เมกาอ่วม!! ดันดอลลาร์แข็งค่าแต่กดเงินเฟ้อไม่ลง น้ำมันฟื้นเกือบ$6 ทองคำพุ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดลบ

0

ในขณะที่สหรัฐผลักดันค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า กดค่าเงินของประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นพันธมิตร หรือเป้าหมายอริให้อ่อนยวบยาบ ได้กำไรส่วนต่างมหาศาล และทำให้เงินทุนไหลกลับสู่พันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐอย่างคึกคัก ที่ส่งภาพดูเหมือนว่าในเกมสงครามเศรษฐกิจนั้น สหรัฐกำลังเป็นผู้มีชัย  แต่ความจริงสวนทางความคาดหวังของเจ้าของเปโตรดอลลาร์มหาอำนาจเก่าอย่างสหรัฐ ที่ค่อยๆเผยออกมา

สถานการณ์ล่าสุดราคาน้ำมันฟื้นแรงหลังแก๊สรัสเซียที่ไหลไปยังยุโรปโดยผ่านยูเครนมีปริมาณลดลง ส่วนวอลล์สตรีทปิดลบ และทองคำขยับขึ้นจากตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดของสหรัฐฯ นั่นคือภาพสะท้อนความพยายามคุมเงินเฟ้อของสหรัฐล้มเหลว

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

วันที่12 พ.ค.2565 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 5.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 105.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 5.05 ดอลลาร์ ปิดที่ 107.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดน้ำมันและแก๊สดีดตัวขึ้นมานับตั้งแต่มอสโกว์ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตามด้วยความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรหนักหน่วงต่อรัสเซีย การซื้อขายน้ำมันดิบลดลงและรัสเซียตัดการส่งมอบแก๊สบางประเทศที่ไม่ยอมจ่ายเป็นเงินรูเบิล 

แก๊สรัสเซียที่ไหลไปยังยุโรปโดยผ่านยูเครน มีปริมาณลดลงไปราวหนึ่งในสี่เมื่อวันพุธที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเคียฟระงับไม่ให้ใช้เส้นทางขนส่งผ่านดินแดนของตนเส้นหนึ่ง โดยโทษว่าเพราะถูกกองทหารรัสเซียแทรกแซง เป็นครั้งแรกที่การส่งออกผ่านยูเครนประสบความวุ่นวายนับตั้งแต่การสู้รบเปิดฉาก แม้ก๊าซพรอมจะยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลง แต่ราคาน้ำมันเด้งกลับขึ้นมาแล้ว

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันพุธที่11 พ.ค.ที่ผ่านมาปิดลบ หลังอเมริกาเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสูงกว่าคาด แม้ต่ำกว่าเดือนมีนาคม แต่ยังคงใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

ดาวโจนส์ ลดลง 326.63 จุด (1.02 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 31,834.11 จุด เอสแอนด์พี ลดลง 65.87 จุด (1.65 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 3,935.18 จุด แนสแดค ลดลง 373.43 จุด (3.18 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 11,364.24 จุด

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคพุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1% แต่ต่ำกว่าระดับ 8.5% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 1981

นอกจากนี้ ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.2% แต่ต่ำกว่าระดับ 1.2% ในเดือนมีนาคม

ขณะเดียวกัน ดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้น 6.2% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.0% แต่ต่ำกว่าระดับ 6.5% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1982

ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภครายเดือนของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯบ่งชี้ว่า เงินเฟ้ออาจถึงจุดสูงสุดแล้วในเดือนเมษายน แต่ดูเหมือนว่ายังคงอยู่ในระดับสูงเพียงพอที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องหาทางฉุดมันลงมาอีก

ส่วนราคาทองคำในวันพุธที่ 11 พ.ค.กลับปิดบวก ขยับขึ้นวันเดียวมากสุดในรอบ 1 สัปดาห์ นักลงทุนหันถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่ำจากความกังวลต่อข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่สูงเกินคาด โดยราคาทองคำโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 12.70 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,853.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สงครามเงินเฟ้อที่สหรัฐโดยเฟดพยายามควบคุม เพื่อระงับฟองสบู่แตกดูจะยังไม่ได้ผล แม้จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้พันธบัตรสหรัฐระยะสั้นดอกเบี้ยสูง กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนใฝ่หา ส่งผลให้เงินทุนไหลกลับดันดอลลาร์แข็งค่าได้อย่างต่อเนื่อง

Morgan Stanley Wealth Management ระบุในหมายเหตุถึงลูกค้าเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนว่า“ในช่วงสองปีที่ผ่านมาของการผ่อนคลายมาตรการการเงินแบบผสมผสานทั่วโลก ได้ทำให้เกิดความแตกต่างของนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอย่างรวดเร็ว ส่งเสริมความผันผวนของตลาดสกุลเงิน และผลักดันค่าเงินดอลลาร์ให้สูงขึ้น

ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ประการหนึ่ง มันมีส่วนทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น ซึ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ในเดือนมีนาคม สกุลเงินที่มีค่ามากขึ้นทำให้การนำเข้าถูกลงและส่งออกมีราคาแพงกว่า ทำให้ขีดการแข่งขันในตลาดโลกน้อยลง

แต่อีกประการหนึ่งคือจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกา

เดวิด โรเซนเบิร์กหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัท Rosenberg Research ในโตรอนโต ให้สัมภาษณ์ว่า “อเมริกาเป็นประเทศผู้บริโภค และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่ชาวอเมริกันบริโภคทุกปีนั้นผลิตขึ้นในต่างประเทศ” “เมื่อค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้น ต้นทุนของสินค้านำเข้าเหล่านี้ก็ลดลง ต้นทุนที่ลดลงเหล่านั้นจะแสดงในดัชนีราคาผู้บริโภค แต่เรายังไม่เห็นความรุนแรงของมันเลย”  เพราะความจริงในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาสินค้ายังพุ่งกระฉูด เพราะถูกดันด้วยต้นทุนจากราคาพลังงานที่สูงไม่หยุด

Lisa Shalett หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Morgan Stanley Wealth Management กล่าวว่าค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นได้บรรเทาผลกระทบด้านเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาของสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น เช่น น้ำมัน แต่สภาพการณ์จะดำรงอยู่ไม่นาน เพราะข่าวร้ายเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และสินเชื่ออสังหาฯพุ่งสูงกว่าคาดเป็นข้อเท็จจริงที่ปิดไม่มิด

เธอกล่าวว่า “เป็นเรื่องปกติที่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นพร้อมกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะสงครามของรัสเซียในยูเครน แต่ถ้าเฟดตัดสินใจว่าเศรษฐกิจอ่อนแอเกินกว่าจะทนต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและ ไม่รัดกุมนโยบายการเงินให้เร็วที่สุดเท่าที่ทุกคนคิด  เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง และเราอาจติดอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างแท้จริง” เธอกล่าวเสริมว่า “นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ”