แฉแผนม็อบปลดแอก อ้างชุมนุม แต่แท้จริงแล้ว เป็นจุดไฟสงคราม รัฐต้องตื่น จัดการเด็ดขาด ก่อนประชาชนทนไม่ไหว!?!

0

แฉแผนม็อบปลดแอก อ้างชุมนุมไม่มีแกนนำ แท้จริง เป็นการจุดไฟสงครามกลางเมือง รัฐต้องตื่น จัดการขั้นเด็ดขาด ก่อนประชาชนทนไม่ไหว!?!

การเคลื่อนไหวของม็อบสามกีบ ไม่ว่าจะในนามอะไรก็ตามแต่ มันอยู่ภายในแผนการปฏิวัติประชาชน และเหตุการที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่มันคือการจุดไฟสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศอย่างชัดเจน หน้าที่ของรัฐจะต้องดำเนินคดี ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อบุคคลเหล่านี้ และใม่ใช่รอมาดำเนินการหลังจากที่เรื่องราวมันจบแล้ว ต้องดำเนินการจุบกุมไม่ให้ก่อเหตุร้ายเหมือนกับที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งตอนรุ่งสาง ก็เกือบจะไปกับกระทบกับพี่น้องประชาชนแฟลตดืนแดง นั่นถ้าเกิดการตีกัน การยิงกัน การปะทะขึ้น บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น

สงครามกลางเมืองมันกำลังถูกจุดด้วยม็อบพวกนี้ ภายใต้คนที่บงการคนเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน ย้ำว่าการสร้างภาพการชุมนุมของพวกนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่า เยาวชนปลดแอก อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มราษฎร มีแกนนำแยกเป็นสองส่วน ดูท่าทีเหมือนไม่ค่อยลงรอยกัน ฝั่งเยาวชนปลดแอกก็นำโดย ฟอร์ด ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี อีกฝั่งหนึ่งนำโดย เพนกวิน รุ้ง และอานนท์ คนที่ติดตามข่างสารของสถาบันทิศทางไทยมาโดยตลอดจะเห็นได้ว่า สองกลุ่มนี้ เคลื่อนไหวกันคนละครั้ง แสดงท่าทีปะทะกันบ้าง เป็นบางครั้งบางคราว แต่เชื่อไหมว่า อยู่ภายใต้คนบงการคนเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ในการเคลื่อนไหววันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่บอกว่ามันคือการจุดไฟสงครามกลางเมืองขึ้น ต้งแต่เหตุการณ์หน้ารัฐสภา การชุมนุมโดยสงบมันได้จบลงโดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะมวลชน ประชาชน นักศึกษา ไม่เอาด้วย กลุ่มที่มาอ้างตัวว่าเป็นผู้ชุมนุมล้วนเป็นการ์ดที่ฝึกฝน มีการตั้งค่ายฝึกฝนการ์ดเพื่อเตรียมการปะทะ เตรียมการโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ การชุมนุมวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มาตั้งขบวน มาตั้งแนว เชิญชวนประชาชนไม่มีใครมา ท้ายที่สุดประเมินกันไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ การชุมนุมมีคนไม่เกิน 500 คน และจะเห็นได้ว่าแต่ละคนเตรียมตัวมาพร้อมเพื่อเข้าปะทะ วัตถุประสงค์ในการชุมนุมตั้งแต่ต้น บอกว่าจะไปบุกบ้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ชุมนุม ตัวบงการ รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางจะบุกได้ เพราะของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บ้านนายกรัฐมนตรี อยู่ในกรมทหารราบที่ 1 จากถนนวิภาวดีรังสิต จะฝ่าเข้าประตูเพื่อจะเข้าไปในค่ายกรมทหารราบที่ 1 มันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ทำไมต้องตั้งเป้าแบบนี้ ก็เพื่อต้องการให้เกิดการปะทะ เพราะกรมทหารราบที่ 1 ในวันนี้เป็นเขตพระราชฐาน เป็นบ้านนายกรัฐมนตรี

แน่นอนว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องวางการป้องกันอย่างเต็มที่ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐยังเห็นว่าพวกนี้เป็นผู้ชุมนุมการประท้วงโดยสงบ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะก่อความรุนแรง การตั้งแนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดูเป็นท่าทีที่ผ่อนคลายตลอดเวลา ซึ่งความจริงไม่ใช่ ควรจะดำเนินการจับกุมตั้งแต่ต้น เพราะถ้าไม่มีการเตรียมการ ที่ผู้ชุมนุมเตรียมคีบมาตัดลวดหนาม ไม่ต้องนับอุปกรณ์อื่นๆที่เตรียมมา เห็นชัดว่านี่คือการเตรียมการ ในขบวนการเคลื่อนไหว ปรากฎว่าประกาศว่าไม่มีแกนนำ ความหมายของคำว่า ชุมนุมไม่มีแกนนำ มันคือยุทธศาสตร์สูงสุดของการก่อสงครามกลางเมือง เพราะไม่มีใครต้องรับผิดชอบเวลาเกิดเหตุขึ้น แต่แท้จริงแล้วมันมีการโยงใย บงการ เพาะตัวที่ลงมาปฏิบัติการทั้งสิ้น ล้วนเป็นการ์ด ดูรถขบวนที่เคลื่อน เป็นรถของทีมเสื้อแดง แต่คนที่มาดำเนินการจริง เป็นหัวหน้าการ์ดของเยาวชนปลดแอก ชื่อ ชูเกียรติ แสงวงศ์ หรือจัสติน ช่างสักลาย แต่ทราบมั้ยว่า คนนี้ก็เป็นแกนนำของคณะราษฎรเหมือนกัน นี่คือจุดเชื่อมโยง และนอกจากแกนนำกลุ่มคณะราษฎรแล้ว ยังเป็นการ์ดภาคีเพื่อประชาชน

วันที่ 8 มีนาคม คนนี้ก็ต้องไปขึ้นศาลเหมือนกัน และมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งก็เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมาย ขอย้ำว่าการชุมนุมเวลาประกาศว่าไม่มีแกนนำ นั่นคือการเริ่มต้นจุดไฟสงครามกลางเมือง ต้องการก่อเหตุความรุนแรง ต้องการให้เกิดการปะทะ ต้องการให้เกิดการจลาจล วุ่นวาย เมื่อคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พวกนี้ประสบผลสำเร็จ เพราะการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แตกเป็นผึ้งแตกรัง ไม่มีแกนนำ ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ แต่ในความเป็นจริงการสื่อสาร เชื่อมโยงระหว่างการ์ดต่อการ์ด หรือหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ยังดำเนินการไปเรื่อยๆ ดังนั้น พวกนี้จึงสามารถก่อเหตุความวุ่นวายไปจนถึงรุ่งเช้า นี่เป็นการทดสอบ ดังนั้น อำนาจรัฐจะต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การชุมนุมอย่างสงบ แล้วตอนรุ่งสาง ไปก่อเหตุไปเผารถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่นั่น พี่น้องชาวแฟลตดินแดงอยู่ ทันทีที่พวกนี้ก่อความวุ่นวายซึ่งต่อเนื่องมาตลอดทั้งคืน ชาวแฟลตดินแดง เขาอยู่กันมาเป็น 20-30 ปี มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มีคณะกรรมการชุมชน มีผู้นำ ก็ได้มีการรวมตัวกันจะออกมากระทืบพวกนี้ ระหว่างที่มีการรวมตัวกัน ปรากฎว่า พอชาวบ้านเขาเอาจริง ก็หางจุกตูด

ทำไมพี่น้องดินแดงเขาถึงร้อน ถึงอยากปกป้องบ้านเขา เพราะเขาเคยเจอประสบการณ์มาแล้ว เมื่อปี เมษายน 2552 เอารถแก๊สไปจอดที่หน้าแฟลตดินแดง ตอนนั้น หากเกิดอุบัติเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด รถแก๊สระเบิดขึ้นมา ใครจะต้องได้รับความเสียหาย ลูกเด็กเล็กแดง พี่น้องประชาชนใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น การรวมตัวกันปกป้องบ้านของเขา จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม การก่อเหตุความรุนแรงที่บอกว่า ต้องการจดไฟสงครามกลางเมืองขึ้น ปรมาจารย์การเคลื่อนไหว อย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยังบอกว่า “การจัดชุมนุมโดย “ไม่มีแกนนำ” ไม่ใช่ไอเดียที่ดี ผมคิดว่าควรเลิกชุมนุม กลับบ้าน แล้วค่อยว่ากันใหม่ดีกว่า” แน่นอนว่าเป็นการแสดงออกมาด้วยความห่วงใยกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่ถามว่าสมศักดิ์ เจียม รู้มั้ยว่า คำประกาศว่า การไม่มีแกนนำ มันเป็นยุทธวิธีในการเคลื่อนไหว แน่นอนว่าระดับสมศักดิ์ รู้อยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้ผู้มาชุมนุมที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะบ้าคลั่งตามการปลุกเร้าของการ์ดที่แฝงตัวเป็นผู้ชุมนุมเกิดความเสียหาย มันไม่คุ้ม

หรืออย่างนายแพทย์ ทศพร เสรีรักษ์ ไปทุกม็อบ เฝ้าเกาะติดบอกว่าไปสังเกตการณ์ ครั้งนี้รู้สึกสาแก่ใจไหม มาโพสต์เองว่า “แนวโน้มคงปะทะอีกรอบ ผมเอาไม่อยู่แล้ว แกนนำก็ไม่มีเลย ไม่รู้ใครเป็นใคร” จะโพสต์จากความรู้สึกจริงๆ หรือเขียนเพื่อจะบิดเบือนสถานการณ์อะไรหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ปรากฎชัด หมอทศพร ได้เป็นคนบอกเองว่า เกิดการปะทะ ถามว่าตำรวจเขาอยู่ของเขา ไปล้อม ไปบีบ ไปหาเรื่องเขาใช่หรือไม่ หมอทศพรไม่รู้ว่าเด็กเป็นเหยื่อของหมอทศพร หรือ หมอทศพรเป็นเหยื่อของเด็ก ก็ว่ากันไป

สำหรับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม คนละฝั่ง คนละฝ่าย ออกมาโพสต์ชัดเจนว่า “ขอเป็นหนึ่งเสียงให้ยุติการชุมนุม จากสถานการณ์ที่รุนแรงในม็อบวันนี้ (28 ก.พ. 64) ที่ตำรวจคฝ.ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม เราขอเป็นหนึ่งเสียงให้ยุติการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องมวลชนทุกคน ขอให้ทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย”

ก็หาเรื่องว่าตำรวจใช้ความรุนแรง แต่ตัวเองรู้อยู่แก่ใจว่า คนจัดการชุมนุมที่บอกไม่มีแกนนำ เป็นตัวสร้างความรุนแรงถึงตัวเองอยากให้ยุติการชุมนุม แต่ยังไม่เท่าตัวที่แอบอยู่ข้างหลัง แต่แนวโน้มสูงยิ่ง ที่เป็นผู้คอนโทรลทิศทางของการชุมนุมทั้งหมดตั้งแต่ต้นมา เพียงแต่เป็นอีแอบไม่กล้าออกหน้าเอง เป็นผู้บงการออกมาโพสต์ว่า “ผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้ประชาชนออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เขาต้องการกดขี่ประชาชนไว้เพื่อรักษาอำนาจของตนเองต่อไป – รัฐบาลที่ไม่สามารถดำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน หนำซ้ำก่อความรุนแรงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้ ย่อมเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว” อันนี้ไม่ใช่โหน หลายคนบอกว่า ธนาธร มาโหน แต่นี่เป็นตัวออกมาเติมสถานการณ์ จุดประเด็นเพื่อเดินต่อ ย้ำว่า ปลดแอกกับราษฎร มันไม่ถูกกัน แต่จริงๆมันมีการเชื่อมโยง ที่บอกไปแล้วว่า คนที่ออกมาเปิดหน้ารอบนี้คือ ชูเกียรติ แสงวงศ์ หรือจัสติน ช่างสักลาย เป็นทั้งแกนนำคณะราษฎร และเป็นหัวหน้าการ์ดของเยาวชนปลดแอก

อีกด้านหนึ่ง ฟอร์ด ทัตเทพ อย่าลืมว่าเป็นผู้นำเยาวชนของพรรคอนาคตใหม่ โตโต้ หัวหน้าการ์ดของกลุ่มราษฎร ก้ฌป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ท้ายที่สุดมันมาจากรากเหง้ากอเดียวกัน จากผู้บงการคนเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน ชัดเสียยิ่งกว่าชัด หน้าที่ของรัฐ ผู้คนเขาเบื่อหน่ายพวกนี้เต็มที่แล้ว ใช้คนไม่กี่ร้อยคน มาสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ซึ่งมีเป้าหมายสูงยิ่ง ในการที่จะจุดให้เป็นสงครามกลางเมือง และต่อเนื่องไปเป็นการปฏิวัติประชาชนโดยอาศัยมือของต่างชาติเข้ามา เพราะฉะนั้น รัฐจะต้องเริ่มตั้งแต่ดำเนินการตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่ามาคลี่คลายสถานการณ์หลังจากมันเกิดเหตุไปแล้ว ต้องดำเนินคดีตั้งแต่ต้น จับกุมตั้งแต่ต้น จับเลยทันทีที่ก่อเหตุผิดกฎหมาย คน 2-3 ร้อยคน ใช้ตำรวจพันคน ก็จับได้แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้นานไป ประชาชนจะเบื่อหน่ายรัฐบาล