“ส.ส.โรม” โชว์โง่? ท่องจำแล้วออกมาโหนม็อบ เตือนระวังกลายเป็น 6 ตุลาโมเดล!?!

0

เหมือนควายไม่ยอมปลดแอก!! “ส.ส.โรม” โชว์โง่! ท่องจำแล้วออกมาโหนม็อบ เตือนระวังกลายเป็น 6 ตุลาโมเดล!?!

บทบาทของคนรุ่นใหม่ คนหนึ่งซึ่งดูรูปร่างหน้าตา การศึกษา ท่าทาง การพูดแล้ว น่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่น่าเสียดายที่ หลังจากได้เห็นพฤติกรรมการแสดงออกต่างๆในทางการเมือง ทั้งในปัจจุบันและค้นย้อนหลังไปปรากฏว่า รูปแบบเปลือกที่เห็น ไม่ใช่ จริงๆแล้วพูดได้ว่าเป็นคนที่ไร้สมอง โง่งมงาย เหมือนควายที่ไม่ยอมปลดเชือก เรากำลังพูดถึง รังสิมันต์ โรม เหตุผลที่ต้องพูดถึง รังสิมันต์ โรม ซึ่งต้องถือว่าเป็นเด็กหนุ่มอายุ 28-29 ปี ประสบความสำเร็จด้านการเมืองอายุขนาดนี้ได้เป็น ส.ส. มีบทบาทโดดเด่น สปอร์ตไลท์จับอยู่ตลอดเวลา แต่การที่ออกมาพูดถึงเรื่องการชุมนุมของม็อบเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่ฝั่งเชียร์ม็อบ โดยเฉพาะพรรคที่สังกัด คือพรรคก้าวไกล ยืนอยู่ข้างหลังม็อบ ตัวเขาเองก็ยืนอยู่ทั้งข้างหน้าม็อบ ข้างๆม็อบและข้างหลังม็อบ

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

20 มีนาคมหรือม็อบก่อนหน้านั้น แต่ครั้งนี้ น่าเสียดายที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รังสิมันต์ โรม ไร้สมอง และโง่งมงาย เหมือนควายไม่ยอมปลดเชือกจริงๆ เพราะไปหยิบยกเอาเรื่อง 6 ตุลา มาพูดมันมีความเสี่ยง การที่หยิบยกเรื่องราวในห้วงเวลาที่ตัวเองยังไม่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เกิดก่อนรังสิมันต์จะเกิด เมื่อปีพศ 2535 ถึง 15-16 ปี ไม่ใช่ไปพูดไม่ได้ พูดได้ ไม่มีใครห้าม ถ้าได้ศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่จำเข้ามา ถึงเวลาก็เอามาโหน มาพูด พูดแล้วเพื่อที่จะสนับสนุนความคิดของตัวเองที่ยึดมั่น ถือมั่นอยู่ หรือพูดเพื่อสนับสนุนแนวคิดของเครือข่ายพรรคพวก ที่กำลังทำเรื่องบ้าๆบอๆอยู่ อันนี้ที่บอกหรือแสดงออกให้เห็นว่า ไม่มีสมอง ทำไมคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มยุคนี้ ถึงเป็นแบบนี้ เพราะพวกนี้ถูกล้างสมองจากอาจารย์มหาวิทยาลัย จากข้อมูลที่ตัวเองได้รับ ย้ำว่าถูกล้างสมอง ไม่ได้หมายความว่าเราโง่ แต่เรารับข้อมูลด้านเดียว ยึดมั่นเอากับความคิดนั้น ไม่ได้เห็นความเป็นจริงหลากหลายมิติ

วันนี้มันมีความเป็นจริงที่เราได้พบเพิ่มมากขึ้น ภาพพจน์หรือทัศนคติในการมองเรา ก็เปลี่ยนไป แต่รังสิมันต์ เติบโตมาในแวดวงมหาวิทยาลัย เริ่มเคลื่อนไหวการเมืองกับกลุ่มศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย และเข้าร่วมกิจกรรมกินแซนวิช เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557 เนื่องในวาระครบรอบรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เขาก็พยายามหากิจกรรมทำ 1 เดือน จากนั้นชื่อของรังสิมันต์ ก็ค่อยๆโดดเด่นขึ้น เคลื่อนไหวกิจกรรมการเมืองในกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีประชาธิปไตยแล้วก็ขยับออกสู่การเมืองข้างนอกด้วย และท้ายสุดก็เข้าสู่วงการการเมือง สมัครเป็นสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่ น่าแปลกใจที่ว่า สมัครเข้าไปพร้อมกับ โตโต้ ปิยรัฐ จงเทพ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 สมัคร ส.ส.เขต ไม่ได้รับเลือกตั้ง รังสิมันต์รับสมัครเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 16 ได้เป็นส.ส. สมใจอยาก และได้แสดงบทบาท ที่บอกว่าสปอร์ตไลท์จับบโดดเด่นตลอดมา ผ่านกิจกรรมการเมือง ก็ถือว่า ทำไมถึงกล้าพูดว่า ไร้สมอง โง่งมงาย เหมือนควายที่ไม่ยอมปลดเชือก

กรณีล่าสุดม็อบวันที่ 20 มีนาคม ที่เอาเรื่อง 6 ตุลา มาโพสต์ รังสิมันต์ บอกว่า “จากชุมนุมสนามหลวง 20 มี.ค. 64 ขอเตือนดังๆอีกครั้ง ระวัง 6 ตุลาโมเดล รังสิมันต์จะเตือนใครก็ไม่รู้หรอก แต่เนื้อหาการเตือนนั้น ถือได้ว่าไม่เข้าท่าไม่เข้าทาง เพราะรังสิมันต์บอกว่า รัฐบาลจะใช้ไม้แข็ง ในการควบคุมและจัดการการชุมนุม โดยจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ถ้าการชุมนุมนั้นเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ รัฐบาลจะใช้ความรุนแรง บอกต่อไปว่า สถานการณ์สังคมไทยที่กำลังเดินสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญและน่ากังวล ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2519 นั่นก็คือ มีคนกลุ่มหนึ่งที่ฝักใฝ่และปรารถนาดีต่อบ้านเมือง อยากเห็นประเทศชาติเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง คนรุ่นใหม่อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ซึ่งจริงๆแล้วถือว่าเป็นความฝันพื้นฐานของประชาชนทุกคน แต่กลับมีกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่ในมือขัดขวาง กีดกันทุกวิถีทาง พร้อมทั้งปลุกระดมให้ประชาชนฟาดฟันกันเอง ผมไม่อยากให้สถานการณ์ในวันนี้ ต้องบานปลายไปสู่ 6 ตุลาโมเดล ในอดีตอีก รับฟังกันบ้างเถิดครับ หากว่าประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอมจริง เพราะคนที่ออกไปชุมนุมก็ลูกหลานท่านทั้งนั้น”

นี่แหละที่แสดงความโง่ออกมา เพราะรังสิมันต์ โรม พยายามโยงเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เหมือนกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และพยายามลากจูงเรื่องนี้ไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ กระแนะกระแหนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยการใช้คำว่า หากประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีการประนีประนอมกันจริง เพราะคนที่ออกไปชุมนุมกับลูกหลานท่านทั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ที่ทรงมีพระราชดำรัสเรื่อง ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม เพราะรังสิมันต์ จดจำสิ่งที่ถูกยัดเยียดใส่เข้ามาเป็นความคิดว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา ที่เกิดขึ้นนั้น มีสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทำให้ประชาชนมาประหัตประหารกัน ไม่หลุดออกจากเชือกที่ผูกล่ามไว้ ก็เพราะปรมาจารย์อย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เคยพูดเรื่อง 6 ตุลา เอาไว้ชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สมศักดิ์ เจียม ต้องถือว่าเป็นคนที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะตัวเองรับผลกระทบ ตัวเองเป็นผู้นำนักศึกษาอยู่ในขณะนั้น และถูกจับกุมคุมขัง ออกมาก็พยายามค้นคว้าหาความจริงและความจริงจะเป็นอย่างไร

นี่เป็นความยืนยันของสมศักดิ์ เจียม เสียงจริงไม่ได้เห็นหน้า แต่มีการบันทึกมันจริง สมศักดิ์ เจียมวันนี้ ยังคิดว่าจะต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ คิดว่าไม่ถึงขั้นกับล้มล้าง เพราะสิ่งที่ สมศักดิ์ เจียม พูดนั้น เรียกว่าได้ใช้สติไตร่ตรอง ใคร่ครวญและเห็นมิติแห่งความเป็นจริงของสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทยที่ดำรงอยู่ ไม่ได้มีอะไรเป็นทื่อๆบล็อกๆ แบบจำความคิดที่ถูกปลูกฝังมาแบบ รังสิมันต์ โรม ได้รับมาจากบรรดาครูบาอาจารย์หรือคนที่ประสิทธิ์ประสาทความเลวร้ายเหล่านี้มาให้ มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่อยากให้ รังสิมันต์ โรม ไปอ่านหรือคนรุ่นใหม่ ม็อบสามกีบทั้งหลาย ที่เชื่อเรื่อง 6 ตุลาว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เบื้องหลัง หนังสือเล่มนี้ชื่อหนังสือ คดี 6 ตุลา เขียนโดย สุรินทร์ มาศดิตถ์ โดยเฉพาะในเล่มที่ 2 หน้า 454- 460

นอกจากเสียงของสมศักดิ์ เจียม ซึ่งถือว่าอยู่ในเหตุการณ์จริง ค้นคว้าข้อมูลมานาน ยืนยันแล้วว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีข้อมูลจากผู้ที่ประสบผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยตรง เพราะถูกกล่าวหาจากอีกฟากฝั่งหนึ่งว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในขณะที่ถูกกล่าวหา บุคคลคนนั้น เป็นรัฐมนตรี อยู่ในรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น บุคคลผู้นั้นชื่อ ท่านสุรินทร์ มาศดิตถ์ ได้เขียนบรรยายเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันที่ 6 ตุลา ในที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีบรรยากาศของคณะรัฐมนตรี ว่าวันนั้นรัฐมนตรีร่วมคณะ โดยเฉพาะฝั่งของพรรคชาติไทย ได้พยายามคัดค้านการประกาศภาวะฉุกเฉินของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เหตุผลที่คัดค้านก็เพราะ ฝ่ายพรรคชาติไทย คือ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ไปเอาตัวพลตำรวจตรีเจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านในขณะนั้น เข้ามาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและคัดค้านการประกาศภาวะฉุกเฉิน เถียงกับหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ก็เพราะพรรคชาติไทยต้องการให้เหตุการณ์วันนั้น เดินไปถึงที่สุด นั่นก็คือการปะทะกัน เพราะชัดเจนว่า คนที่เป็นหัวหน้าคณะลูกเสือชาวบ้าน เป็นผู้นำลูกเสือชาวบ้านนั้น มีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคชาติไทย จึงไม่อยากให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะถ้าประกาศภาวะฉุกเฉิน ทหารจะออกมาและจะสามารถจัดการเหตุการณ์ให้สงบเรียบร้อยได้ แต่เมื่อไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุการณ์ที่ชุลมุนก็ต่อเนื่อง ไม่เหตุผลที่พรรคชาติไทยไม่อยากให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อย เพราะพรรคชาติไทย ต้องการให้มีการรัฐประหาร มีการยึดอำนาจโดยทหารจากกลุ่มตัวเอง

ย้อนรอยกลับไปว่า พรรคชาติไทยเป็นใคร พรรคชาติไทยเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นจากซอยราชครู ซอยราชครูก็คือกลุ่มอำนาจที่เติบโตมาในสายของจอมพลป. จอมพลผิน ชุณหะวัณ บิดาของพลเอกชาติชาย ครองอำนาจร่วมกับจอมพลป พลตำรวจเอกเผ่า และถูกจอมพลสฤษดิ์รัฐประหาร ยึดอำนาจ แตกกระจัดกระจายไป พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งในขณะนั้นยศเป็นพลตรี เป็นทหารม้าที่จอมพลสฤษดิ์รักเลย ไม่ปลดออกจากราชการ ให้ไปเป็นทูตอยู่ต่างประเทศ ท้ายที่สุด เมื่อจอมพลถนอม สิ้นอำนาจลงจากเหตุการณ์ 6 ตุลา กลุ่มซอยราชครู ฟื้นฟูอำนาจขึ้นมาครั้งหนึ่ง ตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคชาติไทย และเข้าร่วมรัฐบาลจัดตั้งรัฐบาลกับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยเงื่อนไขขอควบคุมรัฐมนตรีกลาโหม ให้พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

แล้วจากนั้นก็ย้ายนายทหารของตัวเอง คือ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารจากเวียดนาม กลับมาเท้าลอยขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกหรือ 5 เสือ ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มนายทหาร ที่พยายามผลักดัน จอมพลถนอม ให้หลุดออกจากอำนาจ ตรึงกำลังกันอยู่ แต่ท้ายที่สุด เมื่อพรรคประชาธิปัตย์กลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง หลังจากรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช คว่ำไป รัฐมนตรีกลาโหมยุคหลัง ก็ย้าย พลเอกฉลาด หิรัญศิริออกจาก 5 เสือทบ. ตัดเส้นทางการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพื่อที่จะประสานอำนาจกับพรรคชาติไทย ทำให้พรรคชาติไทยไม่พอใจ พลเอกฉลาด ก็ไม่พอใจ จึงมีเขาจะมีการเตรียมรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลา แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายหนึ่งคือ ยังเติร์ก พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลเอกสงัด ชลออยู่ ตัดสินใจรัฐประหารซะก่อน และในวันรัฐประหารวันนั้น ได้มีการเรียกให้พลเอกฉลาด มารายงานตัว เมื่อไม่มารายงานตัว ก็ปลดออกจากราชการในวันที่ 26 มีนาคม

หลังจากนั้นมาไม่กี่เดือน พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ก็นำทหารจากกองพลที่ 9 มาทำการยึดอำนาจ แต่ปรากฏว่าเกิดการปะทะและก็พ่ายแพ้ไป พลเอกฉลาดถูกประหารชีวิต เราลำดับเรื่องราวเหล่านี้มาหลายๆครั้ง ทบทวนให้เข้าใจว่าการเมือง มันมีมิติความสลับซับซ้อน ที่ต้องศึกษาจะต้องเรียนรู้และต้องเข้าใจ แต่นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ยอมโง่เป็นควายให้เขาจูง มันไม่ยอมปลดแอก ไม่ยอมปลดเชือกออก แล้วก็หยิบเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาขยายผลอยู่เรื่อยๆ แบบโง่เง่า เพราะท้ายสุด ข้อมูลเหล่านี้จะกลับมาบั่นคอตัวเองโดยเฉพาะจากคลิปของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่นำมาเปิดเผย