หายนะมาเยือน!!ไบเดนเหวอศก.เมกาโคม่าเงินเฟ้อพุ่งลิ่ว ๘.๖% สูงสุดรอบ ๔๐ ปี พันธบัตรโดนเทขายยับหุ้นดิ่งเหว

0

เมื่อสถานการณ์การสู้รบในยูเครนยังไม่ชี้ขาดชัยชนะขั้นเด็ดขาด  สหรัฐฯเปิดแนวรบสงครามเศรษฐกิจ ถล่มนิวเคลียร์เศรษฐกิจทำลายรัสเซีย และเริ่มออกลายยั่วยุทางทหารไปยังจีนมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนเสื่อมถอยต่ำสุดในรอบ ๕๐ ปี  น่าสังเกตว่าตัวเลขเงินเฟ้อของจีนประกาศออกมาอยู่ที่เพียง ๒.๑% เท่านั้นแต่ของสหรัฐตรงกันข้ามแบบขาวกับดำ เป็นไปตามคำพูดของปธน.โจ ไบเดนแห่งสหรัฐที่ว่า เงินเฟ้อเป็นหายนะของสหรัฐโดยแท้

วันที่ ๑๑ มิ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า  เงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งลิ่วๆสูงขึ้นเกินคาดการณ์ผลมาจาก ราคาที่อยู่อาศัย อาหาร และพลังงานพุ่งขึ้นไม่หยุด สะท้อนว่าทีมบริหารไบเดนไร้ฝีมือแก้ปัญหาไม่ตก

กระทรวงแรงงานของสหรัฐเผยดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น ๘.๖% ในเดือน พ.ค. ทำนิวไฮในรอบกว่า ๔๐ ปี หรือนับตั้งแต่ปี ๑๙๘๑/๒๕๒๔

เรื่องนี้ทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในทางลบ เพราะตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรุนแรงเพื่อชะลอเงินเฟ้อ แม้เฟดบอกว่าจะค่อยๆขึ้น แต่ก็ไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งนั่นอาจหมายถึง ทองคำ ซึ่งรัสเซียและจีนกำลังผลักดันให้ภาคการเงินโลก เข้าสู่มาตรฐานทองคำอย่างเท่าเทียม

สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้น คริปโตเคอร์เรนซี และรวมไปถึงตราสารหนี้ระยะยาวก็สามารถปรับตัวลงได้เช่นกัน หากดอกเบี้ยที่คาดปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันพันธบัตร ๑๐ ปีสหรัฐนักลงทุนยังสนใจทำยอดพุ่งแตะ ๓.๑๔% ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ ๑๑ ปี แต่พันธบัตรระยะสั้นถูกเทขายยับ ส่วนในภาคธุรกิจจริง ทุกกิจการจะมีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปอีก

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะที่เงินเฟ้อสูงลิ่วไม่หยุด หรือที่เรียกว่าสแต็กเฟลชั่น (STAGFLATION) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเร่งตัวขึ้นสูงสู่ในรอบ ๔๐ ปีเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านลบได้ฝังแน่นอยู่ในระบบการเงินของสหรัฐ  ซึ่งอาจผลักดันให้เฟดต้องเพิ่มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่มีข้อสงสัยและส่งผลทางการเมืองแก่ทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังและทีมบริหารของปธน.ไบเดน ได้ให้ความหวังว่าตัวเลขดังกล่าวแสดงว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดแล้วและกำลังเริ่มลดลง  แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขี้นคือ ทั้งค่าใช้จ่ายน้ำมันเบนซิน ควบคู่กับค่าอาหารและราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่ลดละ รวมถึงแรงกดดันต่อราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้เฟดจะต้องเบรกระบบการเงินให้มีความทนทานมากยิ่งขึ้น นั่นเพิ่มโอกาสของภาวะถดถอยซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางคนสังเกตเห็นแล้วว่าจะเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ซัล กัวเทียรี(Sal Guatieri) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ BMO Capital Markets กล่าวว่า “มีการผ่อนปรนเพียงเล็กน้อยจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดมากเกินไปในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา จนกว่าราคาพลังงานและอาหารจะลดน้อยลง และความกดดันด้านอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นลดลง เพื่อตอบสนองต่อการรายงานทางการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น”

เขากล่าวว่า “เฟดอาจจะยังคงเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย ‘เพียง’ ๐.๕๐% ในสัปดาห์หน้า แต่ก็อาจเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอนหากอัตราเงินเฟ้อยังคงกระฉูดรคุมไม่อยู่”

ล่าสุดตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงโดนเทขายยับ ๆ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งส่งผลให้ Bond Yield 2 ปีดีดเกือบ 8% ทะลุ 3% เข้าไปแล้ว !!!

ในเดือนพฤษภาคม ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้บริโภคยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราเลขสองหลัก ต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้น ๓๔.๖% จากช่วง ๑๒ เดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี ๒๐๐๕/๒๕๔๘ และราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ ๔๙% ค่าน้ำมันที่มาถึงจุดนี้ในเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ ส่งสัญญาณความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

แอนนา หว่อง(Anna Wong) และแอนดรู ฮัสบี (Andrew Husby) นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg กล่าวว่า“รายงาน CPI เดือนต่อเดือนสูงขึ้น มีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงสุดครั้งใหม่เมื่อเทียบปีต่อปี นั่นอาจทำให้ราคาผู้บริโภคไต่ขึ้น 50 จุดในเดือนกรกฎาคมอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าระบบการเงินจะเย็นลงหรือไม่ก็ตาม” 

อันตรายที่เพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐยังดำเนินต่อไป  ขณะที่การทำสงครามอย่างต่อเนื่องของรัสเซียในยูเครนยังไม่จบ  นอกเหนือไปจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่กระทำต่อรัสเซีย การหยุดชะงักของท่าเรือที่อาจเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการหมดอายุของสัญญาพนักงานเทียบท่าเรือฝั่งตะวันตกของสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้น การปิดเมืองที่เกี่ยวข้องกับโควิดในจีนและภัยแล้ง ทั้งหมดนี้จะทำให้ต้นทุนค่าอาหารและพลังงานสูงขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้

ซาร่า โฮม(Sarah House) และไมเคิล พูกลีส (Michael Pugliese) นักเศรษฐศาสตร์ของเวลล์ส ฟาร์โกแอนด์โค (Wells Fargo & Co.) กล่าวว่า “ความครอบคลุมทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นของเฟด เช่นการทำคิวที ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก กับต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้นสำหรับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งคะแนนการความนิยมจมดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่ของการเลือกตั้งกลางภาคในช่วงปลายปีนี้ ในขณะที่ตัวเลขตลาดงานล่าสุดไม่ดีอย่างที่คาด ยิ่งตอกย้ำมหาพายุทางเศรษฐกิจกำลังถล่มสหรัฐเสียเอง แบบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นอย่างแท้จริง!!