ส่ออุ้มไม่ไหว!!ราคาดีเซลจ่อทะลุ ๓๕ บาท รีดค่ากลั่นสะดุดกม. เจรจายังไร้ข้อสรุป กองทุนแบกหนี้แสนล้าน

0

ใกล้ครบกำหนดเส้นตายที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาเพื่อนำอุดหนุนราคาพลังงาน แต่จนถึงปัจจุบันปรากฏกองทุนน้ำมันฯยังไม่สามารถดำเนินการกู้เงินจากสถาบันการเงินวงเงินขั้นต้น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือการนำ “ส่วนต่าง” กำไรจาก “ค่าการกลั่น (GRM)” ของโรงกลั่นน้ำมันที่ตั้งเป้าไว้เดือนละประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาทมาอุ้มราคาน้ำมันหน้าปั้มได้

จากการเจรจา ๖ โรงกลั่นน้ำมันเพื่อเรียกเก็บ “กำไร” ส่วนเกินยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนกับความชัดเจนของกฎหมาย สามารถดำเนินการได้หรือไม่ แม้จะเป็นการขอความร่วมมือก็ตาม ด้านสถานะกองทุนน้ำมันวิกฤตหนัก หาเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ๓๕ บาท/ลิตรไม่ไหว จับตาปรับกรอบขึ้นราคาดีเซล หรือ ลดการอุดหนุนราคาน้ำมันลง รัฐบาลเร่งหาเงินช่วยสนับสนุนกองทุนด่วนที่สุด

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ทั้งนี้เพื่อนำมาเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุน ซึ่งยังมีภาระที่จะต้อง “ตรึงราคา” น้ำมันดีเซลภายใต้กรอบไม่ให้เกินลิตรละ ๓๕ บาท อย่างน้อยจนถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๕ ตามนโยบายของรัฐบาล

โดยภาระนี้จะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ความสามารถของกองทุนปัจจุบันมีฐานะสุทธิติดลบไปแล้ว -๑๐๒,๕๘๖ ล้านบาท (ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๕) แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ -๖๕,๒๐๒ ล้านบาท กับบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ -๓๗,๓๘๔ ล้านบาท

ขณะที่กองทุนมี “รายรับ” จากเงินฝากธนาคาร ๒,๓๑๐ ล้านบาท เงินฝากกรมบัญชีกลาง ๑,๐๐๐ ล้านบาท รายรับจากน้ำมันเบนซิน ULG (เก็บเข้ากองทุนลิตรละ ๗.๑๘ บาท) และรายรับจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่จะเรียกเก็บเข้ามาใหม่อีกเดือนละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท รวมประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ล้านบาท/เดือน ซึ่งเทียบไม่ได้กับ “รายจ่าย” ในการตรึงราคาดีเซลเบื้องต้นเดือนละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท

ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตกอยู่ในภาวะวิกฤตที่จะขาดสภาพคล่องจนถึงขั้นไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานตามนโยบายของรัฐบาลได้ จนมีการจับตาดูว่าสุดท้ายแล้ว กองทุนน้ำมันฯจะแก้ไขปัญหาสภาพคล่องอย่างไร หากยังไม่ยอมปรับกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้เข้าใกล้กับราคาที่แท้จริงเพื่อลดการอุดหนุนลง

คณะทำงานเพื่อเจรจาค่าการกลั่นระหว่างกระทรวงพลังงาน กับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีการเจรจาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นซึ่งประกอบไปด้วยโรงกลั่นน้ำมัน ๖ โรง (TOP-PTTCG-IRPC-BCP-SPRC-ESSO) ยังคง “ปฏิเสธ” การคิดกำไรส่วนเกินปกติจากค่าการกลั่นน้ำมันของกระทรวงพลังงานอยู่ โดยเห็นว่า ตัวเลข “กำไร” ที่จะต้องนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯประมาณเดือนละ ๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓ เดือน ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้น “รับไม่ไหว และสูงเกินไป”

นอกจากนี้ การหารือยังคงวนเวียนอยู่กับ “ข้อสงสัย” ที่กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันหยิบยกขึ้นมาว่า แท้ที่จริงแล้ว สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินจากกำไรค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้หรือไม่ โดยการเรียกเก็บเงินจากกำไรค่าการกลั่นจะต้อง

๑) พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้อำนาจไว้หรือไม่ 

๒) ระเบียบของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแล้วหรือไม่ และ 

๓) การนำส่ง-รับเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องมีการดำเนินการอย่างถูกกฎหมาย

“เรามักได้ยินเสมอ ๆ ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีอำนาจที่จะเรียกเก็บเงินกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นเข้ากองทุนได้ ด้วยการอ้างถึง อาทิ มาตรา ๑๔ (๔) การกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการส่งเงินเข้ากองทุนหรือได้รับเงินชดเชยและกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน….อาจกำหนดตามประเภท การใช้ แหล่งที่มาของน้ำมันเชื้อเพลิงกับมาตรา ๒๗ (๑)

กรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตภายในราชอาณาจักรให้ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นโรงกลั่น ส่งเงินเข้ากองทุนให้แก่กรมสรรพสามิต ตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตและจำหน่าย ในประเด็นนี้ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนทางกฎหมายที่จะนำส่ง กำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน เรื่องนี้ไม่ว่าจะเรียกว่า การขอความร่วมมือ หรือการบริจาค หรือ อะไรก็ตาม

จะต้องมีกฎหมายรองรับเพื่อที่บริษัทน้ำมัน ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจหนึ่ง จะได้ชี้แจงกับผู้ถือหุ้นได้ว่า ทำไมถึงต้องนำส่งกำไรจากค่าการกลั่นน้ำมันให้กับรัฐบาล เนื่องจากมีการกังวลกันว่า การนำส่งกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นจะถูกผู้ถือหุ้นฟ้องผู้บริหารหรือไม่”

ด้าน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปตัวเลขการกลั่นเฉลี่ยและขอความร่วมมือนำเงินส่วนต่างกำไรค่าการกลั่นเฉลี่ยเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะมีการหารือกันอีกครั้งวันที่ ๒๙ มิ.ยนี้