ชิป..หาย!??เกาหลีใต้สไตรก์ดุสูญ ๔ หมื่นล้าน ขนส่งอัมพาตทำโลกขาดแคลนชิป พ่อค้าอาวุธผลิตไม่ทันออเดอร์

0

รัฐบาลเกาหลีใต้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ เสียหายสูงกว่า ๑.๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังสหภาพคนขับรถบรรทุกผละงานประท้วงมาแล้ว ๑ สัปดาห์ และการเจรจายังไม่บรรลุผลสำเร็จ เพราะรัฐบาลปล่อยให้คู่ขัดแย้งเจรจา ผลคือทะเลาะกันในรายละเอียด โดยรัฐบาลแสดงบทบาทเป็นแค่ตัวกลาง ทั้งที่หลายข้อเรียกร้องเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะเกาหลีใต้เท่านั้นแต่จะลุกลามทำห่วงโซ่การผลิตที่จำเป็นต้องใช้ชีปเซมิคอนดักเตอร์กระทบหนักด้วย นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่าทีก้าวร้าวของนาโต้ต่อรัสเซียแผ่วลง หลังมีข่าวว่าทั้งสหรัฐและประเทศหลักในยุโรปไม่มีอาวุธใหม่ๆเพิ่มและของเก่าส่งไปให้ยูเครนเกือบหมดซึ่งในที่สุดก็โดนรัสเซียยึดไปแจกให้สาธารณรัฐโดเนสก์และลูฮันสก์ไว้สู้กับกองทัพอะซอฟของยูเครน

เมื่อวันที่ ๑๓ มิ.ย.๒๕๖๕ แอสโซซิเอทเพรสรายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากการที่สหภาพแรงงานคนขับรถบรรทุกผละงานประท้วงยืดเยื้อครบ 1 สัปดาห์ เพื่อเรียกร้องการเพิ่มค่าตอบแทน และการขอให้รัฐบาลขยายระยะเวลารับประกันค่าระวางสินค้า ซึ่งจะครบกำหนดในเดือน ธ.ค.นี้ เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าครองชีพ ว่าเสียหายไม่ต่ำกว่า ๑.๖ ล้านล้านวอนหรือ ๑.๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงิน ๔๑,๗๑๙.๒๐ ล้านบาท

ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าทั้งที่เป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จแล้ว ซึ่งไม่สามารถขนส่งได้ระหว่างวันที่ ๗-๑๒ มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และแบตเตอรี่ ซึ่งเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ลำดับต้นของโลก

การเจรจารอบที่สี่ระหว่างคนขับรถบรรทุกและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตกเป็นเป้าหมายในวันอาทิตย์ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลง เจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคมกล่าวว่าพวกเขาจะพยายามเจรจาต่อไปเพื่อยุติการประท้วง แต่กลุ่มสหภาพฯ Cargo Truckers Solidarity กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าไม่มีแผนที่จะดำเนินการเจรจาในทันที

เศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนขับรถบรรทุกในเกาหลีใต้ประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ ส่งผลให้บริษัทพอสโค ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ต้องระงับการผลิต ขณะที่ภาคปิโตรเคมีได้รับความเสียหายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สมาคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกาหลีออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คนขับรถยุติการประท้วง โดยกล่าวว่าความเสียหายกำลังเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่การขนส่งจากท่าเรือสำคัญ ๆ เช่น ยูลซาน, ยอซู และแดซานถูกระงับ และการขนส่งสินค้ารายวันลดลงเหลือแค่ประมาณ ๑๐% ของระดับเฉลี่ยที่ ๗๔,๐๐๐ ตัน

ทั้งนี้ คนขับรถบรรทุกในเกาหลีใต้นัดหยุดงานเข้าสู่วันที่ ๗ เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ยกเลิกโครงการค่าแรงขั้นต่ำท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น นับเป็นหนึ่งในความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งแรกสำหรับนายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ การประท้วงครั้งนี้ส่งผลให้การขนส่งรถยนต์, เชื้อเพลิง, เหล็ก และวัสดุสำหรับชิปเซมิคอนดักเตอร์ต้องถูกระงับหรือเลื่อนออกไป ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกภายหลังการล็อกดาวน์สกัดโควิด-๑๙เป็นศูนย์ ในจีนและการสงครามรัสเซีย-ยูเครน

บริษัทพอสโคฯ ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ทางบริษัทหยุดการผลิตในโรงงานเหล็กลวด ๔ แห่งและโรงงานเหล็กแผ่นรีดเย็น ๑ แห่งเมื่อเวลา ๗.๐๐ น. ของวันที่ ๑๓ มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่คนขับรถบรรทุกหยุดงานประท้วงจนพอสโคไม่มีพื้นที่เก็บสินค้า โดยปริมาณการผลิตเหล็กลวดในแต่ละวันจะลดลงประมาณ  ๗,๕๐๐ตัน และเหล็กแผ่นรีดเย็นลดลง ๔,๕๐๐ ตัน

ด้านซัมซุง ไฮนิกส์ และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อีกหลายแห่งในเกาหลีใต้ ยังคงปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อสถานการณ์ประท้วงครั้งนี้ ซึ่งยังคงไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่า บริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้มีนโยบายสำรองวัตถุดิบให้เพียงพออย่างน้อย ๒ สัปดาห์ หากเกิดกรณีฉุกเฉิน เพื่อนำมาใช้ในประเทศ

ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ยืนยันว่า จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่การขยายระยะเวลารับประกันค่าระวางสินค้า เป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติโดยตรง ไม่ใช่รัฐบาล พร้อมทั้งขอให้คนขับรถบรรทุกกลับไปทำงานตามเดิม โดยให้คำมั่นว่า รัฐบาลพร้อมช่วยแก้ไขความวิตกกังวลในเรื่องค่าครองชีพ แต่การเจรจายังคงไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด รัฐบาลโดยปธน.คนก่อนก็ให้คำมั่นสัญญาแต่ก็ไม่มีมาตการอะไรแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปีนี้ จาก ๓.๐% ลงมาอยู่ที่ ๒.๗% และประเมินอัตราเงินเฟ้อปีนี้อาจสูงถึง ๔.๘% เป็นสถิติสูงสุดในรอบ ๒๔ ปี