โลกพลิกขั้ว!! สหรัฐคลั่งจะคว่ำบาตรบริษัทจีน- UAE เพิ่ม แค้นค้าขายสนับสนุนอิหร่านไม่ทำตามคำสั่ง

0

อาการตาขวางของสหรัฐที่คว่ำบาตรประเทศต่างๆไปทั่ว เพราะไม่สยบยอม ส่งผลให้การเลือกข้าง เปลี่ยนขั้วในสนามการเมืองโลกชัดเจนมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้สหรัฐและตะวันตกจะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านมายาวนานมาถึงวันนี้ อิหร่านไม่สะทกสะท้าน และเปลี่ยนนโยบายมุ่งสู่ตะวันออกมาขึ้น เพิ่มพันธมิตรเศรษฐกิจการค้าไม่ต้องทนอยู่ใต้อิทธิพลตะวันตกฝ่ายเดียว ล่าสุดสหรัฐฯประกาศจะคว่ำบาตรบริษัทของจีน- UAE เพิ่มเติม เพราะให้การสนับสนุน ผูกมิตรค้าขายกับอิหร่านออกหน้าออกตาไม่สนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ

ยุคนี้นอกจากสหรัฐคว่ำบาตรรัสเซียแล้วย้อนเข้าตัวแล้ว การคว่ำบาตรอิหร่านและประเทศอื่นๆก็ดูจะไร้พลัง หมดความหมายลงไปเรื่อยๆ สะท้อนขาลงของมหาอำนาจเก่าที่บีบบังคับตามอำเภอใจ แต่ระเบียบโลกใหม่มีศูนย์กลางมาทางตะวันออกมีทางเลือกที่น่าไว้วางใจมากกว่า

วันที่ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๖๕ สำนักข่าวอัลจาซิรารายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมจะดำเนินมาตรการคว่ำบาตรบริษัทสัญชาติจีน UAE และบริษัทสาขาสัญชาติอิหร่านที่จัดตั้งขึ้นทั้งในฮ่องกง อิหร่าน และ UAE  รวมทั้งบุคคลสัญชาติจีนและอินเดียเพิ่มเติม เนื่องจากให้ความช่วยเหลืออิหร่านในการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งการคว่ำบาตรครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ที่ว่างเว้นไปตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม นายเมฮ์ดิ ซาฟารี (Mehdi Safari) รมช.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ไม่กังวลต่อมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มดังกล่าว โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอิหร่านถูกคว่ำบาตรมานานแล้ว แต่ยอดขายไม่ลดลงเพราะอิหร่านมีช่องทางจำหน่ายสินค้าหลากหลายช่องทางกับพันธมิตร

สหรัฐฯ ตั้งเป้าไปที่บริษัทจีน-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อย้ำการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า หากไม่มีการหวนคืนข้อตกลงนิวเคลียร์ วอชิงตันจะใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อจำกัดการส่งออกปิโตรเคมีของอิหร่าน

สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรบริษัทจีนและเอมิเรตส์ รวมทั้งเครือข่ายผู้ผลิตปิโตรเคมีของอิหร่าน โดยกล่าวหาว่าพวกเขาช่วยกัน “หลบเลี่ยงการคว่ำบาตร” โดยสนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่านในต่างประเทศ

ในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มิ.ย.ที่ผ่านมา  กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับบริษัท ๒ แห่งที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง ๓ แห่งในอิหร่าน และอีก ๔ แห่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกจากนี้ ยังมีการลงโทษชาวจีนจินเฟง เกา (Jinfeng Gao) และ โมฮัมเหม็ด ชาฮีด รุคนุดดิน(Mohammed Shaheed Ruknooddin Bhore) สัญชาติอินเดีย

ไบรอัน อี เนลสัน ปลัดกระทรวงการคลังเพื่อการก่อการร้ายและข่าวกรองทางการเงินของสหรัฐ (Under Secretary of the Treasury for Terrorism and Financial Intelligence: Brian E Nelson )กล่าวถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่านว่า “สหรัฐฯ กำลังดำเนินตามเส้นทางของการทูตที่มีความหมายเพื่อให้เกิดผลตอบแทนซึ่งกันและกันในการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการร่วมในการคว่ำบาตร”

“หากไม่มีข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ชัดเจน สหรัฐจะยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรของเราเพื่อจำกัดการส่งออกปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากอิหร่านเพิ่มเติม”

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงเจซีพีโอเอ(JCPOA) เพียงฝ่ายเดียวในปี ๒๕๖๑ และเริ่มรณรงค์กดดันสูงสุด ในการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน และปธน.โจ ไบเดน ยังคงบังคับใช้ต่อไปแต่เรียกร้องให้อิหร่านยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติให้หมด

เตหะรานได้ยกระดับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของตนขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการถอนตัวของวอชิงตันจากสนธิสัญญาและคว่ำบาตรอิหร่านฝ่ายเดียวแม้ประเทศสมาชิกที่ลงนามร่วมจะคัดค้าน

การเจรจาหลายรอบกลับไม่ประสบผลสำเร็จในการฟื้นฟูข้อตกลง ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือการขอให้สหรัฐฯ ยกเลิกการกำหนดให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เป็น “องค์กรก่อการร้าย” แต่วอชิงตันไม่เต็มใจที่จะทำ

เมห์ดี ซาฟารี (Mehdi Safari)รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ทางการอิหร่านว่ามาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐไร้ผล

เขากล่าวว่า “อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ของบริษัทอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรมานานแล้ว แต่การขายของเรา ยังคงดำเนินต่อไปผ่านช่องทางต่างๆ และ  จะดำเนินการเช่นนั้นต่อไป” 

เฮนรี โรม รองหัวหน้าฝ่ายวิจัยของกลุ่มยูเรเซีย(Henry Rome, deputy head of research at the Eurasia Group) กล่าวว่า การคว่ำบาตรอาจมีจุดมุ่งหมายทั้งเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน และเพื่อเป็นการสวนกลับต่อนักวิจารณ์ภายในสหรัฐฯที่วิพากษ์ว่าไบเดนล้มเหลวในการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

โรมกล่าวว่า “วอชิงตันมีแนวโน้มจะตั้งเป้าที่จะเพิ่มแรงกดดันกับอิหร่านในสถานการณ์ที่ไม่มีข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็หันเหการวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศและต่างประเทศ ว่าปล่อยให้อิหร่านลอยนวล” 

เขาเสริมว่าการดำเนินการคว่ำบาตรเพียงครั้งเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของอิหร่านหรือจีน หรือแม้แต่ยูเออี จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ ยูเออีค้าขายผ่านบริษัทเอกชน ขณะที่อินเดียยุติการนำเข้าอย่างไม่เต็มใจภายใต้แรงกดดันของสหรัฐฯ แต่หันไปซื้อจากรัสเซียทดแทน

โรมกล่าวว่า “แท้จริงแล้ว เตหะรานอาจคำนวณได้ว่า ด้วยสภาวะตลาดน้ำมันและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกในปัจจุบัน การรณรงค์ร่วมกันของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก เพื่อทำลายการส่งออกพลังงานของอิหร่านนั้นไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์วิฤตพลังงานในปัจจุบัน และไม่ส่งผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด”