แฉสันดาน “ม็อบสามกีบ” กลัวการลงประชามติ เก่งแต่ใช้โรบอทปั่นกระแส เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน!?!

0

แฉสันดาน “ม็อบสามกีบ” กลัวการลงประชามติ เพราะใช้โรบอท เป็นเครื่องมือปั่นกระแส หลอกประชาชน!?!

พวกม็อบสามกีบ พวกแนวร่วมทั้งหลาย สิ่งที่ยกมาเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด ก็คือ เรียกร้องหาความเป็นประชาธิปไตย ส่วนบรรดานักการเมืองทั้งหลาย อ้างว่าตัวเองได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน ทั้งสองพวกมาขมวดปม มีข้อสรุปว่า ตัวเองนี่แหละคือ ผู้ที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย เป็นนักประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของประชาชน หยามเลยว่าไม่ใช่ของจริง เพราะพวกนี้กลัวเรื่องประชามติ ทั้งๆที่เรื่องประชามติ เป็นเรื่องที่แสดงออกถึงความต้องการของประชาชนโดยตรง แน่นอนว่า มีข้ออ้าง วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองเรา เดินเข้าสู่การทำประชามติกันอีกครั้งหนึ่ง จากกรณีของการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งบรรดาม็อบสสามกีบ บรรดาแนวร่วม พวกแอบข้างหลัง บรรดานักการเมืองทั้งหลายที่อยากจะแก้เหลือเกิน ภายใต้ข้ออ้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องการแก้เพื่อประโยชน์ประชาชน

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ปฏิรูปการเมือง เพราะพรรคการเมืองจะได้ผู้สมัคร ส.ส.เขตจะต้องทำไพรมารีโหวต พรรคการเมืองจะได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ จะต้องทำไพรมารีโหวต จากสมาชิก พื้นที่ก็ทำไพรมารีโหวตในพื้นที่ ปาร์ตี้ลิสต์ไพรมารีโหวตจากสมาชิกทั้งประเทศ และจะทำไพรมารีโหวตได้ นั่นหมายความว่า พรรคการเมือง จะต้องสร้างสาขาพรรคของตัวเองให้แข็งแรงในแต่ละพื้นที่ มันมีจะทำให้เกิดการพัฒนาทางประชาธิปไตย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะการเลือกตั้งด้วยการหาตัวแทน ด้วยระบบไพรมารีโหวตนี้ มันอยู่ในระบบการเลือกตั้งที่ใช้บัตรใบเดียว กาารใช้บัตรใบเดียวจะทำให้นักการเมืองต้องไปจัดตั้งสาขาพรรคที่มีประชาชน พื้นฐานมวลชนจริงๆ และที่สำคัญผู้สมัครที่อยากจะลงแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง ต่อไปจะไม่ได้ เพราะคนที่อยากจะแข่ง แต่ก่อนจะต้องไปก้มกราบผู้มีอำนาจในพรรคหรือเจ้าของพรรคแบบทักษิณ ชินวัตร แต่ต่อไปไม่ต้อง อยากจะลงพรรคนี้ เชื่อมั่นในอุดมการณ์ นั่นแสดงว่าในการเมือง พรรคจะต้องมีอุดมการณ์ คนอยากเข้าร่วมอุดมการณ์ อยากลงสมัคร ส.ส. ก็ลงไปไพรมารีโหวต ไปสมัครสมาชิกและไปหาสมาชิกในพื้นที่ คนที่อยากลงปาร์ตี้ลิสต์ก็สมัครสมาชิก แล้วก็สร้างบทบาทของตัวเองในระดับประเทศให้บรรดาสมาชิกทั้งประเทศเห็น เพื่อที่จะโหวตตัวเองให้ได้ลง ส.ส.

กระบวนการการกระทำแบบนี้ จะทำให้ผู้มีอำนาจในพรรค สูญเสียอำนาจไป และสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถ้าพรรคการเมืองทุกพรรค รวมกันทำแบบนี้หมด ประชาชนในพื้นที่จะมีความหมายหรือ จากเมื่อก่อนเลือกตั้งเสร็จ 4 ปี หายหัวไปเลย เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทุกคนจะลงมาหาเสียง เพื่อที่จะให้เลือกตัวเองในตอนที่ ไพรมารีโหวต การเมืองในระดับท้องถิ่นจะตื่นตัว จะมีความคึกคักขึ้น ประชาชนจะรู้สึกมีส่วนร่วม และการเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว มันจะทำให้กลไกของประชาชนที่ผ่านระบบไพรมารีโหวต เป็นเสียงที่สะท้อนออกมาเป็นจริงทั่วทั้งประเทศ นักการเมืองเก่า วันนี้ที่อยู่กันในสภา แก่ อายุ 50-60 ขึ้นทั้งนั้น มาไม่รู้กี่ 10 สมัย มาอ้างอวดตัวเอง ทั้งๆที่ความจริงล้าหลังอยู่ในกระบวนการของการทุจริต คอรัปชั่นกันมาตลอด

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามบรรดา ส.สว.ทั้งหลาย ไปยุ่งกับงบประมาณ นี่เป็นความเจ็บช้ำน้ำใจ ตัดเส้นทางการหากิน ไม่นับกระบวนการกฎหมายอื่นๆ มันถึงอยากแก้ใจจะขาด นี่คือความจริงงที่ดำรงอยู่ มาถึงวันนี้ ต้องเดินหน้าด้วยประชามติตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง แต่พวกนี้ไม่พอใจ กลับไปย้อนดูการลงประชามติในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2559 ในวันที่ 7 สิงหาคม ประชาชนคนไทยก็ออกมาลงประชามติ ตอนนั้นมีผู้มีสิทธิทั้งสิ้น 50 ล้านคน มาใช้สิทธิ 29,700,000 ล้าน คิดเป็นร้อยละ 59.40 บัตรดี 28 ล้าน บัตรเสีย 9 แสน ปรากฎว่ามีผู้เห็นชอบ 16,800,000 ไม่เห็นชอบ 10 ล้าน ทิ้งห่างกัน 6 ล้านเสียง แน่นอนว่า พอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา บรรดาพวกที่อัดอั้นตันใจว่า ทหารเผด็จการ พวกอีแอบ พวกสามกีบ แต่มีองค์ที่เรียกตัวเองว่า iLaw ซึ่งเสนอแก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาด้วย เขาบอกว่าที่แพ้มันมีเหตุผล 10 อย่าง เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มันอ้างความชอบธรรมไม่ได้ คือ

1. ตัวร่างที่ใช้ถามความเห็น มาจาก คสช. 100%
2. คสช. ออกพ.ร.บ.ประชามติฯ จำกัดการแสดงความเห็น โทษสูงสุด 10 ปี
3. คสช. ใช้อำนาจคุมสื่อ ห้ามกิจกรรมการเมือง
4. เวทีเสวนาห้ามจัด กิจกรรมสาธารณะถูกปิดกั้น
5. ไม่แจกร่างรัฐธรรมนูญ แจกแต่เอกสารชวนเชื่อ
6. กลไกของรัฐ ใช้นำเสนอแต่ “ข้อดี” ของร่างรัฐธรรมนูญ
7. การประชาสัมพันธ์ ไม่ทั่วถึง
8. “คำถามพ่วง” เขียนมาเองให้อ่านไม่เข้าใจ
9. หลายคน “บอยคอต” ไม่ไปลงคะแนน
10. ไม่มีทางเดินต่อ หากประชาชนไม่เห็นชอบให้ คสช.ครองอำนาจ

เหตุผลทั้ง 10 ข้อ ดูถูกประชาชน คิดว่าประชาชนมาลงประชามติแบบมั่วๆ ที่ชนะมา 6 ล้าน หาว่าประชาชนมั่ว แต่เวลาจะทำอะไรกันก็อ้างประชาชน อ้างประชาธิปไตย นี่คือสันดานของพวกนี้ มาครั้งนี้ก็เสนอแก้ร่างรัฐธรรมนูญมา 7 ร่าง ผ่านความเห็นชอบ 2 ร่าง เขาเรียกว่าประนีประนอม สำหรับบรรดาพวกนักการเมือง แต่อัดอั้นตันใจกับลุงตู่นิดหน่อยว่า ลุงตู่ เป็นหัวหน้าคณะคสช. คสช.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจาก คสช. แต่ทำไมไปเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญได้ ถ้าแก้ได้ ก็แสดงว่าที่ลุงตู่ทำมา หรือให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่างไม่ได้เรื่องหรอ ทั้งๆที่ความจริง ก็เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ลุงตู่ควรออกมายืนหยัดแต่ติดกับเรื่องการเมือง เขาสู่วงจรอุบาทว์ จึงทำให้ร่างที่ผ่านประชามติมี 2 ร่าง ก็คือร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งผ่านความเห็นชอบไป 647 เสียง ไม่รับหลักการ 17 เสียง งดออกเสียง 55 เสียง กับของพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหลักการ 576 เสียง ไม่รับ 21 เสียง งดออกเสียง 123 เสียง นี่เป็นการร่วมมือกัน ของนักการเมืองรุ่นเก่า รุ่นที่เห็นแต่ประโยชน์ตัวเอง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน พวกนี้อยากจะแก้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปฏิรูปการเมือง ให้พวกนักการเมืองทั้งหลายที่ครองอำนาจอยู่ทั้งในพรรคและเข้ามาเสวยอำนาจในตำแหน่งในคณะรัฐบาล ถูกจำกัดสิทธิ เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะวินิจฉัย ไตร่ตรองอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

จนได้ข้อสรุปว่า สภาผ่านวาระ 1 วาระ 2 มาแล้ว ให้ตั้ง ส.ส.ร. ได้เลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรง แน่นอนว่า ทำให้นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐยื่นหนังสือถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหตุผลก็ชัดเจน ข้ออ้างของสมชายกับไพบูลย์ ก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดให้รัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การเสนอการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นปัญหาว่า กระทำได้หรือไม่ ช่องทางการส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาตามมาตรา 210 (2) เป็นการเปิดให้รัฐสภามีส่วนร่วมและอยากให้มีการพิจารณารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 1 ไปก่อนแล้วค่อยรัฐสภาพิจารณาในเรื่องการส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นตอนนี้ ประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย ท่านอายุเยอะแล้ว ถือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าคนหนึ่ง ท่านอาจจะอยากแก้ เหมือนกับคนอื่นๆ นักการเมืองอื่นๆ ก็บอกว่า ต้องโหวตวาระ 3 แต่เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชัดเจน แต่ประเด็นก็ยังแตกเป็น 2 ทางว่า ต้องโหวตวาระ 3 ให้ได้ อีกฝ่ายก็บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ให้ทำประชามติ

ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยคือ รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วลงประชามติอีกครั้ง แปลว่าให้ลงประชามติ 2 ครั้ง ถ้าจะให้แก้ทั้งฉบับก็คือคำถามง่ายๆว่า ประชาชนอยากให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมี ส.ส.ร. ที่ผ่านการเลือกตั้งมาทั้งประเทศหรือไม่ มันยากอะไร ที่ยากเพราะรู้ว่า ยังไงก็แพ้ ถ้าประชาชนเห็นชอบ ก็มาจัดตั้ง ส.ส.ร. ตามที่ฝัน และส.ส.ร. ก็ไปร่างมา แต่ศาลวินิจฉัยว่า ส.ส.ร.ร่างแล้ว ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ เพราะรัฐสภามีหน้าที่ ไม่ใช่ว่า ส.ส.ร. มาจากประชาชนโดยตรง ร่างเสร็จแล้วเสร็จตามนั้นเลย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น ก็มาลงประชามติ ย้ำว่า ประชามติเป็นประชาธิปไตยโดยตรง ที่ประชาชนสามารถแสดงออกได้ และพวกนักการเมือง ม็อบสามกีบ ตัวอ้างประชาชน อ้างประชาธิปไตย ต้องยอมรับสักที

ปิยุบตร แสงกนกกุล ออกมาแดกดันว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญช่วยยืนยันว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ขนาดยกเลิก รธน ได้ ทำ รธน ใหม่ได้ ดังนั้นประชาชนก็ย่อมยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญมาจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ องค์กรทุกองค์กร กฎหมายทุกฉบับ จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ แปลกแยกไม่ได้ ตั้งขึ้นมาเองไม่ได้ อยากจะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ คุณรณรงค์ตั้ง ส.ส.ร. ก็ไปรณรงค์เอาสิ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องมี ไม่ต้องกำหนดแล้ว

แต่การมีศาลรัฐธรรมนูญ ลดแรงปะทะกลุ่มมคนต่างๆ ในสังคม ไม่มีตัวชี้ขาด ประชาชนฝั่งที่สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ จงรักภักดี ออกมาล่อพวกสามกีบนานแล้ว และพวกนี้นะยิบย่อย แต่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ไม่จริงหรอก อีกฝั่งหนึ่งเยอะกว่า ถึงท้าอยู่เรื่อย โดยเฉพาะปิยบุตร ออกมานำเองสักที เด็กๆ ลูกศิษย์ ติดคุกกันระนาว ตัวเองต้องออกมานำ จะกลัวอะไร ความจริงมีทะเบียนสมยศเมียอยู่ลี้ภัยง่ายจะตาย กลับฝรั่งเศสสบาย แต่ยังขี้ขลาด เพราะสิ่งที่พวกนี้สร้างขึ้นมา มันมาจากการโกหกทั้งสิ้น ไม่มีอะไรจริง มันหลอกตัวเอง ผ่านโลกโซเชียล หลอกประชาชน เพราะถ้าไม่หลอก สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลเช่น #เยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ตอนเยาวชนปลดแอก จัดชุมนุมขึ้น แฮชแท็กถูกสร้างขึ้นมีคนรีทวีต 10 ล้านคน แล้วจะกลัวอะไร ถ้าผู้คนเห็นด้วย แต่ความจริงไม่ใช่ มันหลอกชาวบ้านจนหลอกตัวเองไปด้วย คิดว่าคนทั้งประเทศสนับสนุน มาชุมนุมเดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ถึงพันเลย ร้อยยังยาก ก็เพราะหลอกลวงกันเอง ขาดความจริงใจ ตั้งแต่เริ่มต้นบอกมีคนสนับสนุนเยอะ ถูกเปิดเผยโดยซูเปอร์โพล อ.นพดล กรรณิกา มีตอนที่รีทวีตเรื่องหยุกคุกคามประชาชน อ.นพดล ได้เปิดเผยว่า ตอนที่คำว่าหยุดคุกคามประชาชน กระจายไปอย่างทะลุทะลวงผ่านการปั่นตัวเลขแฮชแท็ก ปรากฎว่า 8 ล้านกว่าที่ถูกปั่น มาจากต่างประเทศ ในประเทศมีเพียง 148,034 คน อีก 8 ล้านมาจากโรบอทไปตั้งอยู่ต่างประเทศ มันหลอกประชาชนว่า พวกมันเยอะ คนสนับสนุนมันเยอะ ท้ายสุดก็เชื่อไปเองด้วยว่ามีคนสนับสนุนมัน แลยะมั่นใจว่าการต่อสู้ของมันจะชนะ วันนี้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร นี่แหละสันดานพวกนี้