ดร.สุวินัย มองเปิดประเทศด้วยสายตายุทธศาสตร์ ชี้ปลายตุลาคือแสงสว่าง-ความหวังคนทั้งชาติ

0

จากที่วันนี้ 3 กรกฎาคม 2564 รองศาสตราจารย์ สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์ วิชาการ สถาบันทิศทางไทย และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความนำเสนอยุทธศาสตร์เกี่ยวกับโรคระบาดโควิดไว้อย่างน่าสนใจยิ่งนั้น!!!

ทั้งนี้โดยข้อความที่ ดร.สุวินัย โพสต์ลงในเฟซบุ๊กทั้งหมดมีดังนี้ “แก้วน้ำครึ่งถ้วย  … คนบางคนที่มองเห็นแก้วน้ำครึ่งถ้วย  แล้วเลือกด่าว่า “มีน้ำแค่ครึ่งถ้วยเอง”  ไม่ต้องมาอ่านบทวิเคราะห์สถานการณ์โควิดระลอกสี่ ของผม  แต่ถ้าเป็นคนที่มองเห็นแก้วน้ำครึ่งถ้วยแก้วเดียวกัน แต่กลับมองอย่างเข้าใจโลกเข้าใจความเป็นจริงว่า “มีน้ำตั้งครึ่งถ้วย”

ผมขอเชื้อเชิญให้พวกคุณอ่านบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ของผมว่าผมอ่านสถานการณ์โควิดในตอนนี้ด้วยสายตาของนักยุทธศาสตร์/นักกลยุทธ์อย่างไร

(1) ว่าด้วยวิวัฒนาการของโควิด

ในเดือนมีนาคม 2020 เดิมทีโควิดอยู่ในอากาศได้นาน 30 นาที กระจายออกรอบตัวคนติดเชื้อได้ 4.5 เมตร แต่ปัจจุบัน (ข้อมูลเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2021) นักวิจัยพบว่า โควิดตกค้างในอากาศบริเวณที่ออกจากร่างกายมนุษย์ได้นานถึง 16 ชั่วโมง กระจายในอากาศได้ไกลกว่า 10 เมตร ขนาดเดินสวนกันแค่ 5-15 วินาที ก็ติดเชื้อได้แล้ว นี่คือความน่ากลัวของโควิดสายพันธุ์เดลต้าในปัจจุบัน

และน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยคุมเชื้อไม่อยู่ เพราะเรายังไปยึดถือมาตรฐานสาธารณสุขตาม”โควิดเก่า” จึงทำให้เราตาม “โควิดใหม่” นี้ไม่ทันจริงๆ มิหนำซ้ำโควิดสายพันธุ์เอปซีลอน (ที่มีฤทธิ์หลบภูมิคุ้มกันที่สร้างหลังฉีดวัคซีนชนิด mRNA) ยังโผล่มาอีกที่อเมริกา  ซึ่งเป็นการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่า “พื้นที่ไหนใช้วัคซีนชนิดไหนมาก ไวรัสมันจะพัฒนาในพื้นที่นั้นมาก เพื่อเอาชนะวัคซีนชนิดนั้น” ด้วยเหตุนี้แหละ การเกิด herd immunity หรือ ภูมิคุ้มกันหมู่อาจไม่มีจริง

(2) ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติในการรับมือโควิด

ธรรมชาติของไวรัสที่เป็นโรคระบาด ถ้าเราเฉยไว้ไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้โรคระบาดดำเนินไป คนที่ตายก็ตายไป คนที่รอดจะเป็นตัวกั้นโรคเอง (herd immunity) ไม่ให้ไปถึงคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้ง่าย

ระยะเวลาที่เป็นแบบนี้จะอยู่ในราวๆ 2-3 ปี โดยช่วงแรกจะเป็นช่วงระยะเร่ง (acceleration) แล้วไปสู่ช่วงระยะผ่อน (deceleration)  ตามวัฏจักรของมัน แต่ถ้าเลือกยุทธศาสตร์เฉยไว้ (unmitigated) ดังข้างต้น จะมีผู้ติดเชื้อเกินครึ่งประเทศ ระบบสาธารสุขล่ม รวมทั้งยอดผู้เสียชีวิตจะเป็นหลักล้านคน … ในกรณีของประเทศไทย

แน่นอนว่ารัฐไทยไม่ได้เลือกยุทธศาสตร์เฉยไว้ ตั้งแต่แรกที่โควิดอุบัติ  แต่เลือกใช้ยุทธศาสตร์กดโรค (suppression) แทน ซึ่งมันได้ผลสำหรับการกดการระบาดระลอกแรกจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2020

ประสิทธิภาพในการ “กดโรค” ของทางการไทยหลังจากนั้นเริ่มแย่ลงตามลำดับ เพราะประชาชนเริ่มเกิดอาการ behaviorial fatigue คือเกิดอาการล้าและเริ่มดื้อด้านเชิงพฤติกรรม การระบาดระลอกที่สองเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2021 หลังสงกรานต์ … ทางการเริ่มกดโรค ควบคุมโรคไม่ได้ผล แม้จะยัง “เอาอยู่” ก็ตาม

การระบาดระลอกที่สามเกิดขึ้นจากคลัสเตอร์ตามที่ต่างๆในช่วงเดือนพฤษภา-มิถุนายน 2021  … ทางการก็ยังกดโรค ควบคุมโรคไม่ได้ และเริ่มจะเอาไม่อยู่แล้ว เพราะเกิดวิวัฒนาการ(กลายพันธุ์)ของโควิดสายพันธุ์เดลต้าที่ติดเชื้อง่ายกว่าตัวเก่ามาก แพร่ระบาดในประเทศไทยจนกลายเป็นที่มาของการระบาดระลอกสี่ที่เริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2021

จะเห็นได้ว่า การระบาดระลอกสองจนถึงการเริ่มระบาดระลอกสี่(ในช่วงเวลาสี่เดือน) แท้จริงแล้วมันคือการระบาดระลอกใหม่ที่รับมือยากกว่าการระบาดระลอกแรกในปีก่อนมาก เพราะมีเรื่องการกลายพันธุ์(วิวัฒนาการ)ของตัวไวรัสเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผลที่ตามมาก็คือประสิทธิผลของวัคซีนที่ฉีดไปมันตามหลังวิวัฒนาการของไวรัสเสมอ  … วัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดโควิด มันแค่ช่วยให้ติดโควิดแล้วไม่ตายเท่านั้น  ซึ่งเราต้องขอบคุณการมีวัคซีนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ตาม

จากการระบาดระลอกสองถึงการเริ่มระบาดระลอกสี่ในปัจจุบัน มันบีบให้ทางการต้องเปลี่ยนย้ายยุทธศาสตร์ชาติในการรับมือโควิด จากยุทธศาสตร์กดโรค(suppression) ไปเป็นยุทธศาสตร์ยั้งโรค(mitigation ) แทน

วิธีคิดของยุทธศาสตร์ยั้งโรค คือ พยายามทำทุกอย่างเพื่อหน่วงโควิดให้กระจายตัวช้าลงเท่าที่จะทำได้ จนกว่าตัวโควิดมันจะระบาดไปสุดระยะเร่งของมัน แล้วเข้าสู่ระยะผ่อนโดยตัวของโควิดเอง

ข่าวดี : (1) เวลาที่โควิดระบาดได้ผ่านมาปีครึ่งแล้ว คือ มันเลยช่วงระยะเร่งไปแล้ว และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงระยะผ่อน ซึ่งคงกินเวลาครึ่งปีถึงปีครึ่ง แล้วแต่ว่าอายุวัฏจักรของโควิดคือสองหรือสามปี

(2) ในประเทศไทย โควิดเพิ่งระบาดไปแค่ 0.3 % ของประชากรเท่านั้น คือจากประชากร 67 ล้านคน มีคนติดเชื้อแล้วสองสามแสนคน ขณะที่อเมริการะบาดไปแล้ว 10% ของประชากร คือมีคน 328 ล้านคนติดเชื้อ 33 ล้านคน

(3) การระบาดในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นกระจายเป็นหย่อมๆแบบสืบที่มาและที่ไปได้ (clusters of cases) คือยังไม่ไปถึงขั้นระบาดในชุมชนแบบไม่รู้ว่าโรคมาจากไหนและจะไปทางไหน (community spreading) แต่ก็ใกล้ถึงขั้นนั้นมากแล้วเมื่อเกิดการระบาดระลอกที่สี่ขึ้นมาแล้ว

(4) ระบบการแพทย์เรา เตียงภาครัฐมี 122,470 เตียง

ภาคเอกชนมี 34,602 เตียง ในจำนวนนี้ 10% ทำเป็น ไอซียูได้ ในการรับมือกับการระบาดระลอกที่สี่ ยุทธการกักตัว-รักษาตัวที่บ้าน กับใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและสมุนไพรอื่นๆมาช่วงยับยั้งอาการตั้งแต่เริ่มมีอาการหรือระบบ early treatment คือ “อาวุธพิสดาร” ที่คนไทยสามารถใช้รับมือกับโควิดได้ … ด้วยการเป็นหมอของตัวเองทำการดูแลรักษาตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติ

(5) การเปิดประเทศในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2021 คือแสงสว่างและความหวังของคนทั้งชาติ ในการอยู่กับโควิดอย่างสันติและทำมาหากินอย่างใกล้จะเป็นปกติได้