ดร.แสงเทียน ชำแหละใครกันแน่ ที่หวังผลทางการเมืองในประเทศไทย หลังสหรัฐสั่งปิดเพจ Brian Berlatic

0

จากกรณีที่ทางสหรัฐอเมริกาสั่งเฟซบุ๊กปิดแฟนเพจของ Brian Berlatic อย่างกะทันหันโดยไร้สาเหตุ เชื่อว่ามีการหวังผลทางการเมืองในประเทศไทย ซึ่งคนไทยหลายคนรู้จักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ

จากการเปิดโปงหลายเรื่องที่เกี่ยวกับ “ความจริง” ที่ประเทศที่ถือว่าตนเองยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้กระทำซึ่งถือเป็นการแทรกแซงประเทศอื่นที่ไม่มีใครยอมรับได้ในการไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง แทรกแซงในเรื่องที่อาจส่งผลดีต่อตนเองโดยไม่ได้สนใจใยดีต่อประเทศที่ได้รับการแทรกแซง

การปิดแฟนเพจของ Brian Berlatic ครั้งนี้จึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก และที่แน่ ๆ ไร้วี่แววขี้ข้าสหรัฐอเมริกาที่มองเห็นแต่ความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือ การด้อยค่าประเทศตัวเองว่าธิปไตยยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แล้วชื่นชมแต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเหล่านี้ควรจะออกมาต่อต้านสหรัฐอเมริกาในการกระทำเยี่ยงนี้ว่า ขี้ขลาดตาขาว ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อมา ซึ่งต้องยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ ที่คนเหล่านี้จะเอาเป็นเอาตายกับประเทศของตนเอง แต่เงียบเป็นเป่าสากในการกระทำของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เมื่อได้พิจารณาเกี่ยวกับ แฟนเพจของ Brian Berlatic จากที่ ท่านนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ในเรื่องนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า ชื่อ Brian Berlatic คือชื่อที่คนไทยรู้จักกันในฐานะอดีตนาวิกโยธินที่เข้ามาอยู่เมืองไทยและรักความเป็นธรรม​ ที่ชื่อ Tony Cartalucci (โทนี่​ คาร์ตาลุซซี่) และได้เขียนเปิดโปงความจริงที่สหรัฐกระทำต่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง (นันทิวัฒน์ สามารถ, 25 มีนาคม 2564)

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงต้องกลัวการติดตามแฟนเพจของ Brian Berlatic เพื่อฟังเกี่ยวกับเรื่องที่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาแทรกแซงประเทศไทย คำตอบง่ายๆ ที่พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก ก็เพราะ  “แฟนเพจของ Brian Berlatic ได้ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่ใช่พระเอกแต่เป็นตัวโกง” ตัวโกงในการเข้าแทรกแซงประเทศไทยโดยการให้การสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน (อพช.) หรือที่เรียกกันว่า NGOs ย่อมาจากคำว่า Non Governmental Organizations แปลตรงตัว คือ องค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ และรู้จักกันในอีกหลากหลายชื่อ อาจเรียกว่า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรสาธารณะประโยชน์  (Thai NGO โดย  ลักษณพร ประกอบดี, มปป เข้าถึงเมื่อ 25 มีนาคม 2564) (ซึ่งมีองค์กรดีๆ อยู่เป็นจำนวนมากแต่การวิเคราะห์ครั้งนี้ได้กล่าวถึงบางองค์กรเท่านั้นอย่าเหมารวมเกี่ยวกับ NGOs) ซึ่งการสนับสนุน NGOs ที่ Tony Cartalucci เคยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบไว้น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการวิเคราะห์ว่าเป็น 2 มาตรฐาน ในการหนุนผู้ต่อต้านในยูเครน แต่เข้าข้างรัฐบาลไทย มาตั้งแต่สมัยของการชุมนุมเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ทั้งๆที่ประชาชนชาวยูเครนออกมาประท้วงการทำงานของรัฐบาลด้วย “ความคับแค้นใจ” จากปัญหาการเหยียดชนชั้น ดื้อรั้น และการปกครองด้วยระบอบนาซีใหม่ของรัฐ ในขณะที่ ผู้ประท้วงชาวไทยที่ต้องการต่อสู้กับระบอบทักษิณถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกก่อการร้าย ที่สร้างความไม่สงบสุขแก่ประเทศ นี่เป็นเรื่องที่ประทับอยู่ในใจของหลายคนกับความแหลมคมในการ “วิเคราะห์เปรียบเทียบวิกฤตการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของผู้ประท้วง 2 ประเทศ ระหว่างประเทศยูเครนในยุโรปตะวันออก และประเทศไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รวมถึงการออกมาแฉเรื่องของกลุ่ม”ขบวนการนิติราษฏร์ ” และ ”ประชาไท” ที่ไดรับการสนันสนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วย และเรื่องอื่นๆ อีกอย่างต่อเนื่องนับเป็นเรื่องที่แหลมคมและน่าสนใจอย่างมาก

เมื่อได้วิเคราะห์เรื่องนี้เพื่อดูความต่อเนื่องเพิ่มเติม ก็ยิ่งพบความต่อเนื่องจากที่ Tony Cartalucci ได้วิเคราะห์เอาไว้ เป็นความต่อเนื่องของการแทรกแซงประเทศไทยจากสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะเมื่อมาเชื่อมโยงกับประเด็นที่มี National Endowment for Democracy หรือ NED องค์กรเอกชนของสหรัฐฯ ที่พยายามประชาสัมพันธ์ว่าเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความเติบโตของประชาธิปไตยทั่วโลก ได้มีการเปิดเผยว่าได้รับการสนับสนุนเงินทุนที่ได้รับการอนุมัติจาก ‘สภาคองเกรส’ ให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร ที่ทำงานเพื่อสร้างเสริมประชาธิปไตย การป้องกันสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเกือบ 100 ล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเฉพาะสนับสนุนเงินทุนให้กับบางองค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่มีคนคนเดียวกันเป็นที่ปรึกษาถึง 6 โครงการ อาทิ เกี่ยวกับประชาธิปไตยในภาคเหนือของไทย, เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า, เกี่ยวกับสิทธิชุมชน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประชาธิปไตยของกลุ่มต่างๆ ทั้งนักศึกษา นักกิจกรรม และระดับอื่นๆ รวมเฉพาะในการสนับสนุนนี้ก็ปาเข้าไปถึงเกือบ 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนเงินทุนให้กับบางองค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรม, จ่ายเป็นเงินทุนโครงการส่งเสริมการเจรจาและส่งเสริมคุณค่าทางประชาธิปไตย ให้กับบางองค์กร, จ่ายเงินเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ให้กับอีกบางองค์กร ในส่วนนี้เกือบ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการสนับสนุนทุนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกระบวนการประชาธิปไตย ให้กับบางองค์กรอีกเกือบแสนดอลลาร์สหรัฐ หลายคนจึงถึงบางอ้อว่าที่ผ่านมาทำไมสามารถจัดการประท้วงหรืออ้างประชาธิปไตยกันเสียจนน่าสงสารคำว่า “ประชาธิปไตย” เสียเหลือเกินแล้ว (ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอาจเลยไปจนถึงคำว่า ศิลปะ แล้วด้วย เพราะเล่นกันซะทุกเรื่องไม่เว้นแม้แต่การเรียนการสอน ให้เป็นกิจกรรมที่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง) ว่าเอาทุนมาจากไหนในการเรียกร้องต่อสู้กันมายาวนานจนน่ารำคาญหัวใจของคนทำงานและคนต้องการความสงบในประเทศนี้เสียเหลือเกิน โดยเฉพาะการรุกหนักตั้งแต่ปี 2560 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

บทสะท้อนสำคัญจากเรื่องนี้ที่มีการ สั่งเฟซบุ๊กปิดแฟนเพจของ Brian Berlatic อย่างกะทันหันโดยไร้สาเหตุ ของสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าแฟนเพจของ Brian Berlatic โดย Tony Cartalucci เป็นช่องทางที่เชื่อว่าเป็นการกระทำที่มีการหวังผลทางการเมืองในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า “ใครกันแน่ระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ โทนี่ คาร์ตาลุซซี่ ที่หวังผลทางการเมืองในประเทศไทย ” เชื่อว่าหลายท่านคงได้คำตอบแน่ชัดแล้ว