สงครามศก.เดือด!!จีนทุ่ม๔.๕ หมื่นล้านลุยโครงสร้างพื้นฐาน ดัน IMF ถือหยวนเพิ่มอันดับ ๓ รุกคืบระเบียบโลกใหม่

0

ขณะที่กลิ่นไอสงครามใหญ่กระจายจากยุโรปมายังเอเชีย-แปซิฟิกด้วยแรงผลักดันของสหรัฐและนาโต้ การขับเคี่ยวในสงครามเศรษฐกิจยิ่งดุเดือดประหนึ่งคลื่นไต้น้ำที่รอวันโหมกระหน่ำใส่โลกอย่างน่าหวาดหวั่น  ท่ามกลางการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ-การเงิน ระหว่างสหรัฐและพันธมิตรมหาอำนาจเก่าระเบียบโลกแบบเก่า กับกลุ่มมหาอำนาจใหม่หลายขั้วจอมท้าทาย อย่างจีน-รัสเซียและพันธมิตรตะวันออก

ประเด็นสำคัญนี้ทางเพจอิสระ World Maker รายงานไว้น่าสนใจดังนี้:

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

เศรษฐกิจโลกโคตรเดือด !!! ล่าสุดจีนอัดฉีดงบประมาณเพิ่มอีก ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้จ่ายด้าน ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ โดยเฉพาะ ! ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มมองหาเงินหยวนมากขึ้น ! ตอนนี้ IMF ถือเงินหยวนเป็นอันดับ ๓ ในตะกร้าทุนสำรอง (SDR) ราว ๑๐% เข้าไปแล้ว ! และเริ่มมีการกล่าวถึง ‘ระบบสกุลเงินหลายขั้ว’ มากขึ้นเรื่อย ๆ

จัดเต็มแน่นอนสำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ !!! ล่าสุดจีนประกาศอัดฉีดงบประมาณอีก ๔.๕ หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อใช้จ่ายในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะ ! โดยจะดำเนินการผ่านการตลาดพันธบัตรและวิธีการอื่น ๆ ร่วมกัน โดยไม่เน้นการพิมพ์เงินเข้าระบบอย่างเดียว

ซึ่งเงินดังกล่าวถูกระบุไว้อย่างชัดเจนเลยว่าจะนำไปใช้ ‘เติมเต็มเงินทุนของโครงการสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานประเภทใหม่ ซึ่งรัฐบาลจีนมองว่าการอัดฉีดเงินทุนครั้งนี้จะช่วยขยายการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ !

การผสมผสานระหว่างการออกขายพันธบัตรและวิธีการอื่น ๆ ที่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา ถือเป็นการตอบสนองต่อจุดยืนจีนที่ยังไม่ต้องการพิมพ์เงินออกมาเยอะหรือเร็วเกินไป

ทั้งนี้ รายงานจาก Bloomberg คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยหนุนให้ธนาคารต่าง ๆ บรรลุดีลด้านการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้เพิ่มการปล่อยสินเชื่ออีกสูงถึง ๖ หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเกษตรแห่งประเทศจีนก็ได้รับโควต้าให้ปล่อยสินเชื่อใหม่อีก ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ พร้อมกับอีกราว ๆ ๑๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์เพื่อส่งเสริมการส่งออกและนำเข้าสินค้า

ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังมองมาที่เงินหยวนมากขึ้น

นอกจากเรื่องความเคลื่อนไหวในภาคการธนาคารแล้ว ยังมีรายงานที่น่าสนใจออกมาอีกว่าตอนนี้ธนาคารกลางทั่วโลกต่างก็มองมาที่เงินหยวนมากขึ้น เนื่องจากพวกเขากำลังหาสินทรัพย์ปลอดภัยที่จะถือเพื่อกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศ

Financial Times เปิดเผยว่าสัดส่วนผู้จัดการทุนสำรองของธนาคารกลางที่กำลังลงทุนหรือระบุว่า ‘มีความสนใจในเงินหยวน’ เพิ่มขึ้นจาก ๘๑% เป็น ๘๕% แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ จากการสำรวจธนาคารกลางชั้นนำ ๓๐ แห่งระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ๒๐๒๒

บางคนเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า ‘การสึกกร่อนของเงินดอลลาร์กำลังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป’ และภาพในอนาคตอาจกลายเป็น “ระบบสกุลเงินหลายขั้ว”แทน

รายงานยังกล่าวไว้ชัดเจนอีกว่า ‘ความสนใจเงินหยวนนั้นเพิ่มขึ้นหลังจากมหาอำนาจฝั่งตะวันตกประกาศแช่แข็งทุนสำรองของรัสเซีย ๓ แสนล้านดอลลาร์เพื่อตอบโต้ในการบุกยูเครน’ ซึ่งจุดปะทุดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดในระบบการเงินโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวจากฝั่งตรงข้ามของตะวันตกอย่างจีน-รัสเซีย ที่ประกาศสร้างระบบเงินสำรองของโลกขึ้นมาใหม่ !

ตอนนี้ราว ๔ ใน ๕ ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสำรวจ พวกเขาเชื่อว่า ‘โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ Multi-Polar World’ ซึ่งหมายถึงการถ่วงดุลอำนาจหลายขั้ว โดยเฉพาะเรื่องการเงินโลก ที่ตอนนี้ตะวันตกครองอำนาจระบบ SWIFT แต่เพียงผู้เดียว

ธนาคารกลางส่วนใหญ่มักจะถือเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองผ่านการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งในปีนี้กลับถูกเทขายออกมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ FED ปรับขึ้นดอกเบี้ยและทำ QT เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกดดันให้ราคาพันธบัตรชุดเก่า ๆ ร่วงลงเนื่องจา Bond Yield ของพันธบัตรรุ่นใหม่ ๆ ที่สูงขึ้น

ธนาคารกลางประมาณ ๕๐% ของที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่ามีการปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี ๒๐๒๑ ขณะที่สัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์ของธนาคารกลางทั่วโลกลดลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก IMF ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันดอลลาร์ครองสัดส่วนทุนสำรองต่างประเทศอยู่ ประมาณ ๕๘.๘๘% ขณะที่เงินหยวนยังครองส่วนแบ่งเพียงไม่ถึง ๓% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม หากมองในตะกร้าทุนสำรองของ IMF ซึ่งเรียกว่า SDR ตอนนี้พบว่ามีการถือเงินหยวนไว้เป็นอันดับ ๓ ที่สัดส่วนสูงถึง ๑๐.๙๒% เข้าไปแล้ว ในขณะที่ดอลลาร์และยูโรนั้นถือครองอยู่ ๔๑.๗๓% และ ๓๐.๙๓% ตามลำดับ ส่วนที่เหลือเป็นเงินเยนและเงินปอนด์อังกฤษ

นั่นแสดงให้เห็นว่า IMF เพิ่มความสำคัญของเงินหยวนขึ้นอย่างมาก และน่าจับตามองต่อไปว่าทั่วโลกจะเพิ่มหยวนในทุนสำรองเช่นเดียวกับ IMF หรือไม่ ? งานนี้เกมยาวแน่นอน ! วัดกันแค่ระยะสั้นไม่ได้ ต้องดูกันไปเรื่อย ๆ ต่อจากนี้ !