“ดร.สุวินัย” ชี้ขบวนการล้มเจ้ายกเครื่องใหม่!?! “ตู่”แกนนำ ใช้พฤษภาโมเดล แฉคนบงการต่างแดนชิงมวลชน3กีบ

0

เมื่อ 26 มี.ค. 2564 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ 30 องค์กรประชาธิปไตย จัดระดมความคิดเห็น หัวข้อสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ภายใต้สโลแกน “ไทยไม่ทน” เชิญประชาชนร่วมหาทางออกให้กับชาติบ้านเมือง

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และจะทวีความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดซ้ำรอยเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อีกครั้งหากยังปล่อยให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะศูนย์กลางและเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งของสังคมไทยอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์

จากนั้นตัวแทนญาติวีรชนได้อ่านแถลงการณ์ 5 ข้อ อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้สร้างความปรองดองสมานฉันท์และปฏิรูปประเทศตามที่เคยให้สัญญาประชาคมเมื่อครั้งยึดอำนาจวันที่ 22 พ.ค. 2557 และยังหักหลังกลุ่มมวลชน ทำให้แกนนำกลุ่มมวลชนต่างๆที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์และพวกอ้างความชอบธรรม ยึดอำนาจรัฐประหาร
ขณะเดียวกัน ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อการสืบทอดอำนาจผ่านกลไกกติกาที่ไม่เป็นธรรม เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็เล่นเกมการเมืองคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หักหลังพรรคร่วมรัฐบาล ทำสวนทางนโยบายที่ตนเองเคยแถลงต่อสภาอย่างน่าละอาย

พล.อ.ประยุทธ์ สร้างเครือข่ายอำนาจทั้งภาคราชการ ธุรกิจเอกชน มีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมในการทุจริต คอร์รัปชัน จากโครงการขนาดใหญ่ จนระบาดถึงระดับรากหญ้า ใช้เงินหว่านล้อมซื้อนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านบางส่วนให้สวามิภักดิ์กับตัวเอง แทรกแทรกองค์กรอิสระจนไม่สามารถทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบได้
นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนนักศึกษาพุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่แตะต้องพล.อ.ประยุทธ์ อย่างที่ควรจะเป็น ผิดปกติเข้าข่ายทฤษฎีสมคบคิดของพล.อ.ประยุทธ์ โดยใช้ปฎิบัติการไอโอกระทำการรุนแรงต่อสัญลักษณ์สถาบัน สร้างความเกลียดชังและแตกแยกทั้งสองฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้จะมีประชาชนทั้งสองฝ่ายตกเป็นเหยื่ออีกมาก

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า เหตุการณ์ของประเทศไทยตั้งแต่ยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ร่วม 7 ปีที่ผ่านมา คนไทยอยู่ในสภาพถูกแบ่งแยกแล้วปกครอง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศตั้งแต่ยึดอำนาจจนถึงตอนนี้ไม่สามารถทำได้แต่เพียงเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนไทยในชาติ เรื่องการปฏิรูปประเทศและล่าสุดก็เบี้ยวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ตลอดที่ผ่านมา ตนก็ได้พูดคุยหารือกัน หากเราไม่สามารถจัดการกับพล.อ.ประยุทธ์ได้ภายใต้สถานการณ์นี้ ก็จะไม่มีวันที่จะก้าวไปข้างหน้า เพราะทั้งการออกแบบการสืบทอดอำนาจ การวางแผนเพื่อยื้อเวลาการร่างรัฐธรรมนูญโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่เป็นการร่างตามสั่ง ตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเสมือนการสมคบคิดเป็นขั้นเป็นตอน
วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า สามัคคีประชาชน ดังนั้นปัญหาหลักอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ และปัญหาเรื่องมาตรา 112 นั้นก็อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ เพราะไปแถลงว่าจะไม่ใช้มาตรา 112 พอตอนหลังก็กลับคำพูดใช้มาตรา 112 ดึงสถาบันลงมา

ไม่มีคำอธิบาย

ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญที่พล.อ.ประยุทธ์ ท้าให้ไปแก้ให้ได้นั้น ตนก็สรุปว่าถ้าแก้ให้ได้ต้องไล่พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นถัดจากนี้ไปต้องใช้เวลาไปพูดคุยกับคู่ขัดแย้งในรอบ 15 ปีนี้ พร้อมนัดจัดกิจกรรมหารือกันอีกครั้งในวันที่ 4 เมษา เวลา 4 โมงเย็น ที่สวนสันติพร พฤษภาประชาธรรม
นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า ข้ออ้างการทำรัฐประหารของพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องหนึ่ง คือการขจัดการทุจริตคอรัปชั่น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลับไม่ได้ทำอะไร ได้แต่โกหกประชาชนนับครั้งไม่ถ้วน มีเพียงประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไปหลงเชียร์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพียงแต่ยังไม่มีคนนำออกมาไล่พลเอกประยุทธ์อย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน กล่าวถึงที่ดินรถไฟที่บุรีรัมย์ ถูกนักการเมืองชื่อดังนำไปทำสนามฟุตบอล และคนที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี ดังนั้นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในรัฐบาลนี้มีจำนวนมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา จึงขอสรุปสั้นๆว่า เดือนพฤษภาคมนี้เจอกันแน่นอน
น.ส.ณัฎฐา มหัทธา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง กล่าวว่า ในประเทศไม่ว่าเห็นต่างกันอย่างไรสุดท้ายก็ต้องอยู่ด้วยกัน ดังนั้นจึงขอเสนอให้ใช้คำว่า ต่อสู้ให้น้อยลง และให้ใช้คำว่าหาทางออกแทน ส่วนหัวใจและจุดเริ่มต้นของการหาทางออกเดินหน้ารัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย จะต้องมีการทบทวนใหม่ทั้งหมดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ความลำดับสำคัญ

แต่เมื่อรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ เราก็ไม่สามารถไปโฟกัสที่ ส.ส.ร.ได้ เพราะจะไม่ทันต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า เนื่องจากมีการทำประชามติอย่างน้อย 2 ครั้ง ดังนั้นขอเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราในการเข้าสู่อำนาจ เช่น มาตรา 272 ที่ ส.ว.ยังมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แก้มาตราที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้ง เอาบัตรเลือกตั้ง 2 ใบกลับมา ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต้องใช้เวลาเนื่องจากต้องทำให้การทำประชามติที่เป็นธรรมเกิดขี้นก่อนไปประชามติรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

ตร.ยันไม่มีชายชุดดำคุกคามม็อบเยาวชนปลดแอก

นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย กล่าวว่า ระบบ 3 ป.ทำให้ประเทศติดหล่มรอบด้าน ติดหล่มกับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดก็จะมีการเตรียมส่ง พ.ร.บ.ประชามติให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกแล้ว ดังนั้นคำว่าสามัคคีประชาชนเป็นคำที่ก้าวหน้า และอยากเห็นสภาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือ P-Net กล่าวว่า คนไทยไม่ทนแล้วตอนนี้เรามีหนี้สิน 1 ล้านๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบในอนาคต เมื่อถึงเวลาก็จะมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจาก 7 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อมีการรวมศูนย์อำนาจกันแล้วจะไปสู้ได้อย่างไร อีกทั้งการทุจริตคอรัปชั่นพุ่งขึ้นสูงมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการรวมศูนย์ไม่ได้มีการกระจายอำนาจที่แท้จริงซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างพื้นฐานมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับไหนๆก็ ไม่มีการกระจายอำนาจเพราะโครงสร้างหลักคือการรวมศูนย์

นายกมล กมลตระกูล กรรมการนโยบายสภาของผู้บริโภค กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2560 นั้นเปรียบเสมือนต้นไม้พิษ ทำให้ 3 เสาหลักไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล มีการตัดสินคดีความมีการตั้งข้อกล่าวหาจับกุมคุมขังที่สวนทางกับหลักนิติธรรม ส่วนในด้านนิติบัญญัติที่เป็นผลพวงของรัฐธรรมนูญคือการทะเลาะวิวาทเป็นเสมือนสภาปาหี่ แต่ขณะเดียวกันทำให้ฝ่ายบริหารได้บริหารราชการแผ่นดินตามใจชอบ จนทำให้เกิดหนี้สินจำนวนมาก
ส่วนข้อเสนอนั้นตนขอเสนอให้มีการเลือกตั้งทางตรงทั้งตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรายกระทรวง เพื่อแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่นทั้งบทบาทของหัวคะแนนและค่าต๋ง ส.ส. นอกจากนี้จะต้องมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการทุกจังหวัด รวมถึงทำให้ระบบราชการอ่อนลง ขณะเดียวกันกระจายอำนาจการเก็บภาษีให้จังหวัดของตัวเองได้ โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตเพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นไปได้

แฟลชสปีช : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยงใน'ตัวช่วย'แข็งแกร่ง

นายสุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา 7 ปีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีการหาเสียงในนโยบายที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศทั้งเรื่องเด็กและเยาวชน การประกันสุขภาพ ที่อยู่อาศัย บำนาญผู้สูงอายุหรือแม้กระทั่งเรื่องสิทธิทางสังคมเหล่านี้เป็นนโยบายที่หาเสียงก่อนการเลือกตั้ง
แต่สิ่งที่ตามมาคือภาคเศรษฐกิจภาคสังคมล้มเหลว ซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นหากแก้ปัญหาที่ตัวผู้นำคนเดียวคือนายกรัฐมนตรีแต่จะแก้ปัญหาได้อย่างไรเพราะการได้มาซึ่งนายกมนตรีมาจากรัฐธรรมนูญ ที่มี ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ยังทำเกิดความขัดแย้งและมีการดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง แทนที่จะสร้างความปรองดอง ดังนั้นหากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ต่อไปเรื่อยๆประเทศนี้จะอยู่อย่างไร

นายนคร มาฉิม อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อเผด็จการร่วมมือกับนายทุนขุนศึก ศักดินาและอำมาตย์ ก็สามารถที่จะปกครองสร้างกฎและกติกา เป็นพิมพ์เขียวของรัฐธรรมนูญหลังจากยึดอำนาจ โดยจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อครองอำนาจให้ยาวนานที่สุด ด้วยการสร้างกฎกติกาที่ยอมรับสร้างความชอบธรรมให้กับคนเหล่านี้
ดังนั้นมีวิธีการเดียว คือเราต้องเดินหน้ารวมกลุ่มสร้างสภาประชาชนและไม่ยอมรับสภาเผด็จการในปัจจุบัน และทำทุกวิถีทางเพื่อโค่นเผด็จการและสร้างกฎกติกาหลังใหม่ที่เป็นของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนเท่านั้นถึงจะได้ประชาธิปไตย

ล่าสุด ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

“เสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯคุรุเทพของผม ได้ออกมาทำนายตั้งแต่ต้นปีนี้ว่า
” เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนปีนี้ การเมืองจะแรง มี’ตัวใหม่’มา สิ่งใดไม่ควรเกิดจะเกิดในเดือนมิถุนายน …”
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เสด็จเตี่ยท่านออกมาเตือนชักจะเริ่มเข้าเค้าขึ้นทุกที
เพราะเราเริ่มเห็น #ร่องรอยการปรับยกเครื่องกันใหม่ของขบวนการล้มเจ้าไทย
โดยเฉพาะ #การแตะมือรับช่วงการนำ แทนกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่ล่มสลาย และ “วงแตก” แล้ว!
เพราะตอนนี้พวกแกนนำและพวกหัวโจกของม็อบเยาวชนปลดแอก(ม็อบสามนิ้ว) ต่างทยอยเข้าคุกในคดีม. 112 กันเป็นแถว ขณะที่แกนนำบางคนได้เผ่นหนีไปต่างประเทศแล้ว
เค้ารางของ “ขบวนการใหม่และแกนนำใหม่” นั้นจะเผยโฉมในเดือนเมษายนนี้ สะสมโมเมนตัม แล้วออกมาปลุกระดมมวลชนฝั่งตนลงถนนในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายนนี้อย่างแน่นอน
โมเดลการเคลื่อนไหวที่พวก “แกนนำใหม่”จะใช้น่าจะเป็น โมเดลพฤษภาทมิฬปี 2535 คือ #หันมามุ่งขับไล่พลเอกประยุทธ์ประเด็นเดียวเท่านั้น
“แกนนำใหม่” ที่เปิดตัวคนแรกคือ ตู่ จตุพร ซึ่งเคยออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่ยุคพฤษภาทมิฬ ปี 2535 และมีบทบาทสูงสุดในฐานะแกนนำนปช.คนเสื้อแดงปี 2552-2553
#จับตาให้ดีเถิด
“คนบงการจากต่างแดน” ขยับหมากแล้วแบบตาอยู่ คือมุ่งช่วงชิงการนำจากผู้อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว … และมุ่ง “ขโมยทัพ(ขโมยมวลชน)”จากขบวนการสามนิ้วอย่างหน้าด้านๆ
เป้าหมายที่แท้จริงของ “คนบงการจากต่างแดน” คือ #ปลุกระดมคนเสื้อแดงให้คืนชีพอีกครั้ง ไว้เป็นฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปในอีกสองปีข้างหน้านั่นเอง โดยหวังว่าพลเอกประยุทธ์คงวางมือแล้วในตอนนั้น
#นี่คือการอ่านหมากล่วงหน้าของผม นะ
แลกเปลี่ยนกันได้
ที่สำคัญประชาชนต้องรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของพวกนักการเมืองเหล่านี้ #อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของคนพวกนี้เป็นอันขาด”

สุวินัย'ออกบทความ'ฮ่องกงโมเดลแบบไทยๆที่เป็นละครตลกร้าย'