ฝีมือคนละชั้น!! ซัมมิตแห่งอเมริกา เป็นความอัปยศของไบเดน เทียบชั้นซัมมิตรัสเซีย ปูตินผงาดประกาศโลกใหม่

0

“ความอัปยศ ความล้มเหลว และความผิดหวัง” สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำบางคำ ที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคน และผู้นำของประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาและภูมิภาคแคริบเบียน ใช้อธิบายถึงการประชุมสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาคอเมริกา หรือ “ซัมมิตแห่งอเมริกา” ครั้งที่ ๙ ซึ่งจัดโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ในนครลอสแอนเจลิส ระหว่างวันที่ ๖-๑๐ มิ.ย.ที่ผ่านมา

แม้ก่อนการประชุมเริ่มขึ้น ประเด็นหลักของการสนทนากลับไม่ใช่สิ่งที่เหล่าผู้นำภูมิภาคจะรับมือความท้าทายที่สำคัญร่วมกัน เช่น การอพยพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงการที่สหรัฐจะใช้โอกาสพิเศษเช่นนี้ ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับภูมิภาคลาตินอเมริกา

ในทางกลับกัน สิ่งที่ทำให้การประชุมดังกล่าว ที่ผู้นำของประเทศในภูมิภาคอเมริกาทั้งหมด สามารถพูดคุยอย่างซึ่ง ๆ หน้า ต้องแตกหักนั้น คือการตัดสินใจของไบเดน ที่ละเว้นผู้นำของ 3 ประเทศออกจากการประชุม ได้แก่ นิการากัว คิวบา และเวเนซุเอลา

แม้ประเทศส่วนมากในภูมิภาคอเมริกาจะไม่ให้การสนับสนุนแก่ 3 ประเทศดังกล่าว แต่การแยก 3 ประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค โดยตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว และให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านั้น ไม่มีสิ่งจำเป็นที่สำคัญต่อความเป็นประชาธิปไตย ทำให้หลายประเทศมองว่า ทำเนียบขาวย้อนกลับไปสู่ช่วงก่อนหน้า ยุคของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

“มันคือความผิดพลาด และเราจะพูดเช่นนั้นต่อที่ประชุม” ประธานาธิบดีกาเบรียล บอริก ผู้นำชิลี กล่าวเมื่อเขาเดินทางถึงนครลอสแอนเจลิส และบอกว่าทุกคนต้องรวมพลังกัน เพื่อทำให้การพัฒนาดียิ่งขึ้น และการละเว้นประเทศออกจากการประชุมของสหรัฐ มีเพียงแต่จะทำให้การปฏิบัติของประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น

ด้านประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ผู้นำเม็กซิโก ไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อประท้วงไบเดน แต่ส่งนายมาร์เซโล เอบราร์ รมว.การต่างประเทศ เป็นตัวแทน กระนั้น เอบราร์ กล่าวว่า การไม่เชิญคิวบาส่งผลให้การประชุมย้อนกลับไปเหมือนเมื่อ ๑๐ ปีก่อน และย้ำหนักแน่นว่า  “มันเป็นความผิดพลาดร้ายแรงในการกีดกันประเทศอื่น”

นอกจากนี้ การประชุมยังก่อให้เกิดคำถามต่อไบเดน เกี่ยวกับการบริหารจัดการวิกฤติการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของผู้อพยพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอเมริกา ในเมื่อเวเนซุเอลา คิวบา และนิการากัว ประเทศที่มีผู้อพยพส่วนมากเดินทางเข้าสหรัฐ กลับไม่เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา ซึ่งทั้งหมดย้อนไปยังคำถามของลำดับความสำคัญ และความจริงที่ว่า ประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาไม่อยู่ในรายชื่ออันดับต้นสำหรับสหรัฐมานานหลายทศวรรษแล้ว

ผู้นำระดับภูมิภาคคนอื่น เช่น เวเนซุเอลา เสนอจัดการประชุม เพื่อรับผิดชอบต่อนิการากัว คิวบา และเวเนซุเอลา ในเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเลือกตั้ง และพวกเขาอาจพยายามสร้างความคืบหน้าในวัตถุประสงค์ร่วมกันได้  ทำให้ท้ายที่สุด การประชุมสุดยอด “ซัมมิตแห่งอเมริกา” ครั้งนี้ อาจถูกจดจำว่าเป็นการเสียโอกาสในช่วงเวลาสำคัญ และเป็นการผลักมิตรไปใกล้ชิดกับรัสเซียและจีนมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง การประชุมสำคัญของรัสเซีย ที่St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ในวันศุกร์ที่ ๑๗ มิ.ย.สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ปธน.วลาดิเมียร์ ปูตินกล่าวอย่างเปิดเผยว่า ศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่เกิดขึ้นแล้ว ระเบียบโลกแบบขั้วเดียวไม่หวนกลับมา และ วิธีคิดแบบ “อาณานิคม”ล้มเหลไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ปูตินกล่าวว่า “ การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในเชิงปฏิวัติ และการแปรสัณฐานในภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ในขอบเขตทางเทคโนโลยี ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งหมด  เหล่านี้เป็น “ปัจจัยพื้นฐาน สำคัญยิ่ง และไม่หยุดยั้ง” “และเป็นความผิดพลาดที่จะแนะนำว่าเราสามารถรอเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่ปั่นป่วนและสิ่งต่าง ๆ จะกลับสู่ปกติ ว่าทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม แต่มันจะไม่หวนกลับไปเหมือนเดิมแน่นอน”

Russian President Vladimir Putin delivers a speech during a session of the St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) in Saint Petersburg, Russia June 17, 2022. REUTERS/Maxim Shemetov

ปธน.ปูตินกล่าวอัพเดตสถานการณ์ของรัสเซีย บนเวทีการประชุมเศรษฐกิจระดับนานาชาติ SPIEF พร้อมประกาศจะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ต้องการอย่างไม่หยุดยั้ง ในงานนี้ปธน.สี จิ้นผิงได้เข้าร่วม และยืนยันจุดยืนเคียงข้างกับรัสเซีย ไม่คว่ำบาตรและสี่งซื้อสินค้ารัสเซียเต็มที่ ซึ่งปัจจุบัน จีนนำเข้าน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆจากรัสเซียกว่า ๘๐%

ผู้นำรัสเซียยังย้ำอีกว่า การตัดสินใจของสหรัฐและยุโรปทำให้ผู้คนภายในประเทศตัวเองต้องเจ็บปวดรวดร้าว ต้องเป็นผู้จ่ายราคาแพง ให้กับ “ผลกระทบ” ต่างๆ อันเนื่องมาจากการแซงชั่นทั้งหลาย ไม่ว่าผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจตัวเองในระยะสั้นๆ-ระยะยาว ต้นทุนราคาอาหาร ไฟฟ้า พลังงานที่มีแต่สูงขึ้นๆ ทำให้ต้องจ่ายต้นทุนชีวิตเพิ่มไม่น้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในขณะที่ “ศูนย์กลางอำนาจใหม่ของโลก” ได้ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับความพยายามที่จะปกป้องสิทธิการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของตัวเอง การสร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ ที่จะกลายเป็นการปรับเปลี่ยน “สถาปัตยกรรมทางการเมือง” และเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในระดับ “การปฏิวัติที่แท้จริง”