เปิดคลิปสาวอเมริกัน โวยน้ำมันพุ่งทำให้ต้องเลือกเติมน้ำมันหรือซื้อข้าวกิน ขณะปชช.เชื่อพลังงานแพงสาเหตุไม่ใช่ปูติน

0

เปิดคลิปสาวอเมริกัน โวยน้ำมันพุ่งทำให้ต้องเลือกเติมน้ำมันหรือซื้อข้าวกิน ขณะปชช.เชื่อพลังงานแพงสาเหตุไม่ใช่ปูติน

จากกรณีที่บริษัทโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐ ได้เข้าพบนางเจนนิเฟอร์ แกรนโฮล์ม รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในคณะทำงานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในการประชุมฉุกเฉินเพื่อหาทางลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสระงับการเก็บภาษีรัฐบาลกลาง (Federal Tax) สำหรับน้ำมันเบนซินเป็นเวลา 90 วัน ขณะที่ชาวอเมริกันต่างไม่พอใจต่อราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในประเทศ

ล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปที่บอกว่า เป็นสาวชาวอเมริกัน กล่าวว่าราคาน้ำมันบังคับให้เธอเลือกระหว่างเติมน้ำมันรถหรือซื้ออาหาร และเธอถูกบังคับให้เลือกอย่างแรกคือเติมน้ำมัน ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่ได้ไปทำงาน

ในขณะที่สถาบันสำรวจความคิดเห็นทางการเมือง รัสมุสเซนโพล (Rasmussen poll) ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการสำรวจที่พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 1 ใน 10 หรือร้อยละ 11 เท่านั้นที่เชื่อคำพูดของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ที่ว่าประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย คือ สาเหตุที่ทำให้น้ำมันในสหรัฐฯ มีราคาแพง

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่โทษว่า สาเหตุเกิดจากประธานาธิบดีไบเดน มากกว่าร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสำรวจชี้ว่า ประธานาธิบดีไบเดนมีนโยบายด้านพลังงานที่ไม่ดี และร้อยละ 29 เห็นว่า อุตสาหกรรมพลังงาน กำลังใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันเพื่อขึ้นราคา

โดยบทวิเคราะห์ของผู้สำรวจความเห็น ระบุว่า ประธานาธิบดีไบเดนเองก็เริ่มจะรู้ว่าประชาชนไม่เชื่อคำกล่าวโทษว่ารัสเซียเป็นต้นเหตุทำให้ราคาน้ำมันแพง จึงทำให้คำพูดของไบเดนในระยะหลังจึงเอนเอียง ไปกล่าวหา ภาคอุตสาหกรรมพลังงานว่า จงใจงดการขุดเจาะน้ำมัน เพราะการไม่ผลิตน้ำมันเพิ่มจะทำให้พวกเขาทำเงินได้มากขึ้น และการที่สหรัฐฯ สั่งห้ามการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียเมื่อเดือนมีนาคมไม่มีผลกระทบใดต่อราคาพลังงานในประเทศ เพราะตามข้อเท็จจริงคือ ก่อนหน้านั้นสหรัฐฯนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพียงร้อยละ 2 และสหรัฐฯ เองคือผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นคำสั่งห้ามจึงไม่มีผลต่อราคาพลังงานในสหรัฐฯ

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณร้อยละ 92 มองว่าราคาก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงอื่นๆ ที่สูงขึ้น เป็นปัญหาร้ายแรง โดยร้อยละ 68 ระบุว่าเป็นปัญหา “ร้ายแรงมาก” และผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงร้อยละ 27 เท่านั้นที่ให้คะแนนการจัดการเศรษฐกิจของประธานาธิบดีไบเดนว่า “ยอดเยี่ยม” หรือ “ดี” ซึ่งลดลง 5 จุดจากระดับเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่ร้อยละ 57 ให้คะแนนผลงานในระดับ “แย่” ชาวอเมริกันเกือบสามในสี่ กล่าวว่าเศรษฐกิจแย่ลงในปีที่แล้ว มีเพียงร้อยละ 11 ที่บอกว่าดีขึ้น