กลัวที่ไหน!? ปูตินสับนาโต้เละขณะเยือนเติรก์เมนีสถาน ซีเรียเลือกข้างรับรองเอกราช ๒ แคว้น ทำเคียฟเดือด

0

ประธานาธิบดีรัสเซียเฉ่งนาโต้ จัดการประชุมสุดยอดเน้นไปที่สงครามล้มล้างรัสเซีย ไม่สนใจชะตากรรมของโลกว่าจะรับผลอะไรบ้าง และเปิดเผยเป้าหมายหลักของมอสโกว์ในการเปิดปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนว่า เพื่อการปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาสจากกลุ่มลัทธิทหารหัวรุนแรงของยูเครนอย่างสมบูรณ์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ซีเรียที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับรัสเซียมายาวนานได้ประกาศยอมรับเอกราช ๒ แคว้นแห่งดอนบาส ทำเคียฟหัวร้อนประกาศตัดสัมพันธ์กับซีเรียทันที และเหมือนเคยขอเงินสนับสนุนจากนาโต้เพื่อสู้กับรัสเซียอีก ๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ ๓๐ มิ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์รายงานว่า ปธน.วลาดิเมียร์ ปูตินได้เดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกเพื่อการประชุมสุดยอดแคสเปียน ครั้งที่ ๖ ที่เมืองอาชกาบัต ประเทศเติร์กเมนิสถาน ซีมมิตครั้งนี้ประกอบไปด้วยพันธมิตร ๕ ชาติได้แก่ รัสเซีย อาเซอร์ไบจาน อิหร่าน คาซัคสถานและเติร์กเมนิสถาน 

ปธน.ปูตินแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำสารภาพของเลขาธิการ NATO ที่ว่ากลุ่มนี้เตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งตั้งแต่ปี ๒๐๑๔ เขากล่าวว่า”ไม่มีอะไรใหม่”สำหรับมอสโกว์ เป็นเวลานานแล้วที่สหรัฐฯ มองหาศัตรูภายนอกเพื่อระดมพันธมิตรรอบวอชิงตัน และรัสเซียเหมาะสมสำหรับบทบาทนั้นมากกว่าอิหร่าน 

นี่เป็นการยืนยันอีกครั้งในสิ่งที่เราพูดมาตลอดว่า NATO เป็นของที่ระลึกจากสงครามเย็น เราได้รับแจ้งเสมอว่า NATO ได้เปลี่ยนไปแล้วว่ากลายเป็นพรรคการเมืองที่รับใช้วอชิงตันเต็มรูปในขณะนี้ แต่ทุกคนต่างมองหาโอกาสและเหตุผลในการให้แรงผลักดันใหม่ในฐานะองค์กรทางทหารโดยเฉพาะ และพวกเขาทำมันอย่างเป็นขั้นตอน บทบาททางทหารของนาโต้ได้สะท้อนภาพชัดในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางทหาร นาโต้ทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องสนใจผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ

ปธน.ปูตินกล่าวถึง วัตถุประสงค์ของรัสเซียในยูเครนไม่ได้เปลี่ยนแปลง ระหว่างการแถลงข่าว เขาชี้แจงว่าแม้เป้าหมายจะยังเหมือนเดิม กลวิธีที่ใช้ในการบรรลุเป้าหมายอาจเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของกองทัพ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า“ทุกอย่างเป็นไปตามแผน” 

ปูตินยืนยันว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงโดยกล่าวว่าเป้าหมายสุดท้ายคือ  “เพื่อปลดปล่อยดอนบาส เพื่อปกป้องประชาชนเหล่านี้ และสร้างเงื่อนไขที่จะรับประกันความปลอดภัยของรัสเซียเอง แค่นั้นแหละ”

เขากล่าวว่า“ฉันไม่ได้พูดถึงกำหนดเวลา ฉันไม่เคยทำ เพราะนั่นคือชีวิต นี่คือความจริง การกำหนดเส้นตายเป็นเรื่องที่ผิด เพราะมันเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของการต่อสู้ และความรุนแรงนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการบาดเจ็บล้มตายที่อาจเกิดขึ้นได้ และเราต้องคิดถึงการรักษาชีวิตของคนที่เกี่ยวข้องทั้งประชาชนและทหารของเรา” 

ในการตอบคำถามเกี่ยวกับฟินแลนด์และสวีเดนที่เข้าร่วมกลุ่ม ปูตินกล่าวว่าการแสดงภาพของตะวันตกในเรื่องนี้ ที่อ้างว่าเป็นความพ่ายแพ้ของรัสเซียในการไล่นาสมาชิกนาโต้ออกไปนั้นไม่เป็นความจริงเลย

เขากล่าว “เราไม่ได้มีปัญหากับสวีเดนและฟินแลนด์แบบที่เราทำกับยูเครน..เราไม่มีข้อพิพาทเรื่องอาณาเขต เราไม่มีอะไรที่จะทำให้เราต้องกังวลกับการเป็นสมาชิก NATO ของฟินแลนด์และสวีเดน ถ้าพวกเขาต้องการก็ปล่อยพวกเขาไป”

ปูตินเตือนเข้มว่า “พวกเขาต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่าไม่เคยมีภัยคุกคามใด ๆ มาก่อน แต่ตอนนี้ หากกองกำลังทหารและโครงสร้างพื้นฐานอาวุธนิวเคลียร์อยู่ที่นั่น เราจะถูกบังคับให้ตอบโต้ และสร้างภัยคุกคามแบบเดียวกันสำหรับดินแดนที่เราถูกคุกคามจากเพื่อนบ้านร้าย” “สิ่งนี้ชัดเจน พวกเขาไม่เข้าใจหรือ? ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเรียบร้อยดีระหว่างเรา แต่ตอนนี้จะมีความตึงเครียด แน่นอนฉันขอพูดซ้ำถ้าเราถูกคุกคาม เราคงไม่นิ่งเฉย”

อย่างไรก็ตาม ปูตินเน้นย้ำว่า ณ เวลานี้ มอสโกว์ไม่ได้มองว่าภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากสตอกโฮล์มและเฮลซิงกิมีอันตรายเท่ากับภัยคุกคามที่มาจากเคียฟในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“สำหรับเรา ฟินแลนด์และสวีเดนใน NATO แตกต่างจากยูเครนใน NATO อย่างสิ้นเชิง”

รัสเซียส่งกองทหารเข้าไปในยูเครนเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ โดยถือเอาความล้มเหลวของเคียฟในการปฏิบัติตามข้อตกลงมินสค์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ภูมิภาคโดเนตสค์และลูแกนสค์มีสถานะพิเศษภายในรัฐยูเครน เยอรมนีและฝรั่งเศสได้ร่วมลงนามด้วยครั้งแรกในปี ๒๐๑๔ อดีตประธานาธิบดียูเครน เปโตร โปโรเชนโก (Petro Poroshenko) ยอมรับว่าเป้าหมายหลักของเคียฟคือการใช้เวลาหยุดยิงเพื่อซื้อเวลาและ “สร้างกองกำลังติดอาวุธที่มีอำนาจ” มายึดไครเมียและทำลายล้างฝ่ายนิยมรัสเซียในดอนบาส

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๐๒๒ เครมลินตัดสินใจยอมรับสาธารณรัฐดอนบาส เป็นรัฐอิสระและเรียกร้องให้ยูเครนประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นประเทศที่เป็นกลางซึ่งจะไม่มีวันเข้าร่วมกลุ่มทหารตะวันตก เมื่อสหรัฐและนาโต้ออกหน้าหนุนยูเครน สมรภูมิยูเครนจึงขยายและยืดเยื้อในนามการต่อสู้ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐและนาโต้โดยมียูเครนเป็นพื้นที่สงครามตัวแทนจนถึงปัจจุบัน

นอกจากการพบพันธมิตรกลุ่มแคสเปียนของปธน.ปูตินแบบจับเข่าคุยกันแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และสะท้อนภาพพันธมิตรที่เหนียวแน่นของรัสเซียอีกแห่งคือ ซีเรียได้ประกาศรับรองเอกราชของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์  ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความเดือดดาลแก่เคียฟ ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับซีเรียในทันที

สำนักข่าวซีเรียน อาหรับ นิวส์ เอเจนซี หรือซานา รายงานข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าวในช่วงบ่ายวันพุธที่ ๒๙ มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยอ้างแหล่งข่าวภายในของกระทรวงการต่างประเทศซีเรียในกรุงดามัสกัส

รายงานข่าวระบุว่า “ด้วยความตั้งใจและปรารถนาสถาปนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย ตัดสินใจรับรองเอกราชและอำนาจอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์”

สาธารณรัฐทั้งสองซึ่งรวมกันเป็นภูมิภาคดอนบาส ได้ประกาศอิสรภาพจากยูเครนในปี ๒๐๑๔ หลังจากการรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกขับไล่ประธานาธิบดี วิคเตอร์ ยานูโกโนวิช(Viktor Yanukovych) ที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กองทัพของเคียฟได้ทำสงครามกับภูมิภาคนี้เป็นเวลาแปดปี ก่ออาชญากรรมทำลายชีวิตประชาชนสองรัฐ  จนกระทั่งรัสเซียยอมรับอิสรภาพในเดือนกุมภาพันธ์ สองวันก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารของมอสโกว์ในยูเครน 

ประเทศอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเบลารุส นิการากัว ซูดาน และเวเนซุเอลา ยังไม่ยอมรับสาธารณรัฐ Donbass อย่างเป็นทางการเพราะยังอยู่ในช่วงขัดแย้ง  แต่ได้ประกาศสนับสนุนการยอมรับรัสเซียแล้ว