พรรคการเมือง-องค์กรสื่อ ป้องม็อบ “ชุมนุมโดยสงบ” แต่ไม่เห็น บุกพังตู้คอนเทนเนอร์ ต้องการปะทะกับตำรวจ!!

0

มีมโนสำนึกบ้างไหม!! พรรคการเมือง-องค์กรสื่อ ป้องม็อบ “ชุมนุมโดยสงบ” แต่ไม่เห็น บุกพังตู้คอนเทนเนอร์ ต้องการปะทะกับตำรวจ!!

มีคำถาม 1 คำถามจะถามพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ถามนักการเมือง ทั้งพวกที่เป็นรัฐบาลครองอำนาจอยู่ในขณะนี้ ทั้งพวกฝ่ายค้าน ทั้งข้าราชการประจำที่มีตำแหน่งใหญ่โต ทางด้านฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง รวมทั้ง ข้าราชการพลเรือนทั่วไป ถามสื่อมวลชน ทั้งองค์กรเล็ก องค์กรใหญ่ ซึ่งวันนี้มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน มีผู้ที่ประกอบอาชีพสื่อมวลชน เป็นพันๆคนว่า การชุมนุมของม็อบสามกีบ เป็นการชุมนุมโดยสงบจริงหรือ ? นี่เป็นคำถามแรก ใช้มโนสำนึกในหัวใจ ใช้วิญญาณแห่งความเป็นคน ช่วยตอบ ตอบในมโนสำนึกของพวกท่านเอง

การชุมนุมที่ถามว่าสงบหรือไม่นั้น เป็นการชุมนุมทางการเมืองที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามปกติ หรือ ต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้ข้ออ้างการปฏิรูป ความหมายของคำว่า ปฏิรูป การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นเหตุเป็นผล จุดอ่อน จุดแข็งที่จะต้องปฏิรูป เพื่อที่จะทำให้การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สอดคล้องกับสังคมไท ยหรือโดยข้อเท็จจริง วันนี้การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันสอดคล้องกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว แต่มีคนจำนวนหนึ่ง กลุ่มหนึ่งเอาเรื่องนี้มาขยายผล บิดเบือนข้อมูล โดยใช้โลกโซเชียลกระจายข่าวสารไป และก็เป็นเครื่องมือของต่างชาติที่ไม่พอใจประเทศไทย ที่ไม่เดินตามก้นมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และEU ยืนอยู่ในความเป็นกลาง ดุลย์ในคู่ความขัดแย้งทั้งฝ่ายสหรัฐอเมริกา EU และจีน รัสเซีย ซึ่งความจริงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไทยสามารถวางตัวอยู่ในจุดนี้ได้ แต่สหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่ยินยอม เพราะพวกสหรัฐอเมริกาและยุโรป ตั้งแต่อดีตกาลยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน พวกนี้แสวงหาล่าอาณานิคมในรูปแบบต่างๆเพื่อนำพากอบโกยผลประโยชน์ไปบำรุงบำเรอประชาชนในประเทศตัวเอง

ในอดีตเคลื่อนเรือปืนออกมายึดอำนาจ ยิงทำลายเข่นฆ่า ปัจจุบันใช้สงครามทางการเงินเคลื่อนตัว ภายใต้คำประกาศว่า โลกนี้จะต้องค้าเสรีและต้องมีระบบเสรีทางการเงิน ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกนั้นซึ่งเป็นเสือหิวและมีกำลังเงินมากกว่า ก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่คุมโลกอยู่และอำนาจเงินที่มากกว่า เข้าบดขยี้และทำลายประเทศเล็กๆ เหมือนประเทศไทยเคยโดนมาแล้ว เมื่อปีพ.ศ 2540 นี่คือความเป็นจริงของสังคมโลกและสังคมไทยที่เกิดขึ้น ดังนั้น คำถามที่ถามผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย แยกลงมาถึงไอ้บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลาย ทั้งเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลตั้งแต่ขึ้นสวาปามอำนาจกับพลเอกประยุทธ์ ห้อยโหนห้อยขาไป สิ่งที่คิดก็คือเรื่องผลประโยชน์และคิดเรื่องการเลือกตั้งในครั้งหน้า เดินเข้าสู่วงจรอุบาทว์ บางพรรคการเมือง เช่น พรรคภูมิใจไทยในสมัยที่ม็อบสามกีบชุมนุมใหม่ๆ ตัวเองเป็นรัฐบาลอยู่ ยังออกมาประกาศว่า อย่าคุกคามนักศึกษา พรรคประชาธิปัตย์ ผลักดันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปากอ้างประชาชน แต่แท้จริงก็เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่า ม็อบสามกีบ เอาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ มาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว เพื่อมุ่งโจมตีและโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ได้หาสนใจไม่ ปากบอกว่า จงรักภักดีพรรคพลังประชารัฐเช่นเดียวกัน ช่วงชิงอำนาจ แตกแยกกัน ภายในพรรคเพื่อผลประโยชน์ ฝ่ายค้านยิ่งหนักหน่วง ยิ่งร้ายไปใหญ่

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

คำถามที่จะต้องตอบก็คือว่า วันนี้รู้อยู่แก่ใจใช่หรือไม่ ม็อบที่เคลื่อนไหว มุ่งโค่นล้มโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังยอมเป็นแนวร่วม ยกเว้นพรรคก้าวไกล ซึ่งมีเป้าหมายของตัวเองชัดเจน และพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ รู้ทั้งรู้ความจริงอันนี้แต่ทำไมยังเคลื่อนไหว ด้วยเหตุผลนี้ เมื่อม็อบสามกีบ มันจับทางอันนี้ได้ มันก็เริ่มตั้งประเด็น เพื่อที่จะเดินตามแนวทางยุทธศาสตร์สงครามประชาชน นั่นคือ การหาแนวร่วมด้านกว้างมา ในขณะที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมลดน้อยถอยลง ไอ้บรรดาพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่หนุนอยู่ ก็ไม่สนใจ เพราะถ้าปล่อยให้การเมืองยังเป็นอย่างนี้ต่อไป พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ก็จะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป ปากอ้างไม่พอใจว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 272 กำหนดให้วุฒิสมาชิกโหวตนายกรัฐมนตรีได้ แต่ในความจริง ถ้าเสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินครึ่ง ต่อให้มีเสียงวุฒิมาโหวตใครก็เป็นนายกฯไม่ได้ พรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ก็จอดเพราะเสียงในสภามากกว่า ดังนั้น นี่คือความจริง แต่พรรคเพื่อไทยต้องการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ในประเด็นนี้ นี่เป็นเพียงข้ออ้างที่หยิบยกมาให้เห็นว่า เป็นเรื่องของเผด็จการ แต่ความจริงพรรคเพื่อไทยไม่พอใจ ระบบการเลือกตั้งบัตรใบเดียวและระบบไพรมารีโหวต ซึ่งจะทำให้เจ้าของพรรค ผู้มีอำนาจในพรรค จะลดอำนาจลง พรรคจะกลายเป็นของประชาชนมากยิ่งขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นเดียวกัน ดีกว่าพรรคเพื่อไทยที่มีองคาพยพ มีส่วนร่วมเยอะ แต่กลุ่มที่ยึดอำนาจ ยึดครองการบริหารก็มีอยู่กลุ่มเดียวกัน พอฟาดฟันกันเสร็จก็แพ้ ที่แตกแยกอยู่ไม่ได้ กระจัดกระจายออกไป

บัตรเลือกตั้งใบเดียวและระบบไพรมารีโหวต จะทำให้ระบบสาขาพรรคแข็งแรงขึ้น บรรดาผู้บริหาร ผู้ที่กุมอำนาจในพรรคทั้งหลาย ก็จะลดทอนอำนาจลง เพราะพรรคการเมืองเป็นของประชาชน นี่คือประเด็นที่บรรดาพรรคการเมืองไม่พอใจ จึงไปสนับสนุนม็อบสามกีบเคลื่อนไหว เพราะข้อเรียกร้องของม็อบสามกีบ ก็มีเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้กับเผด็จการทหาร แต่ไม่ได้มองลึกลงไป ว่าในนั้นมันมีอยู่ข้อหนึ่งที่พูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์และต้องปฏิรูป 10 ข้อที่นำเสนอ รวมทั้งการยกเลิกมาตรา 112 ว่านั่นหมายถึง จิตเจตนาที่ต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่

นอกเหนือจากระบบการเลือกตั้งบัตรใบเดียวและไพรมารีโหวต ที่พรรคการเมืองที่มีปัญหา พรรคเพื่อไทยเลือกตั้งต่อไปในครั้งหน้าก็มองเห็นความอับเฉาที่จะต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง เพราะประวัติพรรคไม่ดี นายกฯหนีคดีทุจริต รัฐมนตรีของพรรคติดคุกคดีทุจริต คนไทยรู้แต่เคยออกมาพูด เคยยอมรับผิดต่อประชาชนไหม ที่ทำให้ประเทศเสียหายเป็นแสนล้าน พวกนี้จึงเอาม็อบสามกีบมาเป็นบันไดในการที่จะโค่นล้มพลเอกประยุทธ์ลง ซึ่งไม่มีทางจะโค่นล้มด้วยวิธีทางรัฐสภา เพราะเสียงของรัฐบาลมีมากกว่าจึงต้องใช้วิธีการนอกรัฐบาล ซึ่งมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะลุกลามบานปลายกลายเป็น สงครามกลางเมือง สงครามนองเลือด เพราะม็อบสามกีบมุ่งโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคเพื่อไทยจะเถียง ไปอ่านการปฏิรูป 10 ข้อให้ชัด ดูข้อเสนอในการยกเลิกมาตรา 112 ถ้าเป็นไปตามม็อบสามกีบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่อย่างไร ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลที่เอาวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ที่ชื่อ ณัฐพล ใจจริง ที่บิดเบือนข้อมูลอ้างอิงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งได้ออกมาแถลงแล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับราชสกุล ก็ดำเนินการฟ้องร้องอยู่ แต่ข้อมูลแพร่กระจายไปที่เด็กและคนรุ่นใหม่รู้ ดังนั้น ม็อบสามกีบเมื่ออกมาเคลื่อนไหว ภายใต้ยุทธวิธีจะต้องก่อความรุนแรง

วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นประเด็นปัญหา พรรคเพื่อไทยรู้ว่า ม็อบต้องการทำอย่างหนึ่งอย่างใด ล่วงล้ำพระบรมมหาราชวังเพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯหรือองค์พระมหากษัตริย์ ตำรวจจึงเอาตู้คอนเทนเนอร์และพื้นผ้าบางๆกั้น มากั้นเพื่อไม่ให้พวกม็อบทำอะไรได้ ตำรวจอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์ ถ้าม็อบสามกีบชุมนุมโดยสงบ มันก็ต้องปราศรัยชุมนุม ข้อเรียกร้องหน้าตู้คอนเทนเนอร์ แต่สิ่งที่ปรากฏในภาพคือ พวกนี้ไปรื้อตู้คอนเทนเนอร์ลง เมื่อรื้อตู้คอนเทนเนอร์ลง ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นกำแพงกั้นระหว่าง พวกม็อบกับตำรวจ ก็เปิดกว้าง ม็อบก็โจมตีตำรวจทันที ใครก่อความรุนแรงก่อน ชัดอยู่แก่ใจตัวเอง นั่นคือพวกพรรคการเมือง

มาดูพวกที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน มีองค์กรของตัวเองจะไว้ใช้คุ้มครองตัวเอง ไว้แสดงความยิ่งใหญ่หรือเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ทำมาหารายได้ เลี้ยงชีพ เลี้ยงตัวเอง ก็ว่ากันไป วันนี้มีองค์กรใหญ่ๆ ประกอบไปด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ที่เพิ่งออกแถลงการณ์มา ดูดีสวยงามตามภาพลักษณ์ของสื่อมวลชน แถลงการณ์ที่ว่าก็คือ การชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ หากเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากการยั่วยุ อาวุธ และการใช้ความรุนแรง ย่อมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย ชื่อองค์กรสื่อทั้งหลายระดับชาติทั้งสิ้น ถามว่าทำไมถึงห่วย เพราะมโนสำนึกและความจริงที่คุณเห็น คุณยังกล้าเขียนแบบนี้ ดูให้ชัดว่า การชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมโดยสงบจริงหรือไม่ ถ้าสงบก็ต้องชุมนุม ปราศรัยไปอยู่หน้าตู้คอนเทนเนอร์ ก็พูดกันไปเสร็จถึงเวลายื่นข้อเรียกร้อง แยกย้าย ก็จบกันไป แต่ภาพที่ตู้คอนเทนเนอร์มันคืออะไร สื่อทุกคนเห็น แต่เห็นภาพไหมที่มีการขว้างประทัดยักษ์ ระเบิดขวด ซึ่งบางคนเกิดอุบัติเหตุ มือขาดเลือดสาดเต็มไป หนังสติ๊ก ลูกหนังที่ยิงเข้าไป ทำไมถึงยิงได้ ขว้างระเบิดขวดได้ ทำไมถึงมีการปะทะ ก็เพราะผู้ชุมนุมไปรื้อตู้คอนเทนเนอร์ที่ตำรวจตั้งเอาไว้เพื่อบังกั้นไม่ให้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับพระบรมมหาราชวังใช่หรือไม่

ทำไมไม่กล้าออกแถลงการณ์ออกมาตำหนิ เพื่อจะปรามพวกนี้ หรือเพราะต้องการรักษาอาชีพ ต้องการความยิ่งใหญ่ขององค์กรสื่อไว้ กฎหมายเขียนบางแห่งบางคนจะไปรับตำแหน่งที่โน่นที่นี่ แต่ความจริงแค่นี้ไม่กล้าพูด นี่คือ องค์กรวิชาชีพสื่อ ทำไมถึงบอก ว่าองค์กรสื่อพวกนี้กระจอก ถ้าเคยเห็นคุณภาพของผู้สื่อข่าวในประเทศไทย ที่ผ่านการอบรมขององค์กรสื่อเหล่านี้ ไม่มีหรอก เป็นองค์กรวิชาชีพจริง แต่ไม่สามารถที่จะออกใบประกอบวิชาชีพและถอนใบประกอบวิชาชีพได้ มีไว้เพื่อเป็นหน้าตาของผู้บริหารอย่างนั้นหรือ และที่กระจอกกว่านั้นคือ แถลงการณ์ที่ออกมามันสะท้อนให้เห็นถึงสติปัญญาว่า ถ้าการชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ หากเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากการยั่วยุ อาวุธและการใช้ความรุนแรง ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย ติดกับระบอบประชาธิปไตยของพวกสามกีบ ประชาธิปไตยจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย คำว่าสิทธิเสรีภาพ จะต้องเริ่มต้นตามหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ. ศ. 2560 มาตรา 25 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่ไม่ได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้ และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ถ้าแปลคำว่าประชาธิปไตยตามย่อหน้านี้ แต่รัฐธรรมนูญยังเขียนต่อว่า ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้น ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ให้องค์กรสื่อได้มาพิจารณา สามกีบเอาท่อนมาบอกไม่ท้ายมาบอกว่า ให้สิทธิเสรีภาพแต่จำกัดหรือสกัดกั้นโดยใช้ความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงของรัฐเพื่อไปปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มันพูดแบบนี้

ประมุขของรัฐไม่เป็นความมั่นคงของรัฐหรือ และถ้าสิทธิเสรีภาพที่ไม่เป็นความมั่นคงของรัฐ ทำไมพวกที่บุกเข้าไปในทำเนียบขาวหรือในรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา ถึงถูกยิง ถูกปฏิบัติการอย่างรุนแรงจากประเทศที่พวกคุณหลงใหล ยกย่องเชิดชูว่า เป็นประเทศประชาธิปไตย เพราะการทำสื่อทุกวันห่วยและขาดการศึกษา การทำความเข้าใจ จึงไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ ก็คือการชุมนุมในที่สาธารณะ จะดำเนินการได้ จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ 2558 กฎหมายนี้ นานาชาติทั่วโลกที่กล่าวอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย มีกฎหมายในลักษณะนี้ทั้งสิ้น เพื่อการใช้สิทธิเสรีภาพนั้น จะต้องคำนึงถึงคนอื่นๆที่อยู่ในสังคมด้วย องค์กรสื่อทั้งหลายลองไปอ่านหมวด 3 ให้ทะลุแจ่มแจ้งว่า เสรีภาพมันไม่ใช่ใช้ได้เฉพาะผู้ชุมนุม มันจะต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นๆที่อยู่ร่วมกันในสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถ ใช้ถนนหนทาง บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของเขา รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด และเมื่อประกอบด้วยพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า ผู้ชุมนุมจะต้องแจ้งล่วงหน้า ซึ่งการแจ้ง เขาใช้คำว่าแจ้ง ไม่ใช่ขออนุญาต ถ้าเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายก็สามารถที่จะชุมนุมได้ ก็คือสงบสันติ ตามที่ว่า กฎหมายเขาแยกแยะออกชัดเจนว่า เวลาจะมีการชุมนุม ต้องมีผู้จัดการชุมนุมและผู้จัดการชุมนุมจะต้องแจ้งกับผู้รับแจ้ง ซึ่งหมายถึงหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่นั้นๆ แต่กฎหมายย้ำชัดว่า การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นเหตุที่ทำให้ม็อบสามกีบไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ในการปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่สำคัญในวันที่ 20 มีนาคม ที่ชุมนุมในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป พระราชนิเวศน์ พระตำหนัก หรือจากที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศ์ ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประทับหรือพำนัก หรือสถานที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ จะกระทำมิได้ นี่ไม่ต้องนับที่กฎหมายเขียนถึงทำเนียบรัฐบาล ศาล หรือรัฐภา ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนสัญลักษณ์ของอำนาจทั้ง 3 อำนาจ พวกนี้เจตนาชัดเจนที่จะชุมนุมบริเวณพระบรมมหาราชวัง ตำรวจพยายามกัน แต่ผู้ชุมนุมไปรื้อ เพื่อจะได้เข้าปะทะกับตำรวจมันจะเป็นการสงบได้อย่างไร ฝ่ายค้านที่สนับสนุน คุณเจี๊ยบหรือคุณเตี้ยที่บอกว่า ไปชุมนุม นี่มันผิดกฎหมาย พรรคไหนหนุนการชุมนุมนี้ผิดกฎหมาย มันเข้าเกณฑ์ที่จะผิดกฎหมาย จะรับผลทางกฎหมายอย่างไรก็ตามแต่ รวมถึงบรรดาสื่อทั้งหลายด้วย