ฟันธง! ไม่มีใครล้ม “พลเอกประยุทธ์” ได้ ยกเว้น “ภูมิใจไทย” ถอนตัวเมื่อไหร่ เจ๊งแน่นอน!

0

เสียงตะโกนไล่พลเอกประยุทธ์ดังขึ้นทุกวันๆมาจากรอบทิศทางในว่าจากสื่อ ไม่ว่าจากกลุ่มฝ่ายแค้น ไม่ว่าจากพรรคฝ่ายค้าน แต่เสียงที่ดังขึ้นมานั้นจะมีพลังเพียงพอที่จะต้านทานเสียงประชาชนที่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์หรือไม่

นั่นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ตั้งแต่ธนาธรกดปุ่มไล่พลเอกประยุทธ์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ที่สกายวอล์คสยามสแควร์ ถึงวันนี้ 1 ปี 6 เดือน ไม่ต้องสาธยาย ไม่ต้องขยายความ ในแง่จำนวนม็อบที่ดำเนินมา ไม่ว่าจะในนามประชาชนปลดแอก ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมธรรมศาสตร์การชุมนุมซึ่งวันนี้เรียกรวมๆกันว่า ม็อบสามกีบ เหลวไม่เป็นท่า ในแง่จำนวนของประชาชนที่มาชุมนุม ส่วนจำนวนของประชาชนในโลกออนไลน์ ในโลกข่าวสารซึ่งสามารถเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้ แน่นอนว่าทีมงานของฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้นยังกระจายกันอย่างเต็มที่

และถึงนาทีนี้บรรดาเด็กๆ สามกีบที่ถูกปั้น ถูกผลัก ถูกดันให้กลายเป็นแกนนำเดินเข้าคุกกันระนาว เพราะว่ามันไม่ได้ดำเนินการกันเพียงเฉพาะไล่พลเอกประยุทธ์เท่านั้น แต่ยังถูกธนาธรและปิยบุตร ปั่นให้ขยายผลไปจนถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้เดินเข้าออกคุก ได้ประกันออกมา บางคนได้ประกันออกมาแล้ว ยังท้าทายศาล เช่น เพนกวิน เป็นต้นอันนี้ก็เตรียมตัวเดินกลับเข้าอีกครั้ง หมดจากระลอกเด็กๆช่วงระยะ 1ปี 6 เดือนที่ผ่านมาเรียกว่าได้สร้างกระแสให้ฝ่ายค้านเข้าไปเกาะกระแส จนมาถึงระลอกของไทยไม่ทน ที่เปิดตัวด้วย จตุพร พรหมพันธุ์ โดยมีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบางส่วนหนุน

ตอนนี้เคลื่อนไหว 2 เดือนมาแล้ว ตั้งแต่ 4 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมีสื่อในเครือมติชนเป็นแนวร่วม แต่ถ้าดูกระแสเสียงตอบรับแล้ว ก็แน่นอนว่าเหลวเหมือนเคย เคยบอกไปแล้วว่า โอกาสความเป็นไปได้ที่จะทำให้ พลเอกประยุทธ์ออกไปนั้น มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือ พลเอกประยุทธ์ ตัดสินใจยุบสภา เรื่องตัดสินใจลาออกไม่ต้องพูดถึงกี่ครั้งกี่หน ท่านก็ย้ำว่าไม่ออก แต่สำหรับเรื่องการยุบสภาจะเป็นไปได้หรือไม่ ก็อยู่ที่เงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาล มีพรรคใดพรรคหนึ่งหรือทั้งสองจะถอนตัวจากการร่วม

พรรคร่วมรัฐบาลที่ว่า ก็คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นั้นโอกาสถอนตัวปิดไปแล้ว เพราะตั้งแต่อันวา ส.ส.ปัตตานี ทำหนังสือถึงคุณจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คุณจุรินทร์ได้แถลงแล้วว่า ไม่มีการถอน ก็เหลือแต่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถามว่ามีประเด็น มีโอกาสหรือไม่ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่าทีของพรรคภูมิใจไทยกับรัฐบาล ระยะหลังเป็นท่าทีที่มีปัญหาต่อกัน สำหรับประเด็นที่มีปัญหากันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับรัฐบาล ในที่นี้ระบุตัวไปเลยว่าคือ พลเอกประยุทธ์ เรื่องแรกก็คือ เรื่องการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อนุมัติข้อเสนอของรฟม.ไปแล้ว แต่ปรากฏว่ารฟม.ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมไปเปลี่ยนแปลง Tor จนผู้เข้าร่วมประมูลมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ถวายฎีกาและที่สุดฟ้องร้องต่อศาลทุจริต ศาลรับฟังและพิจารณา กระทรวงคมนาคม รฟม.ก็ยังดึงดันที่จะเดินหน้าต่อ

จนถึงเวลานี้ เรื่องนี้ยังไม่มีการสรุป เสียเวลาของประชาชนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากรถไฟฟ้าสายสีส้มเป็นปีแล้ว ส่วนเรื่องต่อมาก็รถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มีประเด็นว่ากทม.ติดหนี้ค่าจ้างบริษัท BTS 3หมื่นล้าน มีประเด็นต่อเนื่องว่า กทม.เป็นหนี้ค่าก่อสร้างในส่วนต่อขยายอีก 7หมื่นล้าน ซึ่งเป็นหนี้ธนาคารกรุงไทย กทม.มีหนี้ที่ต้องดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ครบถ้วนกระบวนการทั้งสาย 1 แสนล้าน เป็นหนี้ที่ต้องรับผิดชอบแบงค์ยังไม่ขยับตัว แต่ 3หมื่นล้านของ BTS BTS ยืนยันว่าจะฟ้องเพื่อให้กทม.ชำระหนี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ทำให้มีข่าวปรากฏออกมาเป็นระยะว่า รัฐบาลได้พยายามเจรจากับทาง BTS ว่าช่วยรับหนี้ 1แสนล้านนี้ได้ไหม แล้วสัญญา BTS ส่วนที่ 1 ซึ่งเหลือสัญญาอีก 8 ปีก็จะต่อสัญญาให้ใหม่เป็น 30 ปี

แต่มีเงื่อนไขว่าตลอดทั้งสาย อย่าเก็บค่าโดยสารเกิน 65 บาท เรื่องนี้มีแต่ข่าวจากฝั่งรัฐบาลออกว่า เรายังไม่ได้ยินเสียงจาก BTS ว่าสนใจข้อเสนอนี้หรือไม่ แต่ปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีมติสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการเจรจากับ BTS กลับพลิกออกมาคัดค้าน เรื่องนี้มีข่าวว่า จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะมนตรีปรากฏว่านายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 ของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาประกาศว่า กระทรวงคมนาคมที่พรรคภูมิใจไทยดูแลไม่เห็นด้วยกับการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมครม. ซึ่งได้มีการยื่นหนังสือคัดค้านถึง นายกรัฐมนตรีไปแล้ว และนายศิริพงษ์ ยังเปิดเผยต่อไปว่า หากรัฐบาลเอาเข้าจริงรัฐมนตรีของภูมิใจไทยก็วอล์คเอ้าท์ในวาระที่จะพิจารณาเรื่องสายสีเขียว

และอีกประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ การออกมาเปิดเผยของดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสาน ในรายละเอียดการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. ได้แบ่งการประมูลออกเป็น 3 สัญญา โดยมีราคากลางเฉลี่ยที่สัญญาละ 24,306 ล้านบาท ราคาที่ประมูลได้เฉลี่ยสัญญาละ 24,286 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางเฉลี่ยเพียงสัญญาละ 20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.08 เท่านั้น ซึ่งดร.สามารถได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมราคาที่ประมูลได้ ถึงใกล้เคียงกับราคากลางมากขนาดนั้น และในส่วนของรถไฟรางคู่สายอีสานช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด- มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม. แบ่งการประมูลออกเป็น 2 สัญญา โดยมีราคากลางเฉลี่ยสัญญาละ 27,728 ล้านบาท ปรากฏว่าราคาที่ประมูลได้เฉลี่ยสัญญาละ 27,705 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางเฉลี่ยเพียงสัญญาละ 23 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 0.08 เท่านั้น

ราคากลางกับราคาที่ประมูลได้ ทั้งของสายเหนือและสายอีสาน ต่ำกว่าราคากลางเท่ากันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ร้อยละ 0.08 เท่ากันทั้ง 2 ภาค มันเป็นไปได้ยังไงที่ตัวเลขมันออกมาเป๊ะๆ ดร.สามารถ ก็ย้อนกลับไปดูการประมูลรถไฟทางคู่สายใต้ช่วงนครปฐม-หัวหิน-ประจวบฯ-ชุมพร ระยะทาง 420 กิโลเมตร ในปี 2560 ซึ่งตอนครั้งแรกที่เริ่มมีการประมูลได้แบ่งการประมูลเป็น 3 สัญญา โดยมีราคากลางเฉลี่ยสัญญาละ 12,007 ล้านบาท แต่ ดร.สามารถเปิดเผยว่า ได้ทักท้วงไปว่าถ้าราคากลางสูงอย่างนี้ จะปิดกั้นโอกาสไม่ให้ผู้รับเหมาขนาดกลางเข้าร่วมประมูลได้ เนื่องจาก Tor กำหนดประสบการณ์ของผู้รับเหมาที่สามารถเข้าร่วมประมูลได้เป็นสัดส่วนตามมูลค่าโครงการ

หากโครงการมีมูลค่าสูงก็จะทำให้ผู้รับเหมาที่เข้าประมูลได้นั้นจะได้เฉพาะรายใหญ่ไม่กี่ราย ไม่ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างจริงจัง ปรากฎว่า รฟม.ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคมสมัยนั้น คือสมัยที่ยังเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่เป็นคสช.ได้ยกเลิกการประมูลและเปิดประมูลใหม่โดยแบ่งสัญญาเพิ่มเป็น 5 สัญญาที่ราคากลางเฉลี่ยละ 7,204 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าจากเดิมที่มีราคากลางเฉลี่ย 12,007 ล้าน ทำให้ผู้รับเหมาขนาดกลางสามารถเข้าร่วมประมูลและแข่งขันกับผู้รับเหมาขนาดใหญ่ได้ ผลการประมูล ปรากฎว่า ประมูลได้เฉลี่ยสัญญาละ 6,796 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางเฉลี่ย 408 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.66 ลองเปรียบเทียบดูว่าการประมูลของสายใต้ต่ำกว่าราคากลางร้อยละ 5.66 ในขณะที่สายเหนือและสายอีสาน ราคาที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลางร้อยละ 0.08 เท่ากัน 2 ภาคอย่างเป็นอัศจรรย์

ตารางที่ดร.สามารถ ทำมาให้เห็น สายเหนือต่ำกว่าราคากลาง 20 ล้านบาทเป็น 0.08 สายอีสานต่ำกว่าราคากลาง 23 ล้านละ 0.08 เท่ากันเป๊ะ ไม่รู้ว่าแบบนี้เขาจะปรึกษาหารือกันหรือว่าใครทำอะไรเป็นยังไง แต่ตัวเลขมันแปลก ในกรณีแบบนี้มันก็ทำให้คนตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า การประมูลแบบนี้มันเปิดโอกาสให้เฉพาะกับรายใหญ่ มันมีนอกมีในหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่แน่นอนหลักการถ้าทำให้ราคากลางแบ่งเฉลี่ยออกเป็นหลายสัญญาโอกาสของการแข่งขันที่ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางเข้าไปแข่งเยอะๆ ราคาประมูลก็จะต่ำกว่าราคากลางเหมือนที่สายใต้

สำหรับเหนืออีสานร้อยละ 0.08 ตัวเลขมันแปลก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีข่าวตลอดมาว่ามันเกิดความรู้สึกที่ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ดูการประมูลรถไฟรางคู่สายใต้ที่ พลเอกประยุทธ์ มีอำนาจเต็ม รัฐมนตรีเลือกมาเอง มีการทักท้วง สั่งแก้ไขให้เกิดประโยชน์ประเทศชาติได้ แต่พอเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นี่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องพลเอกประยุทธ์ ลำบากใจแน่ เพราะไปดูยอดของที่นั่งส.ส.ที่ร่วมรัฐบาลอยู่ นขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงอยู่ 275 เสียง เป็นของภูมิใจไทย 61 เสียง ประชาธิปัตย์ 51 เสียง สองพรรคนี้รวมกัน 112 เสียง สองพรรคถอนเจ๊งแน่นอน พรรคเดียวถอนก็เจ๊ง เพราะถ้าภูมิใจไทยถอน 61 เสียง รัฐบาลก็เหลือ 114 เป็นรัฐบาลต่อไม่ได้ ชัดว่าวันนี้สถานะของพลเอกประยุทธ์ อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ส.สพรรคภูมิใจไทยออกมาโวยวาย กระทรวงสาธารณสุขถูกตัดงบ กระทรวงท่องเที่ยวถูกตัดงบ ซึ่งเป็นกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่ แต่ในความเป็นจริ ทุกกระทรวงก็ถูกตัดงบหมด

คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ซึ่งได้ส่งน้องสาวมาเป็นรัฐมนตรีในการอภิปรายงบประมาณตอนที่สรุป คุณชาดาได้บอกว่า ถ้าสำนักงบประมาณคิดว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯไม่รักนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเสียแล้ว ท่านถึงได้ตัดงบประมาณแบบนี้ ผมก็อยากจะบอกว่า หัวหน้าครับ ถ้าเขาไม่รักก็กลับบ้านเราเถอะ ความหมายอย่างนี้คือ การถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล แม้ตอนเริ่มต้นคุณชาดา จะพูดอ้างถึงสำนักงบประมาณก็ตามแต่ แต่นี่คือท่าทีที่ได้แสดงออกมา

รัฐบาลวันนี้เหนื่อย ประวัติศาสตร์ของรัฐบาลผสม พอปลายปีที่ 3 จะย่างสู่ปีที่ 4 ส่วนใหญ่จะเจ๊ง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลจะเริ่มห้ำหั่นกันเอง เพื่อหาเสียงในครั้งต่อๆไป การหาเสียงการเตรียมการเลือกตั้งครั้งหน้า มีหลากหลายรูปแบบ นำเสนอผลงานกันไปหรือพยายามในการที่จะดูแลโครงสร้างการประมูลใหญ่ๆ เพื่อจัดเตรียมการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อจะเป็นผลงานหรืออะไรก็ตามแต่ วันนี้ก็อยู่ที่พลเอกประยุทธ์ เมื่อท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างนี้ พลเอกประยุทธ์จะตัดสินใจอย่างไร พวกที่เคลื่อนไหวให้พลเอกประยุทธ์ลาออก ไม่มีความหมาย เพราะคนที่ทำให้พลเอกประยุทธ์ออกไปได้ มีแต่เพียงพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น วันนี้อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย กล้าหรือเปล่า!?