ฟันธง จับ “ธนาธร” เข้าคุก ม็อบฝ่อแน่? ผ่านมาเป็นปี ตัวบงการยังลอยนวลปลุกคนลงถนน!?!

0

ตีงูต้องตีที่หัว!! ฟันธง จับ “ธนาธร” เข้าคุก ม็อบฝ่อแน่? ผ่านมาเป็นปี ตัวบงการยังลอยนวลปลุกคนลงถนน!?!

มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกัน คนละเรื่องกัน แต่ 2 เหตุการณ์นี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์แรก เมื่อวานนี้ มีการพิจารณาคดีในห้อง 704 ศาลอาญา ซึ่งได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำที่อ. 287/2564 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน กับพวกรวม 22 คน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ,มาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ จากการชุมนุม 19 กันยายน ทวงอำนาจคือราษฎร เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน ที่สนามหลวงและที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้เบิกตัวจำเลย ซึ่งถูกคุมขังและไม่รับการประกันมาศาล

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ภาพที่ปรากฏเพนกวินนั่งรถเข็นมาศาล มีสายระโยงระยาง สีหน้าอิดโรย แต่ก็ยังกวนเหมือนเดิม ยังชูสามนิ้วให้สื่อ รวมทั้งญาติที่มาร่วมฟังการพิจารณา แต่ปรากฏว่าทีมทนาย ได้ขอแถลงต่อศาลขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานวันนี้ออกไปก่อน ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้คัดค้าน ประเด็นวันนี้อยู่ที่แกนนำสามกีบได้ขอประกันตัวและภายใต้การขอประกันตัว ได้มีการแถลงว่า ออกมาแล้วจะไม่กล่าวโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์อีก บางคนถึงกับประกาศว่า กลับไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คนแรกคือ ไผ่ ดาวดิน แถลงว่า หากได้รับการปล่อยชั่วคราว จะไม่พูดกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อีก แต่ไผ่ ดาวดิน เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษมาครั้งหนึ่งแล้ว พฤติกรรมที่ทำก็คงจะเห็นชัดว่า สำนึกหรือไม่สำนึก ส่วน หมอลำแบงค์ ได้แถลงว่าหากรับการปล่อยตัวชั่วคราว จะไม่ยุ่งเกี่ยวไปชุมนุมทางการเมืองอีก และจะไม่พูดพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อีกอย่างเด็ดขาด จะไปประกอบอาชีพหมอลำเพียงอย่างเดียว และยินดีจะปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวทุกประการ ศาลได้เห็นว่า คำแถลงนี้ได้แสดงออกถึงข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คือ การเสนอว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมหรือพูดพาดพิงสถาบันอีก ศาลจึงได้บันทึกเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณา ใช้ดุลพินิจว่า จะให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกฟากหนึ่งของศาล

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่บอกว่ามีความสัมพันธ์กันก็คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้เข้าพบตำรวจที่สน.นางเลิ้ง รับทราบข้อหามาตรา 112 ในกรณีที่ไลฟ์Facebook วิจารณ์วัคซีน covid 19 แล้วก็ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่า ไม่ได้กล่าวพาดพิงสถาบันฯ ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ว่าไปตามลำดับขั้นตอน พนักงานสอบสวนจะสอบสวนหาข้อเท็จจริง ส่งอัยการพิจารณา แล้วหลังจากนั้นก็จะนำคดีขึ้นสู่ศาล ถ้ามั่นใจในความบริสุทธิ์ ก็สู้กันไปไม่มีใครแกล้งได้ เพราะ หลักฐานต่างๆมันปรากฏชัด แต่ 2 ประเด็นนี้ มันมีความสัมพันธ์กันตรงที่เด็กและผู้คนทั้งหลายที่มาชุมนุม แกนนำทั้งหลาย ที่ทรนง องอาจ แสดงอาการก้าวร้าว โอหัง ล้วนมีธนาธรเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น

วันนี้เด็กเหล่านั้น คนเหล่านั้น จะสำนึกด้วยความรู้สึกจริงๆหรือเกรงกลัวจึงต้องปรับยุทธวิธี เพื่อออกไปอยู่ข้างนอกก่อน คือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ย้ำว่า คนเหล่านั้นต้องได้รับผลกรรมอันนี้ เพราะธนาธรคือต้นเหตุจะลำดับข้อเท็จจริง ธนาธรและพรรคพวก ปิยบุตร ช่อ ตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้น ก่อนที่จะเปิดฉากทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ธนาธรออกหนังสือเล่มหนึ่ง คือ portrait ธนาธร นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มันคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลาย ทั้งปวงที่เป็นอยู่ในขณะนี้ portrait ธนาธร พิมพ์เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน พ. ศ. 2561 ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อเปิดตัวตนของธนาธรว่าคิดอะไร อย่างไร และ portrait ธนาธร ก็คือประเด็นที่ธนาธรพูดเรื่องที่จะต้องการมีอำนาจให้มากเพียงพอ ที่จะต่อรองกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเอาทหารและศาลออกจากการเมือง ตามความเชื่อของเขาและพรรคพวกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ครอบงำศาลและทหารเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง ชัดเจนว่านี่คือหลักคิดที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และหลักคิดนี้ คือหลักคิดที่แกนนำสามกีบหรือเด็กทั้งหลาย ใช้เป็นหลักในการเคลื่อนไหวโจมตีสถาบันฯ หลังจากนั้น ธนาธรไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณางบประมาณ ก็ไปคัดค้านงบปิดทองหลังพระ ไปพูดถึงการโอนย้ายกองบัญชาการถวายความปลอดภัยพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่จากหลักคิดนี้ ธนาธรเป็นคนนำการปฏิบัติเป็นคนจุดม็อบ

ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณากรณีที่ ธนาธรเงินกู้ต่อพรรคอนาคตใหม่ เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ตามมาตรา 66 พรรคการเมือง ไม่ใช่บริษัทที่ให้กู้กันได้ เพราะไม่อย่างนั้นใครก็ไปให้เงินกู้พรรคการเมือง ก็มีอำนาจเหนือพรรคการเมือง มีความเกรงใจ พรรคการเมืองจะเป็นรัฐบาล บริหารกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง งบประมาณมหาศาลไปเสนอโครงการใดโครงการหนึ่งเขาก็สบายเพราะแน่นอน ถ้าเกิดการให้กู้ต้องเกรงใจ เป็นสามัญสำนึกของประชาชนทั่วไป ดังนั้น ความหมายคือ พรรคการเมืองไม่ใช่บริษัท ธนาธรให้กู้ไม่ได้ ไม่มีความชอบธรรม ธนาธรกลัวพรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบ จึงปลุกเด็กขึ้นวันที่ 14 ธันวาคม ถ้อยคำและคำพูดของธนาธร ตอนที่ไปเปิดแฟลชม็อบครั้งแรก ท้าทาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ท้าทาย รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ หลังจากที่ไปอภิปรายที่มหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และประกาศว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญเลือดด้วย ท่าทางอังองอาจปลุกระดมที่สกายวอล์ค ธนาธรยืนบนเก้าอี้พูดว่า ถ้าไม่ลงถนน ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เพราะมีคนเยอะเกินไป เดือนหน้าได้ลงถนนแน่ๆไม่ต้องรีบร้อน ซ้อมวิ่งได้เลย เป็นคำกล่าวของธนาธร ชักชวนคนออกมาลงถนน ซึ่งหลังจากที่ธนาธรพูดจบ ก็มีเสียงตะโกนตอบรับ ลงเลย ลงเลย ลงเลย

นอกจากนั้น ธนาธรประกาศว่า บอกคุณประยุทธ์ อย่าเพิ่งกลัว แค่ชิมลางของจริงเดือนหน้า ประกาศจะลงถนนและบอกว่านี่ชิมลาง และของจริงเดือนหน้า พลเอกประยุทธ์ได้เจอแน่ๆ หลังจากนั้น ธนาธร ก็ประกาศต่อไปอีกว่า ประชาชนมารวมตัวกัน เพื่อประกาศศักดาไม่ถอยไม่ทน จะสู้กับการสืบทอดอำนาจ วันนี้ ไม่ใช่มาเพื่อปกป้องพรรคอนาคตใหม่ แต่มาเพื่อปกป้องอนาคตของคนไทยทุกคน ต่อสู้กับความกลัว ด้วยความหวัง ต่อสู้กับอดีตด้วยอนาคต อย่ายอมแพ้ ก้าวไปด้วยกัน ประชาธิปไตยจงเจริญและเผด็จการจงออกไป เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง นี่คือคำประกาศของธนาธร ชัดไหมว่า ธนาธรเป็นคนจุดม็อบ ปลุกม็อบเพื่อปกป้องพรรคอนาคตใหม่ ชัดเจนว่า คือการไปชวนมาเพื่อปกป้อง เพราะสุดท้ายที่เขาพูดว่า เมื่อเสียงที่เราเลือกตั้งสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียง

พวกม็อบสามกีบแบ่งเป็น 2 พวกคือ พวกกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่มราษฎร เพนกวิน พวกรุ้ง พวกนี้คือ พวกราษฎร พวกทัตเทพพวกมายด์ พวกนี้คือเยาวชนแปลก คนละพวกกัน แต่สายธารต้นทางในการเคลื่อนไหวมาจากทางเดียวกัน การเปิดประเด็นในการเคลื่อนไหวครั้งแรกในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อานนท์แต่งตัวเป็น Harry Potter วันนั้นคือการเปิดโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก เปิดตัวโดยเยาวชนปลดแอก พวกราษฎรทนไม่ไหวกลัวจะเสียบทบาท แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นั่นคือ ชื่อแรกก่อนที่จะเป็นราษฎร ก็จัดชุมนุมต่อเนื่องในวันที่ 10 สิงหาคม ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต และวันนั้น เป็นที่โจษขานกันทั่วประเทศ 10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งรุ้งมายอมรับทีหลังว่า ได้รับข้อเขียน ข้อเสนอดังกล่าว มาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนขึ้นประกาศ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็บอกว่านั่นคือ ข้อเสนอของตัวเอง หลังจากที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมหรือกลุ่มราษฎร เปิดตัวไป กลุ่มปลดแอกไม่ยอมน้อยหน้า จัดชุมนุมในวันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งวันนั้นจะเห็นถึงความแตกแยกของทั้งสองทีม

เพราะวันนั้น เยาวชนปลดแอกไม่ให้พวกราษฎร ขึ้นเวที แต่หลังจากนั้น พวกเยาวชนปลดแอก ก็ถูกลดทอนบทบาทไป เพราะกลุ่มราษฎร บ้าคลั่ง เดินหน้าโจมตีสถาบัน สะใจกับผู้บงการ 14 ตุลาคมล้อมขบวนเสด็จ ชุมนุมหลังจากนั้นก็ชุมนุมต่อเนื่อง จนต้องใช้คำว่า for เมื่อมาชุมนุมที่รัฐสภาเมื่อ 17 พฤศจิกายน มวลชนเริ่มหดหาย เพราะพวกนี้ใช้ความรุนแรง โดย โตโต้กลุ่ม Wevo นับแต่นั้น มวลชนก็หายไป พวกนี้ก็ออกมาปะทะที่ SCB ธนาคารไทยพาณิชย์ มีระเบิดและหลังจากนั้นก็เริ่มตีเรื่อยๆ จนผู้คนเบื่อหน่าย กลุ่มเยาวชนปลดแอก ก็เปิดตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง รีเดม มีสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ ประกาศตัวเป็นซ้ายคอมมิวนิสต์ เพราะพวกปลดแอก อิงสหรัฐอเมริกา ชอบคอมมิวนิสต์ นี่คือความมั่วของเด็กกลุ่มนี้ ที่ไม่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งและจริงจัง เป็นเครื่องมือของนักการเมืองชั่วๆ พวกที่โดนคดี วันนี้จะรู้สึกผิดจริง รู้สึกสำนึกหรือเป็นเพียงแค่ยุทธวิธีที่ประกาศว่า จะไม่โจมตีสถาบันอีกแล้ว ออกไปจะประกอบอาชีพด้วยความสงบเรียบร้อยแล้ว ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว จะจริงหรือไม่ แต่ไม่เชื่อ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กๆและกลุ่มคนเหล่านี้คือ ความโกรธแค้น ไม่ได้มองตัวเองว่า ตัวเองเป็นก้าวร้าวโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน ตัวเองถูกครอบ ถูกชักใย และเป็นคนชักใย

วันนี้ต้องขอตำหนิเจ้าหน้าที่และผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ตีงูต้องตีที่หัว ก็คือต้องจัดการกับธนาธรทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ในสิ่งที่เขากระทำความผิด แต่รัฐและผู้มีหน้าที่ละเลย ไม่ใช่เรื่องคดีมาตรา 112 เรื่องนี้จะต้องว่ากันอีกนาน แต่คดีที่ธนาธรผิดจริงๆก็คือ คดีที่ทำให้ธนาธร ถูกยุบพรรคอนาคตใหม่ นั่นก็คือ ธนาธรทำผิดตามมาตรา 66 คือเอาเงินไปพรรคอนาคตใหม่กู้ กฎหมายระบุไว้ว่าผิดชัดเจน การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแจกแจงอย่างชัดเจนว่า ผิด ถ้าไม่ผิดยุบพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ พรรคอนาคตใหม่ในฐานะนิติบุคคลที่รับเงิน โดนยุบไปแล้ว คนให้ก็ผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมืองมาตรา 124 ระบุไว้ชัดว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดในที่นี้ ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 ก็คือนายธนาธรนั่นเอง มาตรา 66 เขียนว่า ผู้ใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดใ ห้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้ ตอนต่อสู้บอกว่า ผมไม่ได้บริจาค ผมให้ยืม อนาคตใหม่เป็นนิติบุคคล กฎหมายแพ่งทั่วไปก็ทำได้ คนแบบนี้จะมาบริหารประเทศ จะมาชี้นำคนต่างประเทศต้องเปลี่ยนแปลง แค่เรื่องแค่นี้ยังไม่เข้าใจว่า นิติบุคคล ที่เป็นพรรคการเมือง มันมีลักษณะเฉพาะ มันมีอำนาจรัฐได้ มันเอื้อประโยชน์กับคนได้ ไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจก็ตามแต่ แต่คงไม่เข้าใจจริง เพราะท่าทางที่ทำหน้า ท่าทางเหมือนฉลาด จริงๆโง่ ดังนั้น วันนี้ ถามกกต. ถามอัยการ ถามผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องคดีนี้ผ่านมาเป็นปีแล้ว หลักฐานปรากฏชัด คุณทำอะไรกันอยู่ ธนาธรติดคุกเมื่อไหร่ ม็อบฝ่อทันที

ประเด็นสำคัญ ก็คือ สายธารของเงิน บริจาคได้มาไม่มีทางในการที่จะสร้างม็อบมาได้ระยะยาวถึงขนาดนี้ แต่เหตุผลในการเคลื่อนไหวของมวลชน มันมีปัจจัยที่ละเอียดอ่อน เพราะการเคลื่อนไหวของพวกนี้ ไม่ได้อยู่บนอุดมการณ์ที่ตัวเองรู้สึก แรงบีบอย่างชัดเจนเป็นเพียงการรับข้อมูลแล้ว รู้สึกเกลียดชัง รู้สึกโกรธ แค้ขึ้นมาซึ่งไม่ได้เป็นการกดขี่จริง จัดการธนาธร รับรองจบเรื่อง