อย่าขี้ขลาดเป็นทอน-บุด!! ท้าพิธาลาออก สส. มานำม็อบเอง ถ้าอยากสู้แก้ม.112 อย่าเก่งแต่ปากนั่งห้องแอร์

0

รายการสนธิญาณ ชัด ครบ จบ จริง รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้เสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการเสนอแก้ที่รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าจะไม่มีทางผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพราะเสียงของส.ส.ในสภาในขณะนี้มีอยู่ 487, 486 คน ขึ้น ๆ ลง ๆ หรืออาจจะ 485, 484 ในขณะนี้ เพราะมีส.ส.ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง

ในจำนวนนี้หน่อยครับเป็นส.ส. รัฐบาลถึง 277 ในขณะนั้น ตอนนี้อาจจะเหลือ 274 275 ในขณะที่เป็นส.ส. พรรคฝ่ายค้านเพียง 210 คน และใน 210 คนนั้น ตอนที่พรรคก้าวไกลยื่นเสนอ 9 คนของพรรคก้าวไกลก็ไม่ยอมเซ็นด้วย ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ต้องจับตาดูว่า ถ้าถึงเวลาจริงจะโหวตหรือไม่โหวต แต่ด้วยเสียงที่ไม่เพียงพออยู่แล้วในการที่จะชนะในการนำเสนอ แต่พรรคก้าวไกลก็ยังผลักดัน เหตุผลเพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะว่าในขณะนั้น รัฐบาลได้ดำเนินคดีกับแกนนำม็อบ 3 กีบ ในความผิดตามมาตรา 112 อย่างต่อเนื่อง

ทำไมที่จะต้องดำเนินคดีกับแกนนำม็อบ 3 กีบ ก็เพราะก่อนหน้านี้พลเอกประยุทธ์ได้ออกมาพูดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาไม่อยากจะดำเนินคดีผู้ที่กระทำความผิดตามมาตรา 112 เท่านั้นเลยครับ พวกนี้แทนที่จะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กับถือเป็นช่องว่างเร่งโจมตีสถาบันบิดเบือนข้อมูลที่เลวร้ายอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ ออกมาประกาศ เพราะจะพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ว่าจะวิธีไหนอย่างไร แกนนำม็อบ 3 กีบ และผู้ที่บงการอยู่ข้างหลังไม่ลดราวาศอกอย่างแน่นอน จึงประกาศว่ารัฐจะดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายทุกมาตรา ไม่มียกเว้น

ความจริงก็ต้องเป็นแบบนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ไม่ทำ ก็จะต้องมีความผิดกฎหมายอาญาตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นับตั้งแต่วันนั้น ก็โดนเข้าไปคนละ 5 คดี 10 คดี 20 คดี ทำไมคดีเยอะ ก็บอกแล้วว่ามันไม่สำนึก เมื่อไม่สำนึกก็โจมตีบิดเบือนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ไม่เกรงกลัว ว่าสังคมจะต้องอยู่กันด้วยการเรียนรู้ความเข้าใจ และที่สำคัญต้องด้วยความจริง

พรรคก้าวไกลรวมทั้งผู้ที่บงการ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกลด้วยหรือไม่ ทนไม่ได้จึงต้องนำเสนอในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อแสดงให้เห็นว่า ยังยืนอยู่ท่านแกนนำ และเอาชัด ๆ ก่อนหน้าที่พรรคก้าวไกลจะนำเสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 หนึ่งเดือน

ในวันที่ 14 มกราคม 2564 ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เลขาธิการกลุ่มก้าวหน้า ก็ได้เปิดประเด็นขึ้นมาก่อนว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากที่ไม่ได้พูดเรื่องนี้มา 10 ปี ทำไมต้องมาพูดตอนนี้ ก็ดังที่ผมเรียนว่า ยุเด็ก ดันเด็ก จนเด็กไปกระทำความผิดเข้ากรอบของกฎหมาย ในขณะที่ตัวเองนั่งตีขิมอยู่ข้างหลัง ผลักดันให้เด็กออกไปข้างหน้า ทำไมผมถึงบอกว่าหลังจากที่ไม่ได้พูดมาสิเกือบปี ก็เพราะว่า เมื่อ 10 ปีก่อน

ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคณะนิติราษฎร์ วันนี้จะกระจัดกระจายหายไปไหนในชื่อนิติราษฎร์ก็ไม่รู้ แน่นอนเป็นกลุ่มอาจารย์กลุ่มเดียวที่ออกมาสนับสนุนให้เด็กกระทำความผิดตามมาตรา 112 แต่ขี้ขลาดไม่ออกมาเอง กลัวสถานะความเป็นอาจารย์ของตัวเอง เป็นข้าราชการหรือเป็นลูกจ้างมหาลัย ที่มีเงินเดือนกินอยู่ ลูกหลานออกไปสู้เลยลูกศิษย์ออกไปเลย ตัวเองก็หดหัวอยู่ในกระดอง

เมื่อ 10 ปีก่อน ทำไมถึงวันที่ 18 กันยายน 2554 เพราะ ๆ เขาพยายามที่จะรำลึกถึงการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้โอกาสจะฉวยโอกาส ทำไมการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และถึงมาพูดในวาระครบรอบ 5 ปี ในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้มาตรา 112 ก็เพราะพวกนี้พยายามจะสร้างเรื่องมาโดยตลอดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร

ความพยายามในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล มันเป็นการตกม้าตาย ตามหลักความจริงก่อนหน้านี้ผมได้เรียนไปแล้วว่า เข้าไปโหวตในสภาก็แพ้ คุณมีสิทธิ์ที่จะเสนอกฎหมาย แต่เมื่อโหวตก็แพ้ แต่ผมเรียนว่าทำไมเขาถึงยังต้องนำเสนอ 1. ชัดเจนครับเพื่อให้เห็นว่ายืนอยู่ข้างเด็กนะ พวกม็อบ 3 กีบ ไม่ทิ้งพวกเอ็งนะ นี่เห็นไหมพยายามจะแก้มาตรา 112 เพื่อช่วยตัวเอง แต่มันสู้เขาไม่ได้ ดังนั้นจงปลุกระดม ลุกขึ้นมา

2. เพราะต้องการไปเปิดประเด็นการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พวกพรรคก้าวไกลจะใช้โอกาสนี้อภิปรายแล้วก็พาดพิงโจมตีไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะข้อเสนอในการแก้ไขมาตรา 112 มันเกี่ยวพันกับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ผมเรียนว่าต้องตกม้าตายก็เพราะเมื่อพรรคการเมืองจะนำเสนอร่างพระราชบัญญัติก็ต้องผ่านกลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ1

สำนักการประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็เหมือนกับหน่วยงานต่าง ๆ ของสภา ที่จะพิจารณาว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างไร เข้าเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่ากลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ 1 ได้ทำหนังสือมายังพรรคก้าวไกลว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อมีการยกเว้นความผิดและการยกโทษต่อความผิดฐานหมิ่นประมาท และดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์นั้น เป็นการขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ซึ่งบัญญัติไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้

ก็ตอบมาแบบนั้น พรรคก้าวไกลไม่จบ ที่ต้องนำมาพูดกันในตอนนี้ เพราะนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์แย้ง แต่การแย้งจึงทำให้เห็นความคิดและธาตุแท้ของพวกนี้ จะแจกแจงให้ฟังคือเขาแย้งสภา ผมก็จะแย้งเขา ให้ท่านผู้ชมไปพิจารณาไตร่ตรองว่าใครพูดจริงกว่ากัน พรรคก้าวไกลได้ทำหนังสือตอบไป ว่าการแก้ไขมาตรา 112 โดยบัญญัติให้มีการยกเว้นความผิด และยกเว้นโทษว่า ผู้ใดติชมแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและประโยชน์สาธารณะผู้นั้นไม่มีความผิด และความผิดฐานในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

2 ประเด็นที่พรรคก้าวไกลแย้งไป และท่านผู้ชมพิจารณาแล้วจะเห็นถึงข้อเท็จจริงว่า สันดานของพวกนี้คิดอะไรอย่างไร ผมทวนประเด็นแรกที่พรรคก้าวไกลเสนอแล้วก็ตอบไป ผู้ใดติชมแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริต แสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐนูญ หรือประโยชน์ของสาธารณะผู้นั้นไม่มีความผิด องค์ประกอบเขาแยกแบบนี้ ผู้ใดแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริตในข้อที่ 1 ข้อ 2 เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3 เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐนูญ 4 เพื่อประโยชน์สาธารณะผู้นั้นไม่มีความผิด

ทั้ง 4 ข้อใดไม่มีข้อไหนเลยในการที่จะรักษาหรือปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการเขียนเพื่อย้อนกฎหมายเดิม เพื่อเปิดช่องให้คนกระทำความผิดแสดงความเห็นไปแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำว่าอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เป็นแค่คำขยายของคำว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาใดต่อองค์พระมหากษัตริย์เลย และขยายความอีกเพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐนูญ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิด นั่นก็หมายความว่าจะต้องเป็นไปในทางที่ถ้ารักษาและรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความผิด เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะ

กฎหมายเดิมเขียนเอาไว้เพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ มันบอกว่ามันแก้ แต่นี่ไม่ใช่การแก้ แต่เป็นการยกเลิกกฎหมายเดิม และเขียนจดหมายใหม่เปิดช่องให้ทิ่มแทง ทำร้าย โจมตีด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ข้อมูลที่บิดเบือนได้ เพราะคำว่าสุจริตมันจะคุ้มครองสุจริต และขยายว่าเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย เหมือนที่เวลามันมาพูดกันถึงเรื่องการรัฐประหารนั่นเอง แล้วโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าอยู่เบื้องหลัง

ประเด็นต่อมาที่บอกว่าถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อหาที่ว่านั้นเป็นความผิดนั้นเป็นความจริงพูดเล่นไม่ต้องรับโทษหนัก หนักเข้าไปอีก ไปพิสูจน์ เวลาขึ้นศาลแล้วพวกคุณไปพิสูจน์ องค์พระมหากษัตริย์ต้องลงมาพิสูจน์ ปกป้องพระองค์เองอย่างนั้นเหรอ ประชาธิปไตยแบบไหนเพื่อตอบสนองอารมณ์ เพื่อตอบสนองความอยาก ตอบสนองสันดานตัวเอง กล้าเขียนกฎหมายเสนอมาแบบนี้

ดูต่อครับเพราะเขาบอกว่า ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะนั้น มันเขียนและขยายความว่า มีความมุ่งหมายเพียงเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติให้แก่องค์พระมหากษัตริย์ ส่วนผู้ใดละเมิดมิได้ มิได้หมายถึงการห้ามแสดงความคิดเห็นต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่หมายความว่า พระมหากษัตริย์ไม่อาจถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องได้ เพราะในมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ ไม่ได้ มันก็เอาข้อนี้มาเป็นอ้าง

ว่าเราจะมีปัญหาอะไร ผมก็จะเรียนแบบนี้ การที่คุณคิดว่าคุณมีสิทธิ์จะวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้ข้ออ้าง ที่บอกว่าจะทำโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น แล้วคุณทำแล้วไม่มีความผิดนั่นแหละ ยิ่งกว่าการฟ้องร้องมันยิ่งกว่าการฟ้องร้อง เพราะเมื่อเรื่องนี้คือขึ้นสู่ศาล ก็เอาเรื่องนี้ไปพิสูจน์ในศาล แล้วองค์พระมหากษัตริย์ ท่านลงมาทำการพิสูจน์กับพวกเอ็งได้หรือ

นี่คือสิ่งที่พวกนี้คิด ผมแจกแจงนะภายใต้ความสลับซับซ้อนของข้อกฎหมายให้เห็นชัด ๆ ว่า พวกนี้คิดอย่างไร แล้วที่น่าตบกบาลมากกว่านั้น ไปเอาข้ออ้างว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 มีต้นแบบมาจากกฎหมายลักษณะอาญารศ. 127 มาตรา 98 มาตรานี้ว่าอย่างไรหรือครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านผู้ชมดูนะครับ

กฎหมายลักษณะอาญารศ. 127 มาตรา 98 ได้บัญญัติขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระปิยมหาราชเจ้า ซึ่งอยู่ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจของพระมหากษัตริย์เด็ดขาด พระราชดำรัสเป็นคำตัดสิน พระราชดำรัสเป็นสิ่งที่ชี้เป็นชี้ตายกับทุกคนได้ ทำไมไม่ตั้งคำถามบ้างว่า พระองค์ท่านได้ไปบัญญัติเป็นกฎหมายขึ้นมาทำไม เมื่ออำนาจทั้งสิ้นทั้งปวงอยู่ที่พระองค์ท่าน กฎหมายลักษณะอาญารศ. 127 นี้

ถ้าเปรียบเทียบเป็นพ.ศ.ก็คือปีพ.ศ. 2450 มาถึงวันนี้ก็ร้อยสิบสี่ปี บัญญัติขึ้นเพื่อที่จะให้สังคมไทยได้ชัดเจนต่อสถานะของพระมหากษัตริย์ ในสมัยโบราณ มันเป็นโบราณการที่ประพฤติปฏิบัติกันมาแบบนั้น พวกนี้ก็ไปพูดกัน ไปว่ากันนั่นล่ะ เห็นไหมล่ะระบบกษัตริย์ แต่พระองค์ท่านตราเป็นกฎหมายขึ้นก็เพื่อที่จะให้คนไทยได้ชัดเจน ทำแบบนี้มันจะมีความผิด ทำแบบนี้ถึงมีความผิด การที่บอกว่าทำแบบนี้มีความผิด ก็แสดงว่ามันมีการกระทำอื่น ๆ ต่อพระมหากษัตริย์ที่ไม่เป็นความผิด

แบบเดียวกันกับกฎหมายปัจจุบัน เพียงแต่กฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีความผิด เพราะพวกคุณบิดเบือนกล่าวร้าย ไม่มีเหตุผล งานทางวิชาการเยอะแยะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ และอยู่ในกรอบ ที่เป็นคนวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะเจตนาไม่ดี แต่ก็ตั้งกรอบเอาไว้ให้ตัวเองผิด แต่บางคนก็นำเสนอด้วยหลักการ ใจที่บริสุทธิ์จริงก็มี

เรากลับมาดูหมายลักษณะอาญารศ. 127 หมวดการกระทำความผิดอยู่ในภาค 2 ว่าด้วยลักษณะความผิดส่วนที่ 1 ว่าด้วยความผิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว และพระราชอาณาจักร หมวดที่ 1 ความผิดประทุษร้ายต่อพระบรมราชสกุล ภาษากฎหมายเป็นภาษาโบราณสักหน่อย ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มงกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในเวลารักษาราชการต่างพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ก็ดี ท่านว่าโทษของมันถึงต้องประหารชีวิต

ประหารชีวิตนั่นมาตรา 97 มาตรา 98 ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มงกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่า 7 ปี และปรับไม่เกินกว่า 5,000 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง

เดี๋ยวก็เอาไปอ้างว่า ทุกวัน 3 ปีถึง 15 ปี เมื่อก่อน 7 ปี ผมก็จะแย้งให้ฟัง เวลานั้นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระองค์สามารถที่จะตัดหัวใคร หรือสั่งประหาร พระองค์บัญญัติให้ชัดว่าการกระทำความผิดแบบนี้ ถือเป็นความผิด นั่นแสดงว่ามีการกระทำอีกที่นอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความผิด

จากแต่เดิมพระมหากษัตริย์แตะต้องไม่ได้ทุกรูปแบบ วันนี้ไม่ได้มองในมุมแบบนี้ ลากจูงเอามาเพื่อประโยชน์ในคำอธิบายตัวเอง ผมถึงบอกว่าจะต้องอธิบายออกมาอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นเรามาดูกันว่าพรรคก้าวไกลจะเดินอย่างไรต่อไป มีคำแนะนำครับคุณพิธร ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งพรรคและไปร่วมมือกับคุณปิยบุตรร่วมมือกับคุณธนาธร ทำเช่นเดียวกับที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณถาวร เสนเนียม ชวนพรรคพวกพรรคประชาธิปัตย์ลาออกมาคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสุดซอย แบบนั้นเรียกกล้าหาญ พิธาลาออกมา มานำม็อบ นำมวลชน ปลุกเร้า ออกมานำเอง มีแบบอย่างมาแล้วเนี่ยในการต่อสู้ทางการเมืองของคนที่มีความกล้าหาญทางการเมือง ไม่อย่างนั้นคุณก็เป็นแค่ไอ้ขี้ขลาด เหมือนกับที่ปิยบุตรกับธนาธรเป็น