ช็อคโลก! รัสเซีย เปิดข้อมูลแฉ สหรัฐฯ ใช้ชาวยูเครน เป็นหนูทดลองทางชีวภาพ?

0

ช็อคโลก! รัสเซีย เปิดข้อมูลแฉ สหรัฐฯ ใช้ชาวยูเครน เป็นหนูทดลองทางชีวภาพ?

จากกรณีที่กระทรวงกลาโหมรัสเซีย เปิดเผยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า กองทุนโรสมอนต์ เซเนกา ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนที่อยู่ในความดูแลของ นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา ได้จัดสรรเงินทุนให้กับ โครงการชีวภาพทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐในยูเครน

ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัว สื่อใหญ่ของจีน รายงานถ้อยแถลงของนายอิกอร์ คิริลลอฟ หัวหน้ากองกำลังป้องกันกัมมันตภาพรังสี สารเคมีและชีวภาพของกองทัพรัสเซีย ที่ออกมาระบุว่า กองทุนดังกล่าวมีสินทรัพย์รวมคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ล่าสุดทางเพจ World Update ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่รัสเซีย ได้ออกมาเปิดข้อมูลชาติตะวันตก ใช้ชาวยูเครนทดลองทางชีวภาพ โดยอ้างอิงจาก Xinhuathai ระบุว่า 

ช่วงต้นเดือน ก.พ.65 จีนเป็นเจ้าภาพเปิดการแข่งกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง แต่มีเรื่องสำคัญที่สื่อตะวันตกปิดเงียบ คือ การลงนามสนธิสัญญาจัดระเบียบโลกใหม่ ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน กับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่วางแผนร่วมกันมานานกว่า 10 ปี และหนึ่งประเด็นที่ตกลงกันคือ “ค้นหาที่มาและความจริงไวรัสโควิด-19 บอกกับชาวโลก” เพราะข่าวกรองทั้ง 2 ชาติสืบทราบมาว่ามีห้องแลปชีวภาพของกลาโหมสหรัฐ มากถึง 60 แห่งในแนวชายแดนจีน-รัสเซีย
ต่อมา 24 ก.พ.65 รัสเซีย ปฏิบัติการทางทหารในยูเครน จึงสามารถยึดและทำลายห้องแลปชีวภาพในยูเครนทั้งแบบห้องแลปถาวรในอาคาร และแบบรถ Mobile ได้มากมายถึง 30 แห่งและยึดหลักฐานเอกสารจำนวนมาก จาก “โครงการประสานงานระหว่างห้องทดลองอาวุธเคมีและศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งยูเครนและสหรัฐฯ (Coordination of Biological Laboratories and Scientific Research Centers of Ukraine and the US)” โดยใช้กองทุนการลงทุนบังหน้าชื่อ Rosemont Seneca ที่กำกับดูแลโดยฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายผู้นำสหรัฐ และคริสโตเฟอร์ ไฮนซ์ ลูกเลี้ยงของจอห์น เคอร์รี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ
ระดมเงินหลายล้านดอลลาร์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนต่างๆ เช่น บริษัท Goldman Sachs จากนั้นก่อตั้งบริษัท Metabiota , Rosemont Seneca Technology Partners รับเหมางานจากกลาโหมสหรัฐฯ จัดหาอุปกรณ์ให้แก่ห้องทดลองชีวภาพ และมีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยโรคที่เกิดจากโรคระบาด แม้ว่าสหประชาชาติ (UN) จะเรียกประชุมฉุกเฉิน และรัสเซียจะแสดงหลักฐานการพัฒนาเชื้อไวรัสโคโรนาจากค้างคาว ไข้หวัดนก แอนแทรกซ์ อหิวาฯลฯ สักเท่าใด สหรัฐ ก็บ่ายเบี่ยงและสื่อตะวันตกพยายามไม่เปิดประเด็นนี้ให้ชาวโลกได้รับทราบ แต่แล้วการเมืองภายในสหรัฐเองก็กัดไม่ปล่อยเช่นกัน ทั้งสื่อมวลชนและโดนัลทรัมป์ อดีตผู้นำสหรัฐ กัดไม่ปล่อยแฉเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
เดือน เม.ย.65 อัยการสูงสุดจากรัฐมิสซูรี และรัฐหลุยเซียน่า ได้ยื่นฟ้องประธานาธิบดีโจ ไบเดน และพวก ต่อศาลในข้อหา “กดดันและสมรู้ร่วมคิด” พยายามปกปิดข้อมูลใน Labtop ของนายฮันเตอร์ ไบเดน ผู้เป็นบุตรชาย ในหลายประเด็น เช่น การทุจริตในบริษัทน้ำมันบิวริสมา ยูเครน , ต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 ฯลฯ โดยมีผู้ร่วมงานของผู้นำสหรัฐ เช่น Jen Psaki , Dr Anthony Fauci ฉายา “หมอผีเฟาซี” ร่วมเป็นจำเลยด้วย แต่สื่อตะวันตกและสื่อไทยก็เงียบกริบเหมือนเดิม

ล่าสุดกองทัพรัสเซีย ได้เผยรายละเอียดที่โลกตะลึงอีกครั้งระบุว่า “กลาโหมสหรัฐ ใช้พลเมืองชาวยูเครนทดลองทางชีวภาพอย่างทารุณ” ณ โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในภูมิภาคคาร์คอฟ ของยูเครน โดยเมื่อวันที่ 11 พ.ค.65 นายพลอิกอร์ คิริลลอฟ หัวหน้ากองกำลังป้องกันรังสี เคมี และชีวภาพ กองทัพรัสเซีย ระบุว่าพลเรือนยูเครนผู้ถูกทดลองดังกล่าว คือ กลุ่มผู้ป่วยชายอายุ 40-60 ปี ที่มีร่างกายอ่อนแอเป็นอย่างมาก โดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่ทำการวิจัยทางชีววิทยากลาโหมสหรัฐ ได้เดินทางเข้ายูเครน ผ่านประเทศที่สามเพื่อปกปิดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แล้วอพยพ หนีออกนอกยูเครน เมื่อเดือน ม.ค. 2022 ก่อนที่รัสเซียจะบุกยึดและทำลายห้องแลปชีวภาพในยูเครนทั้ง 30 แห่ง
การทดลองดังกล่าว นอกจากกลาโหมสหรัฐแล้ว ยังมีบริษัทเภสัชภัณฑ์วัคซีนขนาดใหญ่ และบริษัท ที่เพนตากอนพัวพันกับการทดลองชีววิทยาทางทหารของสหรัฐฯ ในยูเครนด้วย ภายหลังรัสเซีย ยึดพื้นที่เมืองท่ามาริอูปัลได้ คณะผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในห้องปฏิบัติการทางชีววิทยา จำนวน 2 แห่งในเมือง และพบว่าสหรัฐฯ ใช้เมืองดังกล่าวเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลการทดลองเชื้อโรคหนึ่ง”..ไม่รู้ห้องแลปชีวภาพห้องใต้ดินโรงงานเหล็กอาชอฟสตาลมีความลับอะไร พวกทหารรับจ้างจึงได้รับคำสั่งห้ามยอมแพ้ จนทนพิษบาดเจ็บไม่ไหวทะยอยเป็นปุ๋ยชีวภาพคาถ้ำไต้ดินไปแล้วราว 500 ราย มีชีวิตเหลือตอนนี้ราว 1,200 ราย