“ไพศาล”เผยปูตินส่งพระอาจารย์ไทยกลับประเทศ-ผู้ใหญ่แจ้งญาติในอังกฤษบินกลับด่วน

0

จากกรณีสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ตรัสต้องการพบประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียเพื่อพูดคุยเรื่องยูเครน ทรงชี้ชนวนเหตุของสงครามอาจมาจากพฤติกรรมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ไปข่มขู่รัสเซียถึงหน้าบ้าน

ทั้งนี้โป๊ปฟรานซิส ได้ประทานสัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ Corriere Della Sera ของอิตาลี โดยตรัสว่าพระองค์เคยส่งสาส์นถึงปูติน ราวๆ 20 วันหลังเกิดสงคราม เพื่อบอกกับเขาว่า “ข้าพเจ้ายินดีที่จะเดินทางไปมอสโก เรายังไม่ได้รับคำตอบใดๆ และยังยืนกรานข้อเสนอนั้นอยู่ แต่ข้าพเจ้าเกรงว่า ปูติน อาจจะไม่สามารถ หรือไม่ต้องการที่จะพบกับข้าพเจ้าในเวลานี้ แต่เราจะไม่พยายามยับยั้งความรุนแรงป่าเถื่อนนี้ได้หรือ? เมื่อ 25 ปีก่อน เราก็ได้เห็นสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่รวันดามาแล้ว”

นอกจากนี้ โป๊ปฟรานซิส ยังตรัสอีกว่า “ข้าพเจ้ายังไม่ไปกรุงเคียฟในตอนนี้ ข้าพเจ้าคิดว่ายังไม่ควรที่จะไป ข้าพเจ้าจะต้องไปเยือนมอสโกก่อน และต้องได้พบกับ ปูติน ก่อน”

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

อย่างไรก็ตามประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิก ยังทรงฝากคำเตือนผ่านทางโทรศัพท์ไปถึง “อัครบิดรคีริลล์” แห่งคริสตจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์ว่าไม่ควรยอมเป็น “เด็กประจำแท่นบูชาของปูติน” (Putin’s altar boy)

ล่าสุดวันนี้ 06 พฤษถาคม 2565 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงกรณีดังกล่าวผ่านการโพสต์ลงเฟซบุ๊กด้วยว่า “โป๊ปพลิกแล้ว!!!! ฉะนาโต้สร้างเหตุกดดันรัสเซีย จนรัสเซียต้องบุกยูเครน

1 ครั้งแรกที่รัสเซียบุกยูเครน นาโต้ได้ระดมสรรพเครือข่ายประณามคว่ำบาตรรัสเซีย และโจมตีทางการเมืองระหว่างประเทศและทางการทหาร หวังจะให้รัสเซียพ่ายแพ้คามือภายในไม่กี่วัน ในกระบวนนี้ โป๊ปได้ร่วมติเตียนรัสเซียด้วยว่าเป็นผู้รุกราน

2 ขณะนี้สถานการณ์เริ่มเด่นชัดแล้วว่า หัวยุ่ง เป็นหัวเรือใหญ่ที่ต้องการทำลายรัสเซียให้แหลก ถึงขั้นแตกเป็นรัฐย่อยหลายสิบรัฐ เพื่อยึดครองโลกต่อไป  และ เป็นเจ้ากี้เจ้าการใหญ่ ร่วมกับสหรัฐและอิสราเอล ส่งกำลังทหารและอาวุธรบกับรัสเซีย จนเป็นที่ทราบทั่วไปแล้วว่า สงครามยูเครนนั้นคือสงครามที่นาโต้นำโดยอังกฤษสหรัฐและอิสราเอล กับรัสเซียและพันธมิตร

3 รัสเซียได้ประกาศที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ ถล่มข้าศึก และเตือนอังกฤษหลายครั้ง แต่หัวยุ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ความเดือดร้อนในหายนะของอังกฤษจึงกระทบต่อราชสำนักอังกฤษ ถึงขั้นอดีตผู้บัญชาการสูงสุดอังกฤษออกมาเตือนว่า นาโต้ต้องหาทางเจรจาโดยสันติกับรัสเซีย เพราะอังกฤษไม่สามารถรับมือกับการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของรัสเซียได้

แต่หัวยุ่ง ไม่สามารถเจรจากับรัสเซียได้ เพราะรัสเซียตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับหัวยุ่ง และล่าสุด สถานการณ์ได้ เผยให้เห็นว่า เวลาที่รัสเซียจะถล่มอังกฤษให้หายไปทั้งเกาะนั้นมีความเสี่ยงขั้นสูงสุดแล้ว

4 ดังนั้นจึงต้องขอแรง โป๊ปให้ช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งเดิมทีมีการประสานงานที่จะเจรจาผ่านพระสังฆราชแห่งนิกายออโทด๊อกของรัสเซีย เพื่อเชื่อมต่อหว่านล้อม ประธานาธิบดีปูติน

การประสานงานไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพระสังฆราชแห่งรัสเซีย เห็นว่านาโต้ รุกรานรัสเซียมากเกินไป ดังนั้นจึงมีการยกเลิกและขอเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีปูติน นี่คือที่มาว่าเหตุใดจึงมีการเปลี่ยนท่าที!!!! แต่ถึงเวลานี้ก็ไม่มีท่าทีใดๆจากประธานาธิบดีปูติน

5 อังกฤษจึงต้องระทึกใจ แต่หัวยุ่งก็ยังมั่นใจว่า”ปลาตัวใหญ่”ที่ไปแอบซุกอยู่ในทะเลดำ จะสามารถถล่มรัสเซียด้วยอาวุธนิวเคลียร์ได้!!! แต่ก็ยังหวั่นอยู่ว่ารัสเซียอาจจะจับความเคลื่อนไหวได้แล้วรอวันที่จะถล่มปลาตัวใหญ่นี้เสียก่อน

6 มีข้อสังเกตความไม่ปกติอย่างน้อย 2 เรื่องคือ ~ เรื่องพระอาจารย์ของปูติน ซึ่งเป็นพระภิกษุชาวไทย และเป็นที่เคารพนับถือของปูตินอย่างยิ่ง ท่านเป็นพระบ้านผมเองแหละ ท่านได้รับแจ้งให้เดินทางกลับประเทศไทยก่อน เพื่อความปลอดภัยและวันนี้ท่านก็เดินทางกลับมาประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

~ ผู้ใหญ่จำนวนมาก ได้บอกให้ลูกหลานญาติพี่น้องทั้งในอังกฤษ และรัสเซียกลับประเทศไทยโดยด่วน นี่เป็นสัญญาณหมายอะไรกันก็น่าคิดมาก”

สำหรับประเทศรัสเซียได้มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยชาวรัสเซียรู้จักกันดีกับ รศ.ดร.พระชาตรี เหมพนฺโธ เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหาร เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ที่ปัจจุบันพระอาจารย์ชาตรีอายุ 53 ปี

“ท่านถือกำเนิดที่ จังหวัดพัทลุง เริ่มบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.2527 จากนั้นได้ร่ำเรียนศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยพระอาจารย์ได้ทุนมาเรียนที่รัสเซียปี พ.ศ.2539

เรียนจบปริญญาเอก จากคณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน แห่งเซนต์ปิเตอร์สเบิร์ก ด้วยทุนของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย นับว่าเป็นปริญญาเอกใบแรก ต่อมาอีก 2 ปี ได้ปริญญาเอกใบที่สอง ทางด้านรัฐศาสตร์การทูต ภาควิชายุโรปศึกษา จากคณะรัฐศาสตร์การทูต จากมหาวิทยาลัยเซนต์-ปิเตอร์สเบิร์ก”