จนแต้ม!!ไบเดนประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน ยกเลิกแบนเวเนฯส่งออกน้ำมันได้ ขณะอินเดียสั่งซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม 2 เท่า

0

สหรัฐฯเข้าสู่ภาวะวิกฤตพลังงานที่ปิดบังไม่ไหวอีกต่อไป ทำให้ปธน.ไบเดนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงานท่ามกลางราคาก๊าซและน้ำมันในประเทศพุ่งกระฉูดแม้กลุ่มโอเปคพลัสจะผลิตเพิ่มก็ยังไม่สามารถอุดช่องโหว่ที่ผลักรัสเซียออกจากตลาดพลังงานโลกได้  ต้องยอมหันหน้าพึ่งเวเนซุเอลา ปลดล็อกคว่ำบาตรให้ส่งออกน้ำมันได้ หวังชดเชยพลังงานรัสเซีย แต่ยังอดโทษปูตินไม่ได้เลยโดนผู้นำรัสเซียจวกเละ ว่าวิกฤตพลังงานและอาหารทุกวันนี้เป็นผลมาจาก การตัดสินใจที่โง่เขลาและสายตาสั้นของฝั่งตะวันตก ขณะเดียวกัน การคว่ำบาตรก็ทำอะไรรัสเซียไม่ได้ กลับทำให้รัสเซียยิ่งรวยอู้ฟู่ ล่าสุดอินเดียติดใจสั่งน้ำมันดิบเพิ่มกว่า ๒ เท่าทำรัสเซียกระเป๋าตุง แต่อเมริกาและยุโรปเศรษฐกิจหัวทิ่มตามกันไป

วันที่ ๗ มิ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และสปุ๊ตนิกรายงานว่า ปธน.โจ ไบเดนแห่งสหรัฐฯประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเมื่อวันจันทร์ที่  ๖ มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าความมั่นคงของชาติและคุณภาพชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการขาดแคลนแหล่งจ่ายไฟที่อาจเกิดขึ้น เขากล่าวถึงกฎหมายว่าด้วยการผลิตเพื่อการป้องกัน ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการระดมกำลังทางอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองการกระตุ้นผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศ และ พลังงาน “สะอาด” ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อเพิ่มแหล่งพลังงาน

ปธน.ไบเดน ตำหนิรัสเซียว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตอีกครั้ง โดยกล่าวว่าประเทศของเขาอาจไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เป็นเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน และภาวะโลกร้อน

ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ““มีหลายปัจจัยที่คุกคามความสามารถของสหรัฐฯ ในการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่คาดหวัง” “ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงการหยุดชะงักของตลาดพลังงานที่เกิดจากการบุกยูเครนของรัสเซียและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เลวร้ายลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

การประกาศภาวะฉุกเฉินของปธน.ไบเดน รวมถึงการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับแผงโซลาร์เซลล์เป็นเวลาสองปีจากสี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราภาษีที่เสนอนี้ถูกกล่าวหาว่าทำให้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ในสหรัฐฯ ล่าช้าออกไป แผงเซลล์แสงอาทิตย์ประมาณสามในสี่ที่ติดตั้งในสหรัฐอเมริกานำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมถูกจับตาและเพิ่มภาษีตอนนี้ได้ยกเว้น ประเด็นนี้ประเทศไทยก็ได้อานิสงส์ไปด้วย

ภาวะจนตรอกของสหรัฐ ทำให้ต้องยอมเสียหน้า ปลดล็อกคว่ำบาตรเวเนซูเอลา เรื่องนี้เปิดเผยโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เอนิ เอสพีเอ(Eni SpA)บริษัทน้ำมันสัญชาติอิตาลี และเรพซอล (Repsol) ของสเปน เตรียมเริ่มขนส่งน้ำมันเวเนซุเอลาไปยังยุโรปอย่างเร็วที่สุดในเดือนหน้า เพื่อชดเชยน้ำมันดิบของรัสเซีย รอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับประเด็นนี้ว่า สหรัฐยอม คืนชีพข้อตกลงน้ำมันแลกหนี้ที่ถูกระงับไปเมื่อ ๒ ปีก่อน ครั้งที่สหรัฐฯกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเล่นงานเวเนซุเอลา”

คาดหมายว่าปริมาณน้ำมันที่ Eni SpA และ Repsol ได้รับจะไม่มากนัก และจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกแค่เล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวของวอชิงตันในการให้ไฟเขียวเวเนซุเอลากลับมาป้อนน้ำมันสู่ยุโรป หลังถูกระงับมานาน อาจเป็นการมอบแรงหนุนในเชิงสัญลักษณ์แก่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯอนุญาตให้ทั้ง ๒ บริษัทกลับมาขนส่งน้ำมัน ในจดหมายฉบับหนึ่ง แหล่งข่าวระบุ โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งอเมริกา หวังว่าน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา จะสามารถช่วยยุโรปลดพึ่งพิงรัสเซีย และเบี่ยงน้ำมันของเวเนซุเอลาบางส่วนมาจากจีน นอกจากนี้แล้วอีกเป้าหมายหนึ่งก็คือโน้มน้าว มาดูโร หวนคืนสู่โต๊ะเจรจาทางการเมืองกับฝ่ายค้านเวเนซุเอลา

๒ บริษัทพลังงานยุโรป ซึ่งมีกิจการร่วมค้ากับ PDVSA รัฐวิสาหกิจพลังงานเวเนซุเอลา สามารถคิดค่าสินค้าน้ำมันดิบกับหนี้ค้างชำระและเงินปันผล แหล่งข่าวระบุ และภายใต้เงื่อนไขสำคัญ น้ำมันได้ที่รับเหล่านี้ “จำเป็นต้องมุ่งหน้าสู่ยุโรป ไม่สามารถนำไปขายต่อที่อื่นๆ”

โดยภาพรวมก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันไม่ขาดแคลนแต่แพงเพราะผู้ผลิตรายใหญ่อย่างรัสเซียถูกกีดกันออกจากตลาดได้  นอกจากนี้สหรัฐยังคำณวนพลาดว่าตัวเองจะรองรับเข้าเสียบแทนรัสเซียในตลาดยุโรปได้ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่หวัง เรื่องนี้ผู้นำรัสเซียจวกแรงหลังถูกโหมกระแสตำหนิปัญหาวิกฤตพลังงานและลามถึงวิกฤตอาหารของโลกว่า เป็นเพราะรัสเซีย

ปธน.วลาดิเมียร์ ปูตินให้สัมภาษณ์ตอบโต้ตะวันตกไปเมื่อเร็วๆนี้ว่า วิกฤตพลังงานและอาหาร เกิดขึ้นเพราะตะวันตกใช้นโยบายที่โง่และสายตาสั้น

ปูตินกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีรอสซิยาวัน (Rossiya-1) เมื่อวันศุกร์ที่ ๓ มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ปัญหาในตลาดอาหารโลกเริ่มต้นขึ้นในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน” ปูตินระบุว่า “เราเห็นความพยายามที่จะเปลี่ยนโทษสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดทั้งด้านพลังงานและอาหารว่าเป็นความผิดของรัสเซีย แต่นี่เป็นความพยายามที่จะตำหนิคนอื่น” 

เขาชี้ให้เห็นถึงการตัดสินใจของประเทศตะวันตกในการคว่ำบาตรผู้ผลิตปุ๋ยของรัสเซียว่าเป็น “นโยบายที่สายตาสั้น โง่เขลา และผิดพลาด” ซึ่งกำลัง “นำไปสู่ทางตัน” เขาเตือนว่าเนื่องจากการคว่ำบาตรรัสเซีย ทำให้สถานการณ์ในตลาดปุ๋ยโลกจะเลวร้ายลง และจะทำให้ราคาอาหารจะสูงขึ้นอีกในภายหลัง เช่นเดียวกับพลังงาน ปธน.รัสเซียชี้ว่าประเทศตะวันตกประเมินความเป็นไปได้ของแหล่งพลังงานทางเลือกสูงเกินไป และใช้นโยบาย “สายตาสั้น”ซ้ำเติมวิกฤตราคาพลังงานในปัจจุบัน