สหรัฐฯภัยร้ายของไทย?? แฉพฤติกรรม “ทัศนัย” ม.เชียงใหม่ ยิ่งเห็นชัด “ม็อบสามกีบ” ทาสรับใช้ต่างชาติ!?!

0

จากเหตุการณ์วันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งโด่งดังไปทั้งประเทศนั่นก็คือ ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ศิลปะของมหาลัยเชียงใหม่ที่โด่งดัง ตามพฤติกรรมที่ได้เห็นในคลิปวีดีโอที่แพร่ไปทั่วโซเชียล

นี่แหละผู้ชายที่เป็นอาจารย์และอ้างตัวว่าเป็นศิลปิน ผู้มีศิลปะอันยิ่งใหญ่ ข้อเท็จจริงในวันนั้นรู้กันว่า มีบุคคลภายนอกร่วมกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ้างอิงเอางานแสดงศิลปะของมหาวิทยาลัย ต้องการที่จะไปเคลื่อนไหวทางการเมือง นั่นก็คือ เอาธงชาติที่ไม่มีสีน้ำเงินตรงกลาง ไปแสดงเผยแพร่และพร้อมทั้งมีข้อความข้อเขียนที่อยู่บนผืนธงชาตินั้น ซึ่งโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์และให้ร้ายประเทศไทย

อาจารย์ทัศนีย์ หวานจริง คณบดีได้สั่งเก็บ เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บ จึงเกิดเหตุต่อปากต่อคำกัน และทำให้ทัศนัยกลายเป็นบุคคลที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนก็พยายามที่จะสืบค้นว่า คนนี้เป็นใครกันแน่ ท่าทีท่าทางที่ได้เห็นในคลิป ซึ่งนี่คงไม่ใช่ครั้งแรก สื่อหลายๆสื่อก็ได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ธรรมดา แล้วก็ไม่ธรรมดาจริงๆ เมื่อได้มีการสืบค้นและปรากฏว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 นายทัศนัย ได้ไปพบกับนายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยและนายไมเคิล ฮีธ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ไปพบพร้อมกับนายอภิชาติ พงศ์วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังชื่อดัง น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ระดับทูตสหรัฐฯ พบกับผู้กำกับหนังพบกับอาจารย์สอนศิลปะ หัวข้อที่เข้าไปพบ เขาบอกว่า ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องศิลปะและการเมืองในประเทศไทยสถานทูตสหรัฐ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐ กงสุลใหญ่ อยากรู้เรื่องศิลปะกับการเมืองของไทย จึงพบปะพูดคุยกับพวกนี้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

แน่นอนว่า ด้วยความเคลื่อนไหวที่ผ่านมารู้ว่า ทัศนัยอยู่คนละฝ่ายกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ สหรัฐฯก็ยังเชิญไปพบปะพูดคุยและหลังการพูดคุย น่าสนใจ เมื่อมีความพยายามจะถามว่า ได้คุยรายละเอียดอะไรกันบ้าง ก็บอกว่า เกล็น เดวีส์และไมเคิล ฮีท อยากทำความเข้าใจเรื่องศิลปะการเมือง แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด คนเราไปพบกันปกติธรรมดาจะกลัวอะไรในการที่จะเปิดเผยรายละเอียดออกมา ซึ่งข้อเท็จจริงมันต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เมื่อมาดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของนายทัศนัย ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมามันชัดเจนอยู่แล้วว่า สหรัฐอเมริกามันชอบเข้ามาเสือกเรื่องในประเทศไทย ไม่ใช่เสือกธรรมดา แต่มีวัตถุประสงค์ร้ายที่ต้องการบั่นทอนโครงสร้างของสังคมไทย เพราะไม่ตอบสนองผลประโยชน์ตัวเอง

เพราะก่อนหน้าจะมีเหตุนายทัศนัย ในวันที่ 19 มีนาคม นายอนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์จากธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยแกนนำกลุ่มคณะราษฎร และนางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ แม่ของเพนกวิน และ นางพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของไผ่ ดาวดินก็ไปพบพูดคุยกับ ไมเคิล ฮีท คนที่เคยพบกับทัศนัย ในสมัยยังเป็นกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาที่เชียงใหม่ แต่ตอนนี้เป็นอุปทูตรักษาแทนเอกอัครราชทูต เรื่องการเมืองอันแหลมคมของประเทศไทย เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 สหรัฐฯเข้ามายุ่งเกี่ยวพอโดนถามหนักเข้า ประชาชนคนไทยเข้าไปกดดัน ก็แถลงการณ์ บอกว่าการพบปะเป็นเรื่องปกติ ปกติสถานทูตสหรัฐฯ พบกับคนโน้นคนนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า ทหาร นักธุรกิจ นักการเมือง ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกคบใครคนใด อย่าได้เข้าใจสหรัฐฯผิด เชื่อไหมว่าพบปะกับทุกคน ทุกฝ่าย อย่างไม่เลือกข้าง ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง

มีคนอีกคนเป็นคนสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน แล้วก็เห็นธาตุแท้ เห็นสันดานว่า อเมริกาคิดอะไร นั่นก็คือ ไบรอัน เบอร์เลติก เขาทำตัวเป็นสื่อมวลชนอิสระ เผยแพร่ข่าวสารข้อเท็จจริงในประเทศไทย ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกมุ่งร้ายโจมตีอย่างต่อเนื่อง และเขาก็เปิดโปงว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ล่าสุดเหตุการณ์การชุมนุมของม็อบสามกีบที่ข้างพระบรมมหาราชวัง ไบรอันทำคลิปเผยแพร่ ลำดับความให้เห็นว่า ไอ้คนที่ต้องการก่อความรุนแรงขึ้น ม็อบสามกีบไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มก่อน ความรุนแรงเกิดขึ้นมาจากสองฝ่าย แต่ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ปรากฎว่าวันนี้ Facebook ของไบรอัน โดนปิด โดยทางการสหรัฐฯ เพราะเปิดโปงเรื่องสหรัฐมากเกินไป

ต้องดูข้อมูลนี้ สหรัฐอเมริกามีโครงการอยู่โครงการหนึ่ง ชื่อโครงการ YSEALI ชื่อเต็มของมันก็คือ Young Southeast Asia Leaders Initiative โครงการนี้เปิดตัวเมื่อปีพ.ศ. 2556 ในยุคของประธานาธิบดีโอบาม่า โครงการนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ประเทศบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อที่จะพัฒนาบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อมุ่งจัดการกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในยุคสมัยของตนเอง ชื่อมันดูดีแต่แท้จริงมันคือโครงการในการที่จะปั่นหัวและล้างสมอง โดยเอาคราบของความเป็นประชาธิปไตยมาครอบงำความคิดของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ โครงการนี้จะส่งนักศึกษาไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 5 สัปดาห์ ศึกษา แลกเปลี่ยน พูดคุยกัน เด็กที่ไปก็รู้สึกพิเศษ มีความภาคภูมิใจ และนี่ก็คือช่องทางในการที่ใช้เชื่อมโยง ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวปรากฏตลอดมาว่าระดับแกนนำสามกีบหลายคน ก็ได้ไปพบกับทูตสหรัฐฯ วันนี้ ไมเคิล ฮีท รักษาการตำแหน่งเอกอัครราชทูต บทบาทของคนๆนี้อยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนาน ในขณะทูตแต่ละคนเปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่คริสตี้ เคนนี่ย์ ก็ชัดเจนว่าผู้หญิงคนนี้ไปเยี่ยมหมู่บ้านเสื้อแดง ไปเยี่ยมสื่อเว็บไซต์ประชาไท แสดงออกอย่างชัดเจน ไม่พอใจกฎหมายมาตรา 112 ต่อเนื่องด้วย เกล็น เดวีส์ ซึ่งตามโครงการ YSEALI ก็เดินทางไปที่จังหวัดมหาสารคาม เปิดตัวให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกาสนใจประเทศไทย

ซึ่งการเคลื่อนไหวของสถานทูตสหรัฐฯ จะเชื่อมโยงกับโครงการของ NED ที่ได้มีการเปิดเผยออกมาว่า ได้เอางบประมาณ 70 ล้าน มาสนับสนุนองค์กร NGO 22 องค์กรในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนกิจกรรม จะมาสรุปภาพรวมให้เห็นว่า NED งบประมาณที่ได้รับ ได้รับจากสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา วันนี้เขาเปิดตัวชัดเจนว่า เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังของม็อบสามกีบ เหตุผลที่สหรัฐอเมริกาจงเกลียดจงชังไทยในวันนี้ เพราะสหรัฐอเมริกาคิดว่า ไทยไม่เลือกข้าง ไม่ยอมเป็นลูกน้องของสหรัฐอเมริกา จากกรณีที่สหรัฐอเมริกามาขอใช้ฐานทัพอู่ตะเภา ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้อนุมัติให้กับสหรัฐอเมริกา แต่ในเวลานั้น ผบ.ทบ. ที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คัดค้านผนึกกำลังกับ 3 เหล่าทัพ ไม่เห็นด้วย ไม่ต้องการให้สถานการณ์การเมืองในภูมิภาคนี้ คุกรุ่นขึ้น ไทยต้องการวางตัวเป็นกลาง เพราะการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในทะเลจีนใต้รุนแรงขึ้น หากไทยอนุมัติให้สหรัฐอเมริกาใช้ฐานทัพอู่ตะเภา แน่นอนว่า ความรู้สึกกับมิตรประเทศอย่างจีนก็จะเสียหายไป และทำให้ไทยเข้าข้างสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้น การยืนอยู่ตรงกลางเท่ากับไม่เลือกสหรัฐอเมริกา จึงต้องทำลายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และที่สำคัญ เมื่อคิดว่าพลเอกประยุทธ์ ซึ่งได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดมา พวกนี้ก็สรุปเอาว่า ความแข็งแกร่งของพลเอกประยุทธ์ มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์จึงพุ่งเป้าโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ม็อบสามกีบก็คือเด็กรับใช้ของสหรัฐอเมริกานั่นเอง