เพิ่มฐานรายได้ใหม่!!สรรพากรจับมือโออีซีดี เล็งเก็บภาษีแพลตฟอร์มข้ามชาติเพิ่ม หลัง 6 เดือนทะลุเป้ากว่า 1 แสนล้าน

0

สรรพากรเตรียมพร้อมรีดภาษีบริษัทข้ามชาติที่ให้บริการแพลตฟอร์มเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับองค์กรสากลโออีซีดี หวังเพิ่มฐานรายได้ใหม่ในอนาคต คาดได้ข้อสรุปปี 2566 เริ่มจัดเก็บปี 2567 ขณะที่ฟุ้งผลงานจัดเก็บภาษี อี-เซอร์วิสของต่างชาติ 6 เดือนนับแสนล้านบาท

วันที่ 6 พ.ค.2565 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษาและหารือร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่มีสมาชิก 139 ประเทศทั่วโลก เพื่อเจรจามาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย 2 แนวทาง คือ 

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

1.เสาหลักที่ 1 (Pillar1) มาตรการกำหนดให้บริษัทข้ามชาติต้องเสียภาษีเงินได้ โดยปันส่วนกำไรมาให้กับประเทศผู้ใช้บริการ ถึงแม้จะไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศที่ให้บริการ ซึ่งการจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส จากแพลตฟอร์มออนไลน์ของประเทศไทย จะสามารถนำไปคำนวณเป็นฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบริษัทข้ามชาติได้ ซึ่งจะเป็นฐานรายได้ใหม่ของประเทศไทยในอนาคต

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น โออีซีดีกำหนดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจที่มียอดขายเกิน 20,000 ล้านยูโร หากมีกำไรเกิน 10% ของยอดขาย ต้องแบ่งสันปันส่วนกำไร โดย 10% แรกเป็นกำไรของบริษัท ส่วนที่เกิน 10% นั้น นำมาจัดสรรจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กลุ่มโออีซีดีในอัตรา 25% ซึ่งขณะนี้ยังไม่บรรลุข้อตกลง เนื่องจากหลายประเทศมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 

2.เสาหลักที่ 2 (Pillar2)มาตรการกำหนดให้บริษัทข้ามชาติที่หลบเลี่ยงภาษีโดยถ่ายโอนกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ จะต้องถูกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ 15%

“การเจรจาหารือกันในกลุ่มสมาชิกโออีซีดี เป็นการต่อยอดการจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิส เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้เสียภาษีทุกราย ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของไทยที่ต้องการขยายฐานการจัดเก็บภาษีให้ไทยมีแหล่งรายได้ใหม่จากบริษัทข้ามชาติที่เคยหลบเลี่ยงภาษี กลับมาจ่ายภาษีให้กับประเทศ หากเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในปี 2566 และมีผลบังคับใช้ในปี 2567 และขณะนี้มีการเจรจาขอเลื่อนการบังคับใช้เป็นปี 2568”

ก่อนหน้านี้ทางสรรพากรเปิดเผยว่าเก็บภาษีภาษี e–Service พุ่ง 4.2 พันล้านบาท คาดทั้งปียอดวิ่งทะลุเป้าหมายหมื่นล้าน ด้านแพลตฟอร์มต่างประเทศแห่จดทะเบียนทะลัก 127 ราย โชว์ผลงานจัดเก็บรายได้ 6 เดือนเกินเป้า 1 แสนล้านบาท

สืบเนื่องจากการที่กรมสรรพากรได้ออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการบริการอิเล็กทรอนิกส์จากแพลตฟอร์มผู้ให้บริการต่างประเทศ(VAT for Electronic Service: VES)ที่ให้บริการกับผู้ใช้บริการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 นั้น ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มผู้ให้บริการต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียน VES รวม 127 ราย และมียอดมูลค่าบริการอิเล็กทรอนิกส์รวม 60,874.98 ล้านบาท คิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บสะสม 6 เดือน (ต.ค.64 – มี.ค.65) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 

4,261.25ล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีงบประมาณ 2565 กรมสรรพากรจะเก็บ VES ได้ใกล้เคียง 10,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ประมาณ 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กฎหมาย VES มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการไทย ซึ่งปัจจุบันมีแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการต่างประเทศที่ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ บริการโฆษณาออนไลน์ (Online Advertising),บริการขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce), บริการแพลตฟอร์มสมัครสมาชิก เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ (Subscription), บริการแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลาง เช่น บริการขนส่ง (Peer to Peer) และบริการแพลตฟอร์มจองที่พัก โรงแรม ตั๋วเดินทาง (Online Travel Agency)ที่ให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย (ที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในประเทศไทย

นายเอกนิติ กล่าวว่า “กฎหมายภาษี e–Service นี้ ช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจบริการออนไลน์และมีรายได้เกิน1.8 ล้านบาท จะต้องจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ผู้ประกอบการต่างชาติที่ให้บริการออนไลน์เหมือนกันไม่ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากภาษีนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันแล้ว ภาษี e – Service ยังเป็นการเพิ่มรายได้ทางหนึ่งให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย รวมททั้งจะช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลรายได้ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติ ที่จะสามารถนำไปใช้ในการคำนวณเป็นฐานภาษีใหม่ที่จะเป็นรายได้ของประเทศไทยในอนาคตด้วย” 

อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษี e- Service ซึ่งเป็นภาษีประเภทใหม่ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้ครึ่งแรกของปีงบประมาณ (ต.ค.64 – มี.ค.65) ได้เกินเป้าตามเอกสารงบประมาณ จำนวน 101,695 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14%แต่อีกส่วนมาจากเครื่องมืออื่น ๆ เช่น data analytics ซึ่งมีการนำมาใช้เต็มรูปแบบในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้กรมสรรพากรสามารถระบุกลุ่มสาขาเป้าหมายที่มีศักยภาพได้เพิ่มเติมและตรงเป้ามากขึ้น