ดร.เวทิน โพสต์ 24 ชม.ในอู่ฮั่น คนฟื้น เมืองฟื้น

0

ดร.เวทิน ถอดบทเรียน24 ชม.ในอู่ฮั่น คนฟื้น เมืองฟื้น

ดร.เวทิน ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย  โพสต์เฟสบุ๊คส่วนถึงแสดงความคิกเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเกิดโรคบาดไวรัวโควิด-19 ในหัวข้อ  “24 ชม.ในอู่ฮั่น คนฟื้น เมืองฟื้นระบุว่า.. ผมนั่งดูสารคดี 24 ชม.ในอู่ฮั่น ที่รุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ที่จีนแนะนำให้ดู แกบอกว่าดูแล้วจะได้ไม่มโน คิดเองเออเองว่าที่จีนเขาเป็นอย่างไร ทำกันอย่างไร สารคดีเน้นความจริงจังของเนื้อหา จนแทบออกมาใกล้เคียงกับ สกู๊ปข่าวหลายๆชิ้นนำมาต่อๆเรียงกัน โดยใช้วิธีตามติดชีวิตของหลายต่อหลานคนในอู่ฮั่น สารคดีนี้ทำออกมาฉายได้สักเดือนกว่าๆซึ่งตอนนั้นสถานการณ์ในอู่ฮั่นคลี่คลายจากจุดวิกฤติแล้ว แต่การปิดเมืองและรักษาระยะห่างทางสังคมยังคงดำเนินอยู่

ที่อู่ฮั่น การต่อสู้เพื่อฟื้นเมืองยังดำเนินต่อไป สารคดีตามติดชีวิต หลายชีวิต ชายที่เป็นอาสาทำหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำให้กับชาวบ้าน ปกติเขาทำงานดิลิเวอรี่เป็นอาชีพอยู่แล้ว แต่ที่มากกว่าอาชีพก็คือการให้ความช่วยเหลือโน่นนี่นั่น ตามแต่ที่จะมีคนไหว้วานร้องขอให้ช่วยทำผ่านแอปมาซึ่งทำให้เขาต้องทำงานขับรถชื้อสารพัดของ เทียวไปเทียวมาตลาดซูปเปอร์ฯ ร้านยา ฯลฯ กับบ้านหรืออาคารที่พักของลูกค้าจนถึง 4 ทุ่ม ใช้กล่องท้ายมอเตอร์ไซด์แทนโต๊ะกินข้าว

อีกหนึ่งเป็นหมอจากเซี่ยงไฮ้ ทำหน้าที่ควบคุมและจัดการไม่ให้พยาบาล แพทย์ ที่เข้าไปดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ รุนแรง ต้องติดเชื้อไปด้วย โดยต้องตรวจทุกจุดของชุดที่สวมใส่ไม่ให้มีช่องว่าง ถ้ามีต้องเอาเทปมีซีลปิดไว้ให้หมด ถึงจะปล่อยให้เข้าไปทำงาน ได้ ที่สำคัญหลังทำงานเสร็จ ทุกคนต้องถอดชุดออก อย่างช้าๆ ช้าๆ แล้วค่อยๆเอาชุดทั้งชุดทิ้งถังขยะไปอย่างช้าๆ จะทำแบบนี้ได้ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่อาสาทุกคนต้องถูกจับมาฝึกโดยเอาแป้ง” (สมมุติว่าเป็นไวรัส) โรยใส่ในชุดเอาไว้ ใครที่รีบถอดชุดแล้วแป้งฟุ้งกระจาย ถือว่าไม่ผ่าน

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

อีกคนเป็นเด็กหนุ่ม เป็นคนแรกๆที่ได้รับเชื้อและรอดชีวิต เขาเล่าถึงความทุลักทุเล ความไม่พร้อมในช่วงแรก ๆของวิกฤติ ที่ทำให้หลายคนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล จนต้องอาศัยกระบวนการชวนเชื่อ ร่วมร้องเพลง รักชาติ เข้าช่วยไม่ให้โกลาหล ตอนนั้นเขาจำได้ว่ามีพยาบาลคนหนึ่งได้ช่วยเหลือดูแลเขาอย่างดี (อย่างน้อยในแง่กำลังใจ) ซึ่งเมื่อตัดการระบบลงตัวได้ทุกอย่างก็ดีขึ้น ตอนหลังทีมงานพยายามหาตัวพยาบาลคนนี้จนเจอและนำทั้งคู่มาพบกันเพราะเด็กหนุ่มต้องการขอบคุณเธอที่ได้ช่วยชีวิตเขาให้รอดมาได้

อีกหนึ่งเป็นคนขับรถที่พากลุ่มคนป่วยที่พบว่าติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการไปพักยังที่กักกันที่รัฐบาลเตรียมเอาไว้ให้ แต่ระหว่างกำลังเข้าพักมีชายคนหนึ่งไม่ยอมเพราะอ้างว่าตัวเองได้ตรวจแล้วและผลเป็นลบ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันพูด กึ่งบังคับ กึ่งขอร้อง ให้ชายคนนี้ต้องยอมกักตัว 14 วันให้ได้ ต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 2 คนที่ต้องเดินไปเคาะประตูบ้านทุกบ้าน เพื่อตรวจว่ามีใครป่วยหรือไม่ พร้อมกับบอกนโยบายหรือวิธีดูแลตัวเอง หรือเอาหน้ากากไปแจก ทั้งคู่บอกว่าได้รับหน้าที่ให้รับผิดชอบ 8 บล็อค แต่ละบล็อคมีตึก 8-10 ชั้น หลายตึก แต่ละชั้นมีอยู่กันประมาณ 3 ครอบครัว ขนาดที่จีนมีความไฮเทคเรื่องเทคโนโลยีที่สามารถติดตามตัวบุคคลได้รายคน แต่กลับเป็นว่าเขาไปรอให้ชาวบ้านเดินมาหา ทุกวันเจ้าหน้าที่ต้องเดินขึ้นบันไดไปเคาะประตูทุกบ้าน เพื่อตรวจเอง มีการทำบันทึก เก็บข้อมูล ผลการตรวจ ทุกบ้าน ทุกวัน แม้ว่าจะไม่เป็นผู้ติดเชื่อก็ตาม

และ นักจิตวิทยา ที่วางแผน และกำหนดยุทธศาสตร์การสื่อสารกับชาวบ้านในยามวิกฤติ ของทุกคนที่กล่าวมาทั้งหมด คนส่งของควรพูดอย่างไร หมอควรพูดอย่างไร พยาบาลควรพูดอย่างไร เจ้าหน้าที่รัฐควรพูดอย่างไร ทุกคนทำตามยุทธศาสตร์ we are with you (เราอยู่กับคุณ)

ตลอดทั้งชั่วโมงที่นั่งดู สิ่งที่เราเห็นคือชีวิตในช่วงลำบาก สับสน ทุกข์ยาก หลายคน หลายเรื่องในคลิปก็ไม่ต่างจากบ้านเรา คนหนีไม่ยอมกักตัว คนไม่ยอมใส่หน้ากาก ถูกโรงพยาบาลปฏิเสธ เพราะผู้ป่วยเต็ม หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ อยู่ในสภาพไม่พร้อมและกลัวตาย แต่มีบางอย่างที่ช่วยให้พวกเขาฝ่าฟันสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาด้วยกันได้

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นในคลิป สารคดี คือ ทั้งที่เรารู้แน่ว่าวิกฤติ Covid-19 จะสร้างหายนะทางเศรษฐกิจกับทุกชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่มีใครสักคนแสดงความกังวลต่อชีวิตในด้านเศรษฐกิจ ไม่มีใครที่กลัวว่าจะ ตกงาน หรือ กระทั่งอดตายเลย ไม่รู้ว่าควรประหลาดใจหรือไม่ที่ไม่เห็น?