ฟันธงคุมได้!! แบงก์ชาติยันกรอบเงินเฟ้อ ๑-๓% เหมาะสม คาดศก.ไทยปี’๖๖ จีดีพีโตได้ ๔.๒%

0

ธนาคารแห่งประเทศไทยย้ำ ถอนคันเร่งนโยบายการเงิน รับการเปลี่ยนผ่านของ “เศรษฐกิจ-โครงสร้างพลังงาน” ยันไทยไม่จำเป็นต้องปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจาก ๑-๓% มองเหมาะสมกับเศรษฐกิจ ชี้แม้เงินเฟ้อระยะสั้นจะหลุดกรอบ ย้ำ ดอกเบี้ยไม่ใช่พระเอก แค่ช่วยดูแลวัฎจักรเศรษฐกิจไม่ซ้ำเติมเงินเฟ้อ ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่า ๕% สอดคล้องตามภูมิภาค พร้อมดูแลใกล้ชิดหากผันผวนผิดปกติ

วันที่ ๒๘ มิ.ย.๒๕๖๕ นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานการประชุมนักวิเคราะห์ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า จากสถานการณ์ระบาดของโควิด-๑๙ ในทั่วโลก ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ได้ทำให้อัตราเงินเฟ้อของทั่วโลกเร่งตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ และนำมาสู่การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ต้องปรับเปลี่ยน

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

นายปิติกล่าวว่า ในส่วนของไทยนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมองว่าไม่มีความจำเป็นที่ จะต้องปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไปจากระดับ ๑-๓% ซึ่งเป็นเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยแล้ว เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นแบบระยะสั้น ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนและหลุดกรอบเป้าหมายไปบ้าง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม 

ขณะที่การใช้นโยบายการเงินไม่ได้เป็นส่วนหลักที่ดึงให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย แค่ช่วยคลี่คลายเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง เพื่อช่วยเป็นกันชนให้แน่ใจว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจ จะไม่ไปเสริมให้เงินเฟ้อระยะปานกลางสูงขึ้น ซึ่งไม่อยากให้มองว่าดอกเบี้ยจะมาเป็นพระเอกที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง

แต่ละประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน ก็จะใช้ความเร็วในการปรับนโยบายการเงินที่แตกต่างกันไป ดังจะเห็นได้จากเศรษฐกิจของสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินอย่างรวดเร็ว ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูง ในขณะที่ประเทศไทย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่า เพราะต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก

นายปิติกล่าวว่า โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มมีภาพที่ชัดเจน กนง.คาดการณ์ว่าในปี ๒๕๖๖ จะขยายตัวได้ที่ ๔.๒% ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับดังกล่าวถือว่าใกล้เคียงกับระดับศักยภาพที่แท้จริง  ดังนั้น เมื่อมองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ชัดเจน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ก็จะเกิดความเสี่ยงที่สร้างแรงกดดันด้านอุปสงค์รวมกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

ด้านสถานการณ์เงินบาทว่า การที่เงินบาทอ่อนค่า ย่อมส่งผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ หรือสินค้าต่างๆ ต้นทุนพลังงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ ดังนั้น เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นสิ่งที่ กนง.ยังจับตาใกล้ชิด แต่จากที่ได้พิจารณาดูแล้ว ในปีนี้เงินบาทที่อ่อนค่ายังสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาค และการที่เงินบาทอ่อนค่ามีปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ และมีโอกาสที่บาทจะกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงปลายปี

ด้าน นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยว และอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเห็นทิศทางที่ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการผ่อนคลายเพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ

โดยในไตรมาส ๒ ปี ๒๕๖๕ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว ๒ หมื่นคนต่อวัน และคาดว่าในช่วงไตรมาส ๔ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นไปที่ราว ๓ หมื่นคนต่อวัน ซึ่งทำให้ ธปท. คาดการณ์ว่าทั้งปีจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยราว ๖ ล้านคน ส่วนปี ๒๕๖๖ ที่ ๑๙ ล้านคน นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเริ่มทยอยฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมา โดยจำนวนผู้ว่างงาน และเสมือนว่างงานลดลงต่อเนื่อง

นายสักกะภพกล่าวว่า ในด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปนั้น การประชุม กนง.ล่าสุด ได้ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี ๒๕๖๕ ขึ้นมาอยู่ที่ ๖.๒% จากคาดการณ์เดิมที่ ๔.๙% โดยเหตุผลหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดการส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าต่างๆ และการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ซึ่ง กนง.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปสูงสุดในช่วงไตรมาส ๓ ปีนี้

จากนั้นจะค่อยทยอยลดลงในช่วงไตรมาส ๔ และไตรมาส ๑/๒๕๖๖ ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่กรอบเป้าหมายระยะปานกลางที่ ๑-๓% ได้ในช่วงกลางปี ๒๕๖๖ ในปัจจุบันจะเห็นดอกเบี้ยเริ่มมีการปรับตัวบ้างแล้วในส่วนของตลาดพันธบัตร แต่ในฝั่งของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ขยับมาก เพราะในภาพรวมเศรษฐกิจแม้จะเริ่มฟื้นตัวชัดขึ้น แต่ก็ยังเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และบางภาคส่วนยังเปราะบาง ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจในระยะถัดไปจะมีการปรับเปลี่ยนเป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดมากขึ้น