สหรัฐฯ หิวจัด! ยอมเสียหน้า สั่งซื้อปุ๋ยรัสเซียด่วน! ขณะยุโรปเสี่ยงถูกลอยแพอาหาร-ชาติอาเซียนรอดผลิตข้าวเองได้

0

สหรัฐฯ หิวจัด! ยอมเสียหน้า สั่งซื้อปุ๋ยรัสเซียด่วน! ขณะยุโรปเสี่ยงถูกลอยแพอาหาร-ชาติอาเซียนรอดผลิตข้าวเองได้

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีรัสเซียประกาศรายชื่อสินค้ามากกว่า 200 ชนิด ที่จะมีการห้ามส่งออกจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ “เป็นอย่างน้อย” ตามคำสั่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก จากวิกฤติการณ์ในยูเครน

โดยสินค้าที่จะมีการระงับส่งออกนั้น รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม การแพทย์ ยานยนต์ อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ และผลิตภัณฑ์การเกษตร ที่หนึ่งในนั้นคือ ปุ๋ย ซึ่งปัจจุบัน รัสเซียผลิตปุ๋ยได้ประมาณปีละ 50 ล้านตัน คิดเป็น 13% ของปุ๋ยที่มีการผลิตบนโลก

ล่าสุดเพจ World Update ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่ สหรัฐฯ เร่งผลักดันให้บริษัทในประเทศ ขอซื้อปุ๋ยจากรัสเซียให้มากที่สุด โดยอ้างอิงจาก Bloomberg ระบุว่า 

ในยุโรปนั้นมีชาติราว 10% เท่านั้นที่ผลิตอาหารเพียงพอบริโภคในประเทศ ที่เหลือมากเกินจึงส่งขายชาติในยุโรปด้วยกัน ส่วนอีก 90% ซื้ออาหารธัญพืชจากสหรัฐ และยูเครน ที่เคยเป็นประเทศผู้ผลิตธัญพืชข้าวสาลีที่สำคัญอันดับ 5 ของโลก จนยูเครนได้ฉายาว่า “ตระกร้าขนมปังยุโรป” จากความเคยชินที่ชาวยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตอาหารเอง แต่นำเข้ามาตลอด ทำให้ภาคการเกษตรอับเฉาไร้การส่งเสริมจากรัฐ ไม่มีใครอยากทำ ส่วนโรงงานผลิตปุ๋ยก็ปิดตัวลง จึงใช้วิธีนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ 40% ของโลก ส่วนธัญพืชนั้น ตลาดของรัสเซีย คือ เอเซีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา แต่ไม่ได้ขายให้ยุโรป เพราะยูเครน ครองตลาดอยู่แล้ว
ล่าสุดนาย ทาราส วีซอตสกี รัฐมนตรีช่วยเกษตรของยูเครน ระบุว่า ยูเครนเพาะปลูกได้ลดลงเหลือ 25% ของการเพาะปลูกปกติ สาเหตุจากฟาร์มทางการเกษตรหลายแห่งไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้จากความไม่สงบ , เกษตรกรชาวยูเครน อพยพหนีภัยความขัดแย้งเป็นจำนวนมาก , ไม่มีช่องทางส่งออกทางเรือ (กองทัพยูเครนวางทุ่นระเบิดในทะเลดำ 420 ลูก) ทำให้ส่งออกสินค้าเกษตรไม่ได้
รวมทั้งพื้นที่เกษตรอุดมสมบูรณ์ส่วนมากถูกปลดปล่อยออกจากยูเครน ไปเป็นรัฐอารักขาของรัสเซียแล้ว ปัจจุบันยูเครน ส่งออกธัญพืชโดยรถยนต์ รถไฟ ทางชายแดนโรมาเนีย และโปแลนด์ มากสุดเดือนละ 2 ล้านตัน ดังนั้นผลผลิตในปีนี้ จะเพียงพอสำหรับใช้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น ไม่มีการส่งออก นั่นหมายถึงชาวยุโรป 90% นับแต่นี้ไปจะไม่ได้รับอาหารจากยูเครนอีก
วิกฤติอาหารจึงไม่ได้เกิดกับทวีปอื่นของชาวโลก แต่เกิดเฉพาะทวีปยุโรปเท่านั้น จะปรับตัวมาปลูกอาหารกินเอง ผลิตปุ๋ยเองในเวลานี้ก็ไม่ทันแล้วเพราะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ ความรู้ เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์ อีกนานหลายปี ส่วนสหรัฐฯ นั้นเกิดการขาดแคลนปุ๋ยอย่างหนักเพราะไม่เคยมีแผนเตรียมการรองรับมาก่อน ในระยะสั้นคือ “ระงับการส่งออกอาหารให้ยุโรป” เพื่อเก็บไว้ให้พลเมืองตนเอง และรัฐบาลสหรัฐ ยังเร่งผลักดันให้บริษัทในประเทศ “ไปขอซื้อปุ๋ยจากรัสเซียให้มากที่สุด”
เพราะกลัวว่าจะเกิดการขาดแคลนธัญพืชในประเทศ และทำให้เกิดวิกฤตอาหารรุนแรงกว่าปัจจุบัน เพราะสหรัฐ ขาดแคลนอาหารทั้งประเทศเกิดวิกฤติอดอยากในคนยากจนไปทั่ว รวมทั้งให้บริษัทต่างๆ ไปหาวิธีซื้อเสบียงผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่หลากหลายจากรัสเซียอีกด้วย
ขณะนี้มีราว 30 ประเทศ ผู้ผลิตธัญพืชอาหารทั่วโลก ก็ประกาศระงับส่งออกเช่นกัน เพราะสถานการณ์โลกผันผวนเสี่ยงเกิดสงครามจึงต้องเก็บไว้ให้พลเมืองตนเองบริโภค ดังนั้นนับแต่นี้ชาติยุโรป 90% เสี่ยงมากจะถูก “ลอยแพอาหาร” จากสหรัฐ ยูเครน รัสเซีย แบบตัวใครตัวมัน มีเพียงชาติในอาเซียนเท่านั้นที่มีศักยภาพ ผลิตข้าวจ้าว ข้าวเหนียว แต่ไม่ใช่อาหารชาวยุโรปบริโภค เพราะที่ต้องการคือข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด เป็นหลัก
หากรัฐบาลอาเซียน จะเปลี่ยนวิกฤติอาหารยุโรปให้เป็นโอกาส ก็น่าจะส่งเสริมลดพื้นที่ปลูกข้าวจ้าว ข้าวเหนียวที่ Demand จำกัด เปลี่ยนมาส่งเสริม Supply ส่งออกข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวโพด ที่ Demand สูงกว่า เกษตรกรย่อมขายสินค้าได้ราคาต่อตันสูงมากกว่าไปด้วย..ยุโรป อดทนกันอีกนิดคว่ำบาตรรัสเซีย สู้ต่อไป ชนะหิวใส้กิ่วแน่นอน