เดินเกมส์ “ล้มประยุทธ์” หากถูกโหวตไม่ไว้วางใจ ปชป.เตรียมเป็นพรรคฝ่ายค้าน!?

0

เดินเกมส์ “ล้มประยุทธ์” หากถูกโหวตไม่ไว้วางใจ ปชป.เตรียมเป็นพรรคฝ่ายค้าน!?

ในเรื่องการล้มพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอาศัยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้แผนก็จะเดินรับกัน ทั้งการเคลื่อนไหวกดดันชุมนุมของพวกสามกีบ ของคนเสื้อแดง ซึ่ง วันนี้ณัฐวุฒิเปิดตัว มาเป็นตัวเดิน นอกจากนี้ กระแสการล่ารายชื่อประชาชนไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีสร้างกระแสให้เกิดขึ้นทั้งประเทศ แม้จะดูไม่สำเร็จเงียบเหงา แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นก็เพื่อเอามาใช้สร้างความชอบธรรมในการโหวตไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 4 กันยายนที่จะถึงนี้

และถ้าจับตาดูการอภิปรายทั้งหมด การอภิปรายรัฐมนตรีแต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น จะลากเรื่องให้โยงไปที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ควบคุมการบริหารหรือบางครั้งก็พาดพิงว่ามีส่วนได้เสียด้วยหรือไม่

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้การโหวตไม่ไว้วางใจ มีความชอบธรรมว่า ไม่ควรให้พลเอกประยุทธ์บริหารราชการแผ่นดินต่อไป เกมนี้ ณ วันนี้ยังเดินเกมส์ต่อสู้กันอย่างดุเดือด การเดินเกมต่อสู้กันอย่างดุเดือดนั่นหมายความว่า มีทีมงานของนายกรัฐมนตรีลงไปเดินในพรรคพลังประชารัฐ มีการเช็คเสียงว่าใคร ฝ่ายไหนยืนอยู่ข้างใคร รายชื่อต่างๆก็เริ่มทยอยออกมา ฝ่ายล้มต้องการเสียงที่จะล้มทั้งสิ้น 45 เสียงขึ้น แต่ถ้าได้ 50 เสียง ก็จะมีความมั่นใจ

50 เสียงก่อนหน้านี้ อยู่ที่พรรคเล็กกับพลังประชารัฐ มีภาพที่ธรรมนัสไปเดินในสภาพูดคุยกับพรรคเล็ก ฝั่งพรรคเล็กก็ออกมาเปิดเผยบอกว่า ไม่มีอะไรไม่ได้เจอกันนาน แต่ปรากฎการณ์แบบนี้ มันเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เสียงจากแต่เดิมที่เดินกันภายใต้พลังประชารัฐกับพรรคเล็ก วันนี้เริ่มขยาย มีการติดต่อเชื่อมโยงไปที่พรรคประชาธิปัตย์ ใครในพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมาร่วมมือ แหล่งข่าวก็บอกว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นใคร แต่ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีคนที่ไม่ชอบพอพลเอกประยุทธ์อยู่ เราก็ลองมาทบทวนดูว่า ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งก่อน มีส.ส.ประชาธิปัตย์ 3 คนงดออกเสียงให้กับหัวหน้าพรรคของตัวเองคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประกอบด้วยนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ นายอภิชัย เตชะอุบล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี

ย้อนรอยไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 จากการที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 ตามที่ส.ส.ฝ่ายค้านเสนอ คะแนน 236 ต่อ 231 คะแนนที่พลิกล็อคและทำให้รัฐบาลแพ้นั้น ก็เพราะมีส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมโหวตด้วย 3 คนในครั้งนั้นก็มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส. ตรัง นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช ซึ่งตอนนั้นยังเป็นส.ส.อยู่ นางสาวกันตวรรณ ตันเถียร ส.ส.พังงา นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก และนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ มีหลายชื่อที่ซ้ำซ้อนกันใน 2 กลุ่ม ส.ส.กลุ่มหลังหรือกลุ่มแรก ล้วนมีความสัมพันธ์กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งแน่นอน เป็นคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับ พลเอกประยุทธ์ ประกาศมาโดยตลอดว่า ไม่เอาเผด็จการ ถ้าวันนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจและข้อมูลที่พยายามจะยัดเข้าไปว่าพลเอกประยุทธ์ มีส่วนในการทุจริตคอรัปชั่น เกิดมีส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมโหวตด้วย ปรากฎว่า พลเอกประยุทธ์ ถูกโหวตไม่ไว้วางใจ ก็จบ ความเป็นนายกฯสิ้นสุดลงทันทีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ครม.ทั้งคณะจบไปด้วย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการ ต้องมีการซาวด์เสียงตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น หานายกรัฐมนตรีคนใหม่ บอกได้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นฝ่ายค้านแน่ รัฐบาลใหม่ที่จะตั้งแต่เริ่มต้นตั้งด้วยพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย ส่วนพลเอกประยุทธ์จบไปแล้ว ต้องถือว่าจบบทบาททางการเมืองเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐจะต้องเดินต่อไป

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงยิ่งที่จะเป็นฝ่ายค้าน การเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่เรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าเดินผิดพลาดมาตลอด บัตรสองใบ รอบนี้ถ้ามีส.ส.บางส่วนไปร่วมโหวตไม่ไว้วางใจนายกฯด้วย ต้องถือว่าเวลาหายนะของพรรคประชาธิปัตย์จ่ออยู่ข้างหน้าแล้ว พรรคที่มีเกียรติภูมิอย่างยาวนาน จบ ส่วนการเมืองในวันข้างหน้า ก็อยู่ที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของสามป. ซึ่งยืนยันตลอดมาว่า ถ้าพลเอกประยุทธ์เลิก หมายถึงเรื่องการเมือง แต่ถ้าพลเอกประยุทธ์ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสียงโหวตต้องออกไปแล้ว พลเอกประวิตรจะเลิกด้วย แล้วพรรคจะอยู่ในมือใคร จะอยู่ในมือของ ร.อ.ธรรมนัส หรือพลเอกประวิตร จะต้องจำใจอยู่ต่อไปเพื่อช่วยรักษาสถานการณ์ทางการเมืองเอาไว้ แต่ต้องไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย แค่นี้ก็อลหม่านแล้ว เหมือนกับข้อสรุปว่าระบบรัฐสภาไม่สอดคล้องกับประเทศไทยในแบบที่เป็นอยู่ อาจจะมีระบบรัฐสภาแบบใหม่ ก็ต้องค่อยๆคิด ค่อยๆพิจารณา บ้านเมืองของเราอยู่ในช่วงวิกฤตและหน้าเป็นห่วงอย่างยิ่ง