ระส่ำ!? สื่อยักษ์เมกาฟันธง วิกฤตเงินเฟ้อสหรัฐ ฉุดไม่อยู่ลากยาว ลามทั้งโลก

0

สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งของสงครามยูเครน และความผันผวนของสงครามเศรษฐกิจที่เห็นเค้าลางชัดเจน การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ที่จะทำให้ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นไม่หยุด สำนักข่าวบลูมเบิร์กออกบทความ รายงานสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกไว้ค่อนข้างชัดว่าโลกาภิวัตน์กำลังล่มสลาย ทั้งนี้ทางเพจสาธารณะ World Maker รวบรวมมารายงานดังนี้

สื่อระดับโลกออกรายงานเองว่าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะยาวนานกว่าการระบาดของโควิดอย่างมาก ขณะที่โลกาภิวัตน์กำลังเสื่อม หรือกล่าวง่าย ๆ คือพวกเรา ๆ เตรียมเจอเงินเฟ้อกันในระยะยาวได้เลย ! ไม่เหมือนที่ FED และ Yellen เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ !!

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

เรียกได้ว่าปิดข่าวกันไม่อยู่แล้วก็ยอมรับกันโจ้ง ๆ ไปเลย !!! ล่าสุด Bloomberg สื่อระดับโลกเผยเอง ! “สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะคงอยู่ได้นานกว่าการระบาดของโควิดเป็นอย่างมาก

มีการย้ำชัดว่าแนวโน้มเงินเฟ้อนั้นฝังลึกในภาคการค้าเศรษฐกิจจริง แต่ปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ทำให้เงินเฟ้อหรือราคาสินค้าจำนวนมากจะไปกลับไปสู่จุดเดิมอีก !

รายงานยังระบุเอาไว้อีกว่า ตอนนี้ โลกาภิวัตน์หรือ Globalization กำลังเสื่อมลง ซึ่งจริง ๆ เสื่อมลงตั้งแต่ก่อนการระบาดใหญ่แล้ว และสงครามในยูเครนทำให้สิ่งต่าง ๆ แย่ลงไปอีก ขณะที่การเติบโตของกำลังแรงงานโลกก็ชะลอตัวลง

นอกจากนี้ โลกจะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งน่าจะผลักดันให้ราคาต้นทุนทุก ๆ อย่างในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้สูงขึ้นอีกในปีต่อ ๆ ไป

แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงในช่วงหลังจากนี้ แต่ Bloomberg กล่าวว่ามีแนวโน้มสูงมากที่เงินเฟ้อจะอยู่สูงกว่าระดับ 1.5-2% ไปอีกนานพอควรเลยทีเดียว

 

Mark Carney หนึ่งในผู้บริหารธนาคารกลางของแคนาดาและอังกฤษกล่าวว่า ยุคเงินเฟ้อที่ต่ำ ความผันผวนที่มีน้อย และภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายจะสิ้นสุดลงแล้ว และเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้าจะท้าทายมากขึ้น

และในสภาพดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ น่าเป็นห่วงคือตลาดอสังหาฯ ของสหรัฐฯ ที่ผู้กู้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันพบว่าผู้คนมีราคาลดลง มีการจ้างงานน้อยลง และยังมีความเสี่ยงมากขึ้นสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลาย เพราะภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นนี้ ได้ย้ำไปหลายครั้งแล้วว่าอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์อื่น ๆ กลับไปสู่ดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ ได้ในระยะสั้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเตรียมเผชิญกับคะแนนนิยมที่ลดลงเนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้นจากความตึงตัวทางด้านพลังงาน

สิ่งที่อยากให้จับตามองมาก ๆ อีกอย่างก็คือ มีการพูดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าถ้าวิกฤตในครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ เราก็อาจได้เห็นเงินเฟ้อสูงเกิน 2 หลักเหมือนในยุค 1970-1980 กันเลยทีเดียว !

และอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั่วประเทศของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 8.3% ล่าสุดนี้ แต่หากมองลึกเข้าไปดูรายเมือง เราจะพบว่าหลายเมืองในสหรัฐฯ มีเงินเฟ้อสูงกว่า 10% เข้าไปแล้ว !

ขณะเดียวกัน เมื่อหันมามองเรื่องโลกาภิวัตน์ จะเห็นว่านับตั้งแต่สงครามการค้าเกิดขึ้น ความเสื่อมถอยระหว่างประเทศก็เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะล่าสุดที่จีนประกาศโล๊ะ PC ต่างชาติทิ้งเป็นจำนวนอย่างน้อย 50 ล้านเครื่องเพื่อหันไปใช้ของที่ผลิตเองภายในประเทศ

ซึ่งถ้าหากดูตัวเลขในภาคเศรษฐกิจจริง เราจะเห็นเลยว่ากระแสการเสื่อมนี้ ทำให้สินค้าภายในประเทศต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น ขณะที่ผู้บริโภคของสหรัฐฯ เผชิญราคาสินค้า/บริการพุ่งขึ้นเฉลี่ยราว ๆ 15% ภายใน 2 ปีที่ผ่านมา แต่หากเทียบจากปี 2000 หรือเมื่อ 22 ปีที่แล้วนั้น พบว่าราคาค่าบริการพุ่งขึ้นถึง 80% เลยทีเดียว

Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics คาดการณ์ว่ากระแสการเสื่อมของโลกาภิวัตน์จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 1-2% ต่อปี ขณะที่ BlackRock Investment Institute คาดว่า CPI อาจเพิ่มขึ้นมากถึง 4% ใน 10 ปีต่อจากนี้

ทั้งนี้ ดูเหมือนว่ารายงานล่าสุดจะเป็นการเผยภาพในอนาคตให้เราได้เห็นกันมากขึ้น ว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงมากจะอยู่สูงกว่าเป้าหมายเฉลี่ยของธนาคารกลาง โดยตอนนี้คาดการณ์กันว่าอาจอยู่ที่ 2.5-5% ต่อปี

แม้จะไม่มีใครบอกได้แน่นอน 100% ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ แต่ภาพใหญ่ที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ก็พอจะทำให้เห็นแนวโน้มได้ว่าเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะอยู่ในระดับสูงกว่า 2% ไปอีกสักพักใหญ่ ๆ