เผยจุดจบแกนนำสามกีบ อ้างอดอาหารประท้วง แต่แท้จริงเป็นยุทธวิธีปลุกความรุนแรง! เตือนรัฐอย่าประมาท!

0

เผยจุดจบแกนนำสามกีบ อ้างอดอาหารประท้วง แต่แท้จริงเป็นยุทธวิธีปลุกความรุนแรง! เตือนรัฐอย่าประมาท!

ต้องฝากคำเตือนไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงว่า แม้สถานการณ์ของม็อบสามกีบในวันนี้ จะระดมคนมาชุมนุมใหญ่ไม่ได้ แต่ละครั้งแต่ละคราวก็มีตั้งแต่ 3 คน – 200 คน แต่รัฐบาลประมาทไม่ได้เหตุผลที่ต้องเตือนว่าประมาทไม่ได้และจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ในการที่จะตั้งรับกับสถานการณ์ทางการเมืองในเรื่องนี้ เพราะข้อเท็จจริงแล้วการเคลื่อนไหวของม็อบสามกีบ ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวที่มีความทุกข์ยากหรือความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่รองรับ ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อต้องการปลดแอกประเทศไทยออกจากการกดขี่ของต่างชาติ ไม่ได้ต้องการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมจากการเอารัดเอาเปรียบของทุนใหญ่ ม็อบสามกีบต่อสู้ในประเด็นเดียว คือประเด็นที่ต้องการโจมตีพระมหากษัตริย์ ภายใต้ข้ออ้างที่เรียกว่าการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ซึ่งพิจารณาเห็นได้ว่า ในยุทธศาสตร์และยุทธวิธีการเคลื่อนไหวของม็อบสามกีบที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เดินไปในเส้นทางปฏิรูป เพียงแต่เอาข้อมูลที่ถูกบิดเบือนมาขยาย ใส่ไข่ตีความและกระจายไปยังเยาวชน ความจริงที่ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ม็อบสามกีบไม่สามารถระดมคนขึ้นได้ แต่ที่น่ากลัว เพราะการทำงานในเชิงลึก เชิงรับ การขยายข้อมูลการจัดตั้งผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ยังทำอย่างเต็มที่และยังมีคนเชื่อ บวกกับสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้มีการประกันตัวแกนนำม็อบสามกีบ ก็ถูกหยิบยกมาใช้ในการเคลื่อนไหว การอดอาหารของเพนกวินหรือรุ้ง ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม จนถึงวันนี้ เดือนนิดๆ มันไม่ได้เป็นการอดอาหาร เพื่อที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม แต่มันเป็นเพียงยุทธวิธีการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะยกระดับการเคลื่อนไหวให้เกิดการเชื่อมโยงขึ้น มันเหมือนกับม็อบที่เวลามีความพยายามจะให้คนตายเพื่อหวังจะให้เกิดการลุกฮือ และการกระทำของแกนนำม็ฮบสามกีบที่อดอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเพนกวินหรือรุ้ง ประสบความสำเร็จ เพราะจะมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ศึกษา เข้าใจสถานการณ์ จิตใจดี รู้สึกว่า เด็กต่อสู้ถูกกระทำย่ำยี ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงมันเป็นอีกทางหนึ่ง

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

แต่การเคลื่อนไหวในประเด็นเหล่านี้ ค่อยๆหล่อหลอมให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้น ซึ่งในการต่อสู้ก็ต้องจับตาดูว่าจะทำให้เกิดความสุกงอมของสถานการณ์ได้หรือไม่ ย้ำว่า การอดอาหารเป็นเพียงยุทธวิธีและคนอดก็ต้องการซื้อระยะเวลา ไม่ได้จะอาจริงเอาจัง ให้เป็นให้ตาย เพราะไปดูรายการอาหารที่สั่ง ไม่ว่าจะนมน้ำเกลือหรืออะไรต่างๆ จริงๆมันก็คืออาหาร เพียงแต่มันไม่ได้เป็นข้าวปลาอาหารที่กินแล้วต้องไปย่อยได้มาเป็นธาตุอาหาร เหมือนกับสิ่งที่ใส่เข้าไปตรงๆ นี่เป็นยุทธวิธีในการเคลื่อนไหว เพื่อที่จะค่อยๆบีบรัดสถานการณ์

สิ่งที่ปรากฎชัด ที่ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ไปเยี่ยมแล้วก็ออกมาโพสต์ข้อความ ดูบีบคั้นอารมณ์ ทำให้เพนกวิน ไผ่ ดาวดิน กลายมาเป็นวีรบุรุษ แน่นอนว่าเด็กพวกนี้ก็ต้องเป็นวีรบุรุษ สำหรับคนที่เชียร์อยู่ แต่อีกด้านหนึ่งมันเป็นยุทธวิธีการเคลื่อนไหวการต่อสู้ในทางการเมืองที่ผ่านมา มีคนตายมาเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น กรณีของเพนกวิน รุ้ง ไม่มีใครอยากให้ตายหรอก แต่ความหมายของการที่จะมาพูดว่าสิ่งที่ตัวเองทำเพื่อต่อต้านความอยุติธรรม ที่ไม่ได้รับการประกัน มันไม่น่าจะถูกต้อง ศิริกาญจน์ ทนายความของศูนย์สิทธิมนุษยชน หรือทนายจูน ได้โพสต์ข้อความนี้ เรียกว่าพยายามที่จะสร้างความกินใจให้กับประชาชนให้กับผู้ที่สนับสนุนหรือผู้ที่เริ่มเห็นคล้อยตาม บอกว่า เพนกวินบอกว่า ฝากบอกทุกคนด้วยว่ายัง good spirit. สุขภาพกายไม่ค่อยดี แต่สุขภาพใจเต็มที่ครับ จูนก็บอกว่า รออ่านข้อความจากมิตรสหายข่าวและจดหมายอาจารย์ชาญวิทย์ ข่าวพระพยอมขอบิณฑบาตชีวิตรุ้งและเพนกวิน ซึ่งกวินรับทราบทุกข้อความด้วยความห่วงใย เพนกวิน ถามว่า มีนักวิชาการออกมาพูดเรื่องการอดอาหารประท้วงบ้างไหม เราบอกว่า เห็นมีบทสัมภาษณ์อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เพนกวินอยากให้มีเพิ่มอีก คือการกระตุ้นมโนสำนึกของสังคมต่อความอยุติธรรม เพนกวินบอกว่า ขอให้ทุกคนทั่วโลกช่วยเป็นสักขีพยานของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในไทย ไม่ใช่แค่ที่เกิดกับผม แต่กับคนไทยทั้งประเทศ

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้น มันมีคำพูดที่ชัดเจนว่า นี่คือการเคลื่อนไหวทางยุทธวิธี คำพูดที่ว่ากคือ มีใครคิดแคมเปญดันเรื่องเพนกวิน รุ้ง อดอาหารประท้วงให้ไปถึงเวทีโลกหรือยังนะ นี่คือข้อความที่ทนายจูน ทนายของเพนกวินรุ้งและเครือข่ายแกนนำม็อบสามกีบ ออกมานำเสนอ เนื้อหามันชัดเจนว่า การอดอาหารเป็นยุทธวิธีในการเคลื่อนไหว ในการทำสงคราม กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำสงครามทางการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้การชี้นำของธนาธรและปิยบุตร นี่เป็นความจริง และความจริงนี้ฝ่ายที่ชื่นชม ธนาธร ปิยบุตร ชื่นชมสามกีบก็มีสิทธิ์จะชื่นชม แต่อีกฝั่งหนึ่งที่เห็นว่า การกระทำเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ท่านก็อยู่ของท่าน ปัญหาของชาติมีเรื่องอื่นๆมากมาย สถาบันพระมหากษัตริย์มีแต่พระเมตตาที่จะช่วยเหลือคนไทย ดังนั้น กลุ่มคนอีกฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องต่อต้านม็อบสามกีบและปิยบุตร ธนาธร มาถึงวันนี้ จุดจบของม็อบมีอยู่ 3 ทาง คือ เพนกวินก็ต้องอดอาหารไปจนตาย รุ้งอดอาหารไปจนตาย ถ้าอดจริง ถ้าต้องการจะตายจริง แต่ถ้าทั้งสองคนนี้ อดอาหารโดยข้ออ้างที่ว่าสถาบันศาลยุติธรรมจึงไม่ให้ประกัน ผู้ต้องหาคนอื่นที่ไม่รับการประกันตัว ภายใต้เงื่อนไขที่กระทำความผิดซ้ำซาก เหมือนกับเพนกวินและรุ้งก็ต้องรับการประกันตัวด้วย

แล้วกระบวนการยุติธรรมจะเป็นอย่างไร ซึ่งอยู่ในมุมมองนี้แล้ว มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ทางเลือกที่ 2 ไม่ตายแต่ต้องติดคุกหัวโต เพราะเพนกวินมีความผิดที่กระทำซ้ำ โดยไม่เข็ดหลาบและศาลไม่ให้ประกันถึง 15 คดี รุ้ง 8 คดี ไมค์ ภาณุพงศ์ 6 คดี มันเยอะและมันชัดเจนว่าไม่เข็ดหลาบ ศาลเจรจาพูดให้ยินยอมก็ไม่ยอม ในฐานะนักสู้มันดูน่าภาคภูมิใจ หมอลำแบงค์ เมื่อยอม ศาลก็ให้ประกันตัวไป ก็เห็นชัดว่า เมื่อยอมตามหลักเกณฑ์ของศาล ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ปกติในกระบวนการยุติธรรมของที่ไหน ประเทศไหนก็เป็นแบบนี้ นั่นคือทางเลือกแรก ไม่อดอาหารไปจนตาย ก็ต้องติดคุกไปจนตาย ทางเลือกที่ 3 ก็คือ ได้รับการประกันตัว เพราะยอมตามเงื่อนไขของศาลแล้วก็หนีออกต่างประเทศ เหมือนกับที่ทัตเทพหรือฟอร์ด ได้หนีไปเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา หรือได้รับการประกันตัวหรือไม่รับการประกันตัวแต่แกนนำข้างนอก สามารถปลุกมวลชนให้ลุกฮือขึ้นมาได้ ซึ่งไม่มีทางที่จะไม่มีม็อบอีกฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้น อย่าไปคิดคาดหวังแบบอาหรับสปริง นี่ประเทศไทยและเป้าที่คุณกำลังมุ่งโจมตีอยู่คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ มันจะมีประชาชนอีกฝั่งอีกฝ่ายนึงออกมาต่อสู้ ต่อต้านแน่นอน และสิ่งที่เราจะได้เห็น ก็คือ สงครามกลางเมือง สิ่งที่เราได้เห็นคือการหลั่งเลือดของคนไทยด้วยกันเอง และสุดท้ายจะเป็นยังไงก็ต้องจบด้วยการรัฐประหารของทหาร

ที่ไม่ใช่คำข่มขู่แต่ไม่ต้องจบแบบนั้น ทันทีที่มีการนองเลือดและโดยข้อเท็จจริงก็คือ ฝ่ายที่จงรักภักดีมีมากกว่าม็อบสามกีบ เพราะการที่วาดฝันแล้วก็คิดไปว่า สะสมกำลังไป สะสมปริมาณไป เดี๋ยวคนจะลุกฮือขึ้น วันหนึ่งก็จะสำเร็จมันเป็นความเพ้อฝัน จุดจบที่สุดมันจะเป็นได้คือ สงครามกลางเมือง ถึงเตือนรัฐบาลว่าจะต้องใส่ใจเรื่องนี้เพราะยังไงม็อบสามกีบไม่ชนะอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องใส่ใจก็คือ เรื่องของสงครามการเมือง เรื่องของความรุนแรง เพราะฉะนั้น สิ่งที่รักฐจะต้องทำอย่างเต็มที่ คือ ต้องเอาข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงมาบดขยี้แกนนำสามกีบ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้เห็นว่า ข้อเท็จจริงความจริงมันคืออะไร วันนี้รัฐ ฝ่ายความมั่นคง มีแต่ตั้งรับในทางยุทธศาสตร์ ไม่รู้จะกลัวอะไร ยิ่งมาถึงตอนนี้ สถานการณ์ covid มันไม่ใช่เหมือนเมื่อปีที่แล้ว ที่รัฐบาลแก้ปัญหาได้แล้วภาพลักษณ์ดูฉลุย ตอนนี้มีจุดอ่อนเยอะแยะและไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะบีบรัดขึ้นอีกเท่าไหร่ แม้ภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจยังพอไปได้และพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในสถานะที่ค่อนข้างจะดีจากราคาสินค้าเกษตร ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของโลกดีขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ความพึงพอใจของรัฐบาล อยู่ในจุดที่ดีแบบเดิม มันเจอหลายปัญหา รัฐบาลเหมือนกันตั้งหลักไม่ถูกต้อง ต้องจัดการประสานทำงาน ในการแจกแจงข้อมูลตอบโต้รุกรบด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง ให้เห็นว่า สิ่งที่เด็กเหล่านี้ทำเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่เข้าใจ จะได้กลับไปทบทวนกับผู้ที่ต่อสู้ในยุคปี 2557 ซึ่งในขณะนั้น ขบวนการศึกษายิ่งใหญ่กว่าม็อบสามกีบในปัจจุบันเยอะ ไปค้นหาตำรับ ตำรา พลิกตำรับตำรา มาตั้งหลักให้ถูกต้องว่า การต่อสู้ในสถานการณ์ของสงครามทางการเมืองมันเป็นยังไง ย้ำว่าสิ่งที่ม็อบสามกีบกำลังทำคือสงคราบทางการเมืองและมีโอกาสจะเกิดสงครามกลางเมือง