ไม่ทันไรพังแล้ว! อียูสวนรมต.สหรัฐยังไม่คิดแบนทองรัสเซียกลัวเจ็บเอง ขณะปูตินนำขายจีน-อินเดียแทนแล้ว

0

จากที่มติกลุ่มจี7 ได้สั่งห้ามนำเข้าทองคำจากรัสเซีย โดย4ประเทศการนำของอังกฤษ ขณะที่อีก3ประเทศยังไม่มีท่าทีว่าจะดำเนินตามด้วยหรือไม่ ขณะที่สหภาพยุโรป หรืออียู ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเอาด้วย เพราะยังไม่แน่ใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ได้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 เมื่อเพจ Thailand Vision ได้โพสต์ข้อความเปิดเผยจากการระบุแหล่งที่มาบางช่วงที่สำคัญไว้ว่า

“สื่อต่างประเทศรายงานว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNN ระบุว่ามาตรการแบนการส่งออกทองคำจากรัสเซีย จะช่วยตัดทอนรายได้ของมอสโกมากถึงราวๆ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

แม้มีมาตรการคว่ำบาตรเล่นงานรัสเซียออกมาก่อนหน้านี้ แต่จนถึงตอนนี้ยังคงล้มเหลวในความพยายามทุบทำลายเศรษฐกิจของมอสโก อย่างไรก็ตามบลิงเคนคาดหมายว่าความพยายามต่างๆ จะเห็นผลในปีหน้า

โดยบลิงเคนให้สัมภาณ์กับ เจค แทปเปอร์ พิธีกรของสถานีโทรทัศน์ CNN ว่า “ทองคำคือสินค้าส่งออกที่มีกำไรงดงามมากที่สุดอันดับ 2 ของรัสเซีย รองจากพลังงาน มันคิดเป็นราวๆ 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และส่วนใหญ่มาจากในบรรดาประเทศใน G7 การตัดมันออกไม่ให้รัสเซียเข้าถึงรายได้ราวๆ 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี จึงสำคัญมาก”

อย่างไรก็ตามสำนักข่าว RT News ระบุว่า ถ้อยแถลงของบลิงเคนนั้นไม่ถูกต้องนักเพราะในความเป็นจริง การส่งออกสำคัญที่สุดอันดับ 2 ของรัสเซียคืออาหาร โดยยอดขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปยังต่างประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 37,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2021

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศอื่นๆ ที่เหลือใน G7 จะลงนามในมาตรการแบนทองคำนี้หรือไม่ โดยทาง ชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป ระบุในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า อียูจำเป็นต้องตัดสินใจเสียก่อนว่า “มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเล็งเป้าเล่นงานทองคำในแนวทางที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ไม่ใช่ในแนวทางที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเอง”

พันธมิตรอียู กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเล่นงานรัสเซียรอบแล้วรอบเล่าแต่ก็ไร้ผล ไบเดนเคยสัญญาในเดือนมีนาคมว่าจะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียเป็นรูพรุน ทว่าในความเป็นจริงคือ มอสโกกลับมีรายได้จากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสกุลเงินรูเบิลแข็งค่าสุดในรอบกว่า 7 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และยูโร

ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อทั้งในอียู และสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ด้วยบรรดาผู้บริโภคจากทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกต้องจ่ายเงินค่าเชื้อเพลิงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และแม้เห็นพ้องมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเมื่อเดือนที่แล้ว แต่กลับมีรายงานว่าอียูนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มมากขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน

RT News รายงานว่า รัสเซีย จะยังคงมีทางเลือกในการขายทองคำของตนเองให้แก่โรงสกัดทองคำทั้งหลาย หรือมองหาบรรดาผู้ซื้อรายใหม่ในจีน อินเดีย หรือตะวันออกกลาง แบบเดียวกับที่ทำกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

แทปเปอร์ ถามบลิงเคนว่า “สหรัฐฯ บอกว่ามาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกที่กำหนดเล่นงานรัสเซีย จะทำลายล้างเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่ดูเหมือนมันกำลังไม่เกิดขึ้น แล้วเมื่อไหร่ที่มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้จะเริ่มส่งผลกระทบตามที่ตะวันตก และประธานาธิบดีไบเดน ให้คำสัญญา”

บลิงเคนตอบกลับว่า “ทุกอย่างที่เราทำตั้งแต่เริ่มคว่ำบาตรหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และควบคุมการส่งออก มันกำลังส่งผลกระทบรุนแรงกับรัสเซีย”

พร้อมอ้างว่า “เวลานี้รัสเซียไม่สามารถซื้อสิ่งของที่จำเป็นสำหรับปรับปรุงภาคกลาโหมให้มีความทันสมัย ปรับปรุงภาคเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย เช่นเดียวกับการสำรวจทางพลังงานเช่นกัน ซึ่งเรากำลังเห็นในสิ่งที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจรัสเซียจะหดตัวราว 8-15% ในปีหน้า” เขาเน้นย้ำโดยอ้างตัวเลขเดียวกันที่ ไบเดน เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้