจมูก น้ำมูกไหล ไข้ต่ำๆ
  • การติดต่อ : ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในละอองฝอยกระจายอยู่ในอากาศ จากการไอหรือหายใจรดกัน ระยะเวลาแพร่เชื้อสามารถแพร่ได้ก่อนเกิดอาการและหลังเกิดอาการ
  • การดูแลตัวเอง : พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ รักษาร่างกายให้อบอุ่น รับประทานอาหารอุ่นและย่อยง่าย เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น เขม่าควันต่างๆ หรือสารที่ระคายเคืองทางเดินหายใจ
  • การรักษา: ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน แต่ถ้ามีอาการไอรุนแรงก็ควรพบแพทย์ แพทย์จะจ่ายยาละลายเสมหะ ยาแก้ไอ ยาขยายหลอดลม ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียอาจพิจารณาจ่ายยาฆ่าเชื้อ

5.โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม (pneumonia)

โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม เป็นโรคทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดการติดเชื้อบริเวณปอด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย และทำให้เกิดการอักเสบ บวม ทำให้การแลกเปลี่ยนอากาศทำได้ไม่ดี พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว พบผู้ติดเชื้อได้ทุกเพศทุกวัย อย่างโรค “โควิด-19” ก็เป็นหนึ่งในโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019, Adenovirus, Influenza, Parainfluenza, RSV

  • อาการ : มีไข้ ไอแห้ง หายใจลำบาก และหายใจหอบเหนื่อย หากเกิดในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี จะมีอาการรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้
  • การติดต่อ : เกิดการระบาดได้โดยติดต่อผ่านทางน้ำมูก น้ำลายและเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในละอองฝอยกระจาย จากการไอหรือหายใจรดกัน หรืออาจเกิดจากการสำลักเชื้อลงสู่ปอด การระบาดสามารถเกิดได้ในบริเวณที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก
  • การดูแลตัวเอง : หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีคนแออัด ลดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือบ่อยๆ หากอยู่นอกบ้าน มือจับสิ่งของหลายอย่าง อย่าเอามือสัมผัสจมูกหรือขยี้ตา โดยเฉพาะในสถานการณ์การระบาดของ “โควิด-19” ในตอนนี้ควรกักตัวอยู่บ้าน ปฏิบัติตามกฎเคอร์ฟิวอย่างเคร่งครัด ช่วยกันลดการระบาดในไทยให้มากที่สุด
  • หากมีอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย หายใจเจ็บหน้าอกมาก แน่นหน้าอก มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดอาการเข้าได้กับโรคปอดอักเสบ ควรสวมหน้ากากอนามัยแล้วไปพบแพทย์ทันที!
  • การรักษา : อาจพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อตามชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ ร่วมกับการให้ออกซิเจนเสริม และการรักษาตามอาการจนอาการหายดี

ที่มา : เช็ค 5 ‘อาการติดเชื้อ’ ระบบทางเดินหายใจที่คนไทยควรรู้!