ฟาดเดือด!! กูรูเศรษฐกิจมะกันโวย รีพับลิกันขยี้เมกาฟองสบู่แตกแน่ภายใน ๑๓ วัน ฟันธงไบเดนเอาไม่อยู่แล้ว

0

นับตั้งแต่สหรัฐระดมพันธมิตร คว่ำบาตรเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่อรัสเซีย  สหรัฐกลับต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจเสียเองอย่างสุดคาด จนส่อเค้าจะคุมไม่อยู่เสียแล้ว อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้น จาก ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล ที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าจำเป็นในการดำเนินชีวิตพุ่งสูงและขาดแคลน  ฝ่ายบริหารของไบเดนได้พยายามตำหนิหน่วยปฏิบัติการพิเศษของรัสเซียในยูเครนหรือบริษัทน้ำมันที่โลภในการขึ้นราคาหลายครั้ง แต่ผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ตำหนิรัฐบาลของเขาเป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤต

ขณะภายในประเทศเผชิญวิกฤตทั้งเศรษฐิจ-การเมือง-สังคม ผู้นำสหรัฐกลับเดินสายนอกบ้านระดมพันธมิตรให้หนุนยูเครนลุยรัสเซียต่อ และดูเหมือนจะเพิ่มจีนมาอีกรายไม่เลิก ปธน.ไบเดนให้สัมภาษณ์ระบุว่า  ไม่มีโปรแกรมเยือนยูเครนในห้วงการเดินทางเยือนยุโรป เริ่มที่เยอรมนีเพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ G๗ ใน วันที่ ๒๕ มิ.ย.๒๕๖๕ และเยือนสเปนเพื่อประชุมผู้นำนาโต้ ในวันที่ ๒๘ มิ.ย.๒๕๖๕ โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการสร้างความยุ่งยากให้กับชาวยูเครน แต่เซเลนสกี้อาจมองว่าหลบหน้า

การเมือง-การศึกนอกบ้านปั่นป่วน ผู้นำสหรัฐเลือกไปลุยก่อน ปล่อยในบ้านเละเทะเป็นโอกาสให้เสียงโวยวายจากกูรูเศรษฐกิจทั้งภาคเอกชนและฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรครีพับลิกันขยี้วิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกากระหึ่ม ท่ามกลางเงินเฟ้อกระฉูด พันธบัตรเมกาถูกเทขายยับ แม้ดอลลาร์จะแข็งค่าทำให้ส่งออกยากส่งผลขาดดุลการค้าอีกด้วย

วันที่ ๒๑ มิ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวสปุ๊ตนิกและนิวสวีครายงานเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เงินเฟ้อที่ไร้การควบคุมในสหรัฐฯ ในไม่ช้าอาจเลวร้ายลงยิ่งกว่านี้ โดย แฟรงค์ ลุนซ์(Frank Luntz) ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ(economist)และที่ปรึกษาการเมืองของพรรครีพับลิกันโวยแรงว่า “เราเหลือเวลาอีก 13 วันเงินเฟ้อระเบิด” ประเด็นนี้ฮือฮาทั่วสังคมโซเชียล  หลังลุนซ์กล่าวในรายการสแควก บ็อกซ์ (Squawk Box) ของ CNBC เมื่อวันที่ ๑๗ มิ.ย.ที่ผ่านมา

ที่ปรึกษาฯรีพับลิกันบอกว่า ในความเห็นของเขา จะรู้สึกถึงผลกระทบจากเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ ๔ กรกฎาคมที่จะถึงนี้ เพราะเป็นหนึ่งในสามวันหยุดของชาวอเมริกัน ควบคู่ไปกับวันขอบคุณพระเจ้าและคริสต์มาส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วประชาชนจะ “ซื้ออาหารมากกว่าช่วงเวลาอื่นของปี”

ลุนซ์คาดการณ์ว่า “ทุกคนจะต้องเติมน้ำมันรถให้เต็มถังภายใน ๑๓ วันนับจากนี้ และพวกเขาไม่สามารถใส่เงิน ๔๐ หรือ ๕๐ ดอลลาร์ลงในถังได้ พวกเขาต้องเติมให้เต็มจริงๆ และนั่นคือตอนที่เงินเฟ้อมันจะระเบิดขึ้น… พวกเขาต้องเติมตะกร้าสินค้าสำหรับบาร์บีคิวและการปรุงอาหาร สิบสามวันต่อจากนี้ คนอเมริกันจะต้องเผชิญหน้ากับราคาที่สูงปรี๊ด และต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าพวกเขาไม่สามารถจ่ายได้” 

เขาย้ำว่า “ตอนนี้ด้วยภาวะเงินเฟ้อพุ่ง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไร คุณก็ได้รับผลกระทบจากมัน และผลกระทบนั้นจะรู้สึกได้ในไม่ช้า เงินเฟ้อกระทบทุกคนทุกที่” 

ลุนซ์อ้างว่าฝ่ายบริหารของปธน.ไบเดน ได้รับการเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกเกี่ยวกับ “โศกนาฏกรรม” ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ “พวกเขาปฏิเสธไม่รับฟัง”

จากการ สำรวจ ของ มหาวิทยาลัยมอนเมาท์ (Monmouth) เมื่อเร็วๆ นี้ชาวอเมริกันร้อยละ ๒๖ กล่าวว่าเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการลงคะแนนเสียงให้รัฐสภาในเดือนพฤศจิกายนนี้ และร้อยละ ๒๕ กล่าวว่าการทำแท้งเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาคือการดูแลสุขภาพ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ การย้ายถิ่นฐาน ๑๔ เปอร์เซ็นต์ การควบคุมอาวุธปืน ๙ เปอร์เซ็นต์ และภาษี ๘ เปอร์เซ็นต์

แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๒๒ ปี แต่สหรัฐฯ ก็พบว่าอัตราเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ ๔๐ ปีในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กูรูเศรษฐกิจหลายคนกลับฟันธงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจถึงวาระที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว

อลัน ไบลเดอร์ อดีตผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวกับบลูมเบิร์กเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า“ประธานเฟดไม่กล้าปล่อยให้คำว่า-เราจำเป็นต้องมีภาวะถดถอย- หรือ recession หลุดออกมาจากปากของเขา”  “แต่มีคำสละสลวยมากมาย และเขาจะใช้มัน”

เจพีมอร์แกน เชนแอนด์โค(JPMorgan Chase & Co.) และบาร์คเล่ย์ส์ (Barclays) กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการปรับขึ้นราคาจ้างงาน ซึ่งอัตราการว่างงานต่ำทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าแรงที่สูงขึ้น เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ พยายามจะแย่งชิงพนักงานที่เหลือเพียงไม่กี่คน ซึ่งส่งผลให้ราคาค่าจ้างสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อและความต้องการค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยค่าเสื่อมราคาของเงินดอลลาร์

แจ็ค แอบลิน(Jack Ablin) หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งเครสเซ็ต แคบปิตัล (Cresset Capital) บอกกับ CNBC ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการเป็นคนดื้อรั้นจะไม่พบสิ่งใดที่จะแก้ปัญหาของพวกเขา” ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงเกือบ ๒๐% จากระดับสูงสุดในเดือนมีนาคม

ผลสำรวจที่จัดทำโดย Washington Post และสคาร์สคูล ออฟ โพลิซี แอนด์ กอเวิร์นเม้นท์( Schar School of Policy and Government) ของมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน เมื่อปลายเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคม พบว่า ๒ ใน ๓ ของคนอเมริกันเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะแย่ลงในปีนี้ โดย ๙ ใน ๑๐ ของชาวอเมริกันลดการใช้จ่ายบางส่วน ชดเชยการขึ้นราคา