ธนาธร-ทักษิณ ฝันไปเถอะ! แผนล้ม “ประยุทธ์” พังไม่เป็นท่า เพราะทางออกเดียวคือ “ยุบสภา” ไม่ใช่ลาออก!!

0

ธนาธร-ทักษิณ ฝันไปเถอะ! แผนล้ม “ประยุทธ์” พังไม่เป็นท่า เพราะทางออกเดียวคือ “ยุบสภา” ไม่ใช่ลาออก!!

จากการติดตามสถานการณ์การเมืองตลอดมา โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง และได้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบหนึ่ง สถานการณ์เวลานี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุด สำหรับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝ่ายค้านก็วิเคราะห์อย่างนี้ สถานการณ์ที่เปราะบางของพลเอกประยุทธ์ แน่นอนว่า ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ในทางการเมืองเวลาจะดูว่า ใครจะล้ม ใครจะมาแทน ใครจะแพ้ ใครจะชนะ โดยเฉพาะรัฐบาลซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะต้องถูกล้ม ก็ต้องดูว่า มันมีเงื่อนไขแวดล้อมหรือศัพท์ภาษาทางฝ่ายซ้ายที่เรียกว่า เงื่อนไขทางภาวะวิสัย มันเอื้อและเป็นใจหรือไม่ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่ผ่านมาเข้มแข็งอยู่ได้ เพราะตัวพลเอกประยุทธ์ ชื่อสัตย์สุจริต แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นก็คือ รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเลือกตั้ง มีกลิ่นโชยออกมาเป็นระยะๆ ประชาชนตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามกันมากมาย

ฝีมือในการทำงานแน่นอน พลเอกประยุทธ์ ขยัน ฉลาด ทำงาน แต่นั่นคือ ความรู้สึกของประชาชนเมื่อปีที่แล้วในการจัดการปัญหาโควิดและได้การยอมรับจากนานาชาติว่า ไทยเป็นประเทศที่แก้ปัญหาได้ดี เป็นตัวอย่างของโลก การกระแทกกระทั้นของม็อบสามกีบและฝ่ายค้าน จึงไม่สะดุ้งสะเทือน ประชาชนจึงห้อมล้อม พลเอกประยุทธ์ แต่สถานการณ์ตอนนี้ มันกลับกันคนละทาง หลายวันมานี้ สถานการณ์โควิดของไทยหนักหน่วงถึงขั้นวันละ 2000 กว่าทุกวัน ผู้ป่วยสะสมวันนี้ถึง 57,000 คนตายเร่งอัตราเพิ่มขึ้นทุกวัน ถึงขณะนี้ 148 ราย ตายวันละ 7 -10 คน แม้คนที่หายป่วยแล้ว จะหายไปถึง 31,593 คน แต่ยังมีผู้ป่วยที่ยังต้องรักษาพยาบาลอยู่อีก 25, 767 คน ครึ่งต่อครึ่ง และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ก็คือ เตียงสนาม จะพอมั้ย ยาที่จะรักษามีเพียงพอมั้ย หรือยาพอ เตียงสนาม พอแต่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าหมอ พยาบาลจะเพียงพอในการกระจายไปตามโรงพยาบาลสนามหรือเตียงที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลสนามหรือไม่ เป็นคำถามแล้วก็เกิดกระแสต่อเนื่อง ต้องเรียกว่าสถานการณ์เงื่อนไขทางภาวะวิสัยโดยเฉพาะเรื่องโควิด หนักสำหรับพลเอกประยุทธ์

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

สถานการณ์ทางการเมืองในระบบรัฐสภา การผูกกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พรรคหลักอยู่ที่ 3 คือ พรรคพลังประชารัฐ เป็นแกน เสนอชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีพรรคร่วม 2 พรรค ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องหันกลับมาดูเสียงในรัฐสภาของพรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคหลัก ขณะนี้มีอยู่ 119 เสียง พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมมีอยู่ 51 เสียง ภูมิใจไทย 51 เสียง ชาติไทยพัฒนา 11 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคท้องถิ่นไทย 5 เสียง นั่นเป็นพรรคหลักๆแต่สถานะของรัฐบาลจะไปต่อได้หรือไม่ได้ อยู่ที่พรรคร่วม 2 พรรคหลัก คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ถอนตัวเมื่อไหร่แตกออกไปพรรคใดพรรคหนึ่งเมื่อไหร่ รัฐบาลเจ๊งทันที ด้วยเหตุผลนี้ วันนี้นสถานการณ์ภายนอก ม็อบสามกีบ หดลงมา เสื่อมถอยลงมา เพราะประชาชนไม่เอา เพราะเป้าหมายไปอยู่ที่การโค่นล้มสถาบัน พวกเขาสรุปบทเรียนและกำลังปรับกลยุทธ์ดูการนำเสนอของปิยบุตรล่าสุด ที่บอกว่าต้องปรับกลยุทธ์ลงกลับไปที่เด็ก ลงกลับไปที่การสร้างฐาน

ถ้ากระทรวงศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา ไม่ปรับหลักสูตรไม่ดำเนินการ ตามทิศทางที่ควรจะเป็นคือ การสอนให้รู้จัก เข้าใจความเป็นชาติ รักชาติ การยึดมั่นต่อการนำพาชาติให้เดินไปข้างหน้า ด้วยการพึ่งพาตัวเองแน่นอนว่า พวกสามกีบก็จะเดินปรับกลยุทธ์ไปตามที่ปิยบุตร กำลังนำเสนอ แต่ด้านหนึ่งเรื่องเฉพาะหน้าจะเห็นได้ว่า ธนาธรเปิดฉากแล้ว ประยุทธ์อย่ายุบสภา เหตุผลที่บอกว่า ประยุทธือย่ายุบสภา ก็เพราะต้องการบีบคั้น บีบบังคับให้พลเอกประยุทธ์ ลาออก เป้าที่จะทำให้พลเอกประยุทธ์ลาออก วันนี้พรรคฝ่ายค้านรู้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหากันหลายเรื่องหลายราว ที่อาจจะปริระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ คู่แรกก็คือ พรรคพลังประชารัฐกับพรรคภูมิใจไทย เป็นปัญหาต่อเนื่อง ก็คือปัญหาเรื่องสายสีส้มที่พรรคภูมิใจไทยดึงดันในการที่จะนำเสนอ ในเรื่องของการเปลี่ยนเงื่อนไขการประมูลกลางคัน ซึ่งทำให้พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่เอาเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมครม. ในขณะที่คู่กรณีอย่าง BTS ก็ไปฟ้องศาลปกครอง ถวายฎีกาว่าเรื่องนี้มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยเรื่องนี้ค้างคากันอยู่ ถัดมารถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งพลเอกประยุทธ์พยายามที่จะแก้ไขปัญหา ไปดึงเอาส่วนต่อขยายกลับมาจากรฟม.เพื่อต้องการบริการให้คนกรุงเทพฯ สามารถที่จะจ่ายค่าโดยสารให้ถูกลงและต้องการให้เอกชนเข้ามารับภาระค่าก่อสร้างโครงสร้าง 7 หมื่นล้าน จึงมีการเจรจากับทาง BTS ซึ่งบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนแรกอยู่

แต่ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย กระทรวงคมนาคมที่บริหารอยู่คัดค้าน หนักกว่านี้คือเรื่องที่สอง มีข่าวลือว่า คุณศักดิ์สยามไปติดโควิคในการไปเที่ยวสถานบันเทิง ซึ่งวันนี้คุณศักดิ์สยามก็ดำเนินการฟ้องร้องอยู่ แต่ความรู้สึกของประชาชนในข่าวสารเรื่องนี้มันผูกและนำพาไปสู่การบีบคั้นพลเอกประยุทธ์ว่า เป็นไงบอกให้ประชาชน ตั้งการ์ด แต่เวลารัฐมนตรีตัวเองมีข่าวขึ้นมาไม่ดำเนินการ และสุดท้ายก็คือการที่สามกีบเปิดเรื่องไล่ อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทินบอกว่า ไล่มาก็ไม่ออกหรอก แล้วโดยข้อเท็จจริง อนุทิน ชาญวีรกุล ก็ไม่มีทางออก พวกสามกีบรู้ แต่ทั้งหมดต้องการทำเพื่อกดดันไปที่พลเอกประยุทธ์ว่า นี่เห็นไหมประชาชนก็ไม่เอา อนุทิน ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งความหมายของคำว่า ตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ใช่ต้องการให้อนุทินออก แต่ต้องการให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคพลังประชารัฐว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีท่าทีอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็คาดหวังว่าจะให้พลเอกประยุทธ์ดำเนินการกับอนุทิน ถ้าไม่ดำเนินการก็ลาออกไป แน่นอนว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่มีทางที่จะถอนตัวจากรัฐบาลในขณะนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่านมา ในทางการเมือง พรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องกระจอก

พวกสามกีบ ธนาธร รอไปเถอะ แต่ทางการเมือง เผอิญว่า มันมีเรื่องแทรกขึ้นมาระหว่างพรรคประชาธิปัตย์อีก อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆแต่ประชาธิปัตย์ถือว่า เป็นเรื่องใหญ่และกระทบกระเทือนพอสมควร นั่นก็คือการที่พลเอกประยุทธ์ ซึ่งมีนโยบายในการที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบดูแลการขับเคลื่อนไทยในระดับพื้นที่จังหวัดต่างๆ และก็ได้ตั้งรัฐมนตรีแต่ละคน ไปดูแลจังหวัดต่างๆ คำสั่งแรกๆที่ออกมาก็มีการประนีประนอมในการจัดตั้งรัฐบาล นั่นก็คือ พรรคไหนดูแลจังหวัดไหน มีส.ส.จังหวัดไหนเยอะ ก็ให้พรรคนั้นดูแลพื้นที่ไป ภูมิใจไทยก็ดูแลพื้นที่บุรีรัมย์ พลังประชารัฐจังหวัดไหนที่ได้รับเลือกตั้งส.ส.เยอะๆ ก็ดูแล ประชาธิปัตย์ก็เช่นเดียวกันหลักก็คือดูแลภาคใต้ จังหวัดหลักในภาคใต้คือจังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลา ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์ดูแลอยู่

สองพรรคนี้ส.ส. เกือบ 20 ปรากฎว่า วันดีคืนดี นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนคำสั่งให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ซึ่งในขณะนี้ว่ากันว่า กำลังยิ่งใหญ่อย่างยิ่งในพรรคพลังประชารัฐ ไปคุม 2 จังหวัดนี้ แถมภูเก็ต อีกหนึ่งจังหวัด และรวมทั้งจังหวัดอื่นๆ เช่น นายจุติ ไกรฤกษ์ ก็ได้ดูแลจังหวัดพิษณุโลกอย่างนี้เป็นต้น ตอนนี้จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาโวยวาย มีข่าวล่าสุดว่า นายกฯจะปรับให้ให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาดูอีกที แต่คำถามในใจในพรรคประชาธิปัตย์ มีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะมีข่าวลือว่า พรรคพลังประชารัฐ เสนอไปนายกรัฐมนตรีก็เซ็นออกมา แต่พรรคพลังประชารัฐไม่ใช่พรรคเดียวที่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ก็มีความสำคัญ ด้วยเหตุดังกล่าว ธนาธร ทักษิณ สามกีบ และบรรดาฝ่ายค้านทั้งหลาย ก็เห็นว่านี่เป็นโอกาส ธนาธร จึงเสนอว่า ยังไงก็ตามแต่ ประยุทธ์ต้องลาออก อย่ายุบสภานะ อยากจะบอกกับธนาธร ทักษิณและสามกีบ ว่า รู้จักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น้อยไป อย่าฝัน ถ้าประคองรัฐบาลไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยุบสภาอย่างแน่อน บทเรียนของพลเอกเปรม เห็นได้ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้อยู่พรรคไหน อำนาจการต่อรองกับส.ส. คือยุบสภาและถามว่าพรรคประชาธิปัตย์อยากให้ยุบมั้ย ไม่อยากให้ยุบ และพรรคภูมิใจไทยอยากให้ยุบมั๊ย ก็ไม่อยากจะยุบและในที่สุดพรรคร่วมรัฐบาลก็จะรอมชอมกันได้ พลเอกประยุทธ์ก็อยู่ต่อไป แต่ถ้าจะไปก็ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ รับรองได้ว่า ฝ่ายค้าน ก้าวไกล เพื่อไทย เจ๊งไม่เป็นท่าแน่นอน แน่จริงอย่าไปพูดเรื่องลาออก ท้าบีบบังคับให้ยุบสภาสิ!