อ่อนนอกแข็งใน!! จีนชื่นชมอาเซียนหนักแน่นเป็นกลาง ขณะฟาดแผนอินโด-แปซิฟิกสหรัฐฯเน้นสร้างแตกแยก

0

การประชุมซัมมิตสหรัฐ-อาเซียนเป็นที่จับตาของโลกว่า จบการประชุมแล้วอาเซียนจะมีท่าทีเปลี่ยนไปหรือไม่ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างเรียบร้อยเมื่ออาเซียนยังคงยืนหยัดในทางสายกลาง เป็นตัวของตัวเอง  ทางด้านจีนมองปรากฏการณ์ท่าทีของอาเซียนแล้วสบายใจ ชื่นชมความหนักแน่นเป็นตัวของตัวเองของอาเซียน ขณะที่ปักกิ่งกล่าวถึง “กรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก” ของสหรัฐ คือแนวคิดแบบสงครามเย็น เพื่อสร้างความแบ่งแยกในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2565 สำนักข่าวโกลบัลไทมส์และรอยเตอร์รายงานว่านายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า เอเชีย-แปซิฟิกไม่ใช่ภูมิภาคที่อยู่บนเกม “กระดานหมากการเมือง” กรอบความร่วมมือระหว่างภูมิภาคไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม ควรตั้งอยู่บนหลักการของการเคารพและให้เกียรติ การไม่ก้าวล่วงอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และอธิปไตยของประเทศใด อีกทั้งไม่ควรใช้ “หลักการแบบสงครามเย็น” ให้เกิดการต้องเลือกข้าง และแบ่งแยก

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

จ้าวกล่าวว่า “เราได้ตั้งข้อสังเกตว่าหลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียน และวิธีการจัดและจัดการประชุมสุดยอด 

โลกทุกวันนี้ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างเวลาระหว่างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความแตกแยก ความร่วมมือและการเผชิญหน้า ควรเอาใจใส่เสียงของเอเชียให้มากขึ้น ควรเคารพจุดยืนของเอเชีย ภูมิปัญญาของเอเชียควรถูกดึงขึ้นมา จีนยินดีที่จะเห็นประเทศนอกภูมิภาคมีบทบาทเชิงบวกและสร้างสรรค์ในสันติภาพและการพัฒนาในภูมิภาค แต่เราปฏิเสธการกระทำใดๆ ที่บ่อนทำลายสันติภาพ เสถียรภาพ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือในภูมิภาค 

เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับชาติอาเซียนเพื่อร่วมกันส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ขับเคลื่อนความร่วมมือในเอเชียตะวันออกไปในทิศทางที่ถูกต้อง” 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และตลอดจนผู้แทนของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประชุมร่วมกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และรัฐบาลวอชิงตันเสนอกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (ไอพีอีเอฟ) ที่ประกอบด้วย เสาหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางการค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปลอดคาร์บอน การต่อต้านการคอร์รัปชั่น เป็นต้น

แม้ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาออกมามากนัก แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้นำสหรัฐจะเปิดตัวกรอบความร่วมมือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ระหว่างการเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ช่วงปลายเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอาเซียนนั้น มีการคาดหมายว่า สิงคโปร์และฟิลิปปินส์น่าจะมีความกระตือรือร้นอยากเข้าร่วมมากที่สุด ส่วนเวียดนามออกตัวก่อนแล้วว่า ขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อน

ขณะที่ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ว่าสมาชิกอาเซียนมองไอพีอีเอฟ คือแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลวอชิงตันสร้างขึ้น เพื่อเป็นคู่แข่งกับแผนหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) ของจีน ไม่ว่าอย่างไรสมาชิกอาเซียนต้องหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบที่ส่อการเลือกข้าง  เพื่อไม่ให้รัฐบาลปักกิ่งตีความว่าเป็นการยั่วยุ เนื่องจากเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาจีนมากกว่าสหรัฐ การแข่งขันในเรื่องใดก็ตาม ควรเป็นเรื่องระหว่างสหรัฐกับจีน “เพียงสองประเทศเท่านั้น”

ประเทศอาเซียนนั้นมีชีวิตชีวาอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยการค้าและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทว่า วอชิงตันกลับหมกมุ่นโฟกัสอยู่ที่เรื่องความมั่นคงและการทูตแบบใช้อำนาจบีบบังคับ และการไม่สอดคล้องสมพงศ์กันเช่นนี้เองที่เป็นเครื่องขวางกั้นไม่ให้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ของอเมริกันเป็นที่ยอมรับเท่าที่คาดหวัง

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ “โกลบอลไทมส์” ของจีน ได้ตีพิมพ์การ์ตูนล้อการเมืองภาพหนึ่งเนื่องในโอกาสการประชุมซัมมิตระหว่างสหรัฐฯ กับสมาคมอาเซียน ณ กรุงวอชิงตัน ระหว่างวันที่ 12-13 พฤษภาคม โดยวาดเป็นรูปประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กำลังขอความช่วยเหลือจากรถบัสคันหนึ่งซึ่งพวกเจ้าหน้าที่อาเซียนนั่งกันอยู่ เพื่อให้ดันรถถังออกศึกของเขาซึ่งติดแหง็กอยู่ในหล่มโคลนและจมลงไปเรื่อยๆ

แน่นอนว่า รถถังของไบเดนกำลังอยู่บนเส้นทางมุ่งหน้าสู่จีน การ์ตูนชิ้นนี้เสนอให้เห็นภาพความกระเสือกกระสนของสหรัฐฯ ซึ่งต้องการดึงเอาประเทศอาเซียนทั้งหลายเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรอยู่ในสิ่งที่วอชิงตันเรียกว่า “ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะปิดล้อมจีน พวกประเทศอาเซียนนั้นมีชีวิตชีวาอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยการค้าขาย ทว่า วอชิงตันกลับหมกมุ่นโฟกัสอยู่ที่เรื่องความมั่นคงและการทูตแบบใช้อำนาจบีบบังคับ และการไม่สอดคล้องสมพงศ์กันเช่นนี้เองที่เป็นเครื่องขวางกั้นไม่ให้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ของอเมริกันเป็นที่ยอมรับในหมู่สมาชิกอาเซียนอย่างที่สหรัฐฯคาดหวัง

ซัมมิตครั้งนี้เกิดขึ้นมาในจังหวะเวลาที่ทรงความสำคัญ ผู้นำอาเซียนต้องการที่จะทราบว่า ไบเดนมีอะไรที่จะเสนอหรือไม่ในเรื่องของความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ – อย่างเช่น การค้า และการลงทุน – หรือจะยังคงให้เรื่องการบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นบทบาทของจีนต่อไปอีก ทั้งนี้เมื่อปี 2021 การค้าที่จีนทำกับประเทศอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นจนแตะระดับ 878,200 ล้านดอลลาร์แล้ว ทิ้งไปไกลสุดกู่ทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบปริมาณการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียน 362,000 ล้านดอลลาร์ ตามตัวเลขล่าสุดปี 2021 การหันกลับมาสานต่อสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อปิดล้อมจีนจึงอาจเป็นหมัน