ดร.แสงเทียน เบิกเนตร3กีบด่ากปปส.! ดูไว้สู้แบบคนจริงยอมรับกม. ไม่เป็นอีแอบมุดหลังม็อบ

0

จากกรณีที่ศาลอ่านคำพิพากษา กรณีของการพิจารณาความผิดกลุ่ม กปปส. โดยมีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ๔ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น ต่อมารศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย  ได้เขียนบทความถึงเรื่องราวดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุหัวข้อว่า  “น้องๆที่เคยด่า กปปส. สลิ่ม ดูไว้ คนจริงต้องยอมทุกอย่างที่จะนำการต่อสู้  ไม่เป็นอีแอบอยู่หลังเยาวชน”

 

ทั้งนี้บทความของดร.แสงเทียน ได้เปิดเผยเนื้อหาไว้ทั้งหมดว่า  “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)” จำนวน ๓๙ คน ถูกยื่นฟ้องฐานร่วมกันเป็นกบฏ และข้อหาอื่น ๆ กรณีชุมนุมขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีให้ออกไปเสียจากตำแหน่ง โดยรวมถึงกรณีที่มีการใช้การต่อสู้กับรัฐบาลในขณะนั้นทั้งการปิดกั้นการเข้าออกของสถานที่ราชการ การปิดกั้นการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร การตั้งเวทีปราศรัยหลายจุด การเดินประท้วงขัดขวางการจราจร ประชาสัมพันธ์แนวคิด เดินขบวนหาแนวร่วม รวมถึงการขัดขวางการเลือกตั้ง

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

โดยศาลพิจารณาว่าแม้จะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีขณะนั้นว่าเป็นการดำรงอยู่ของระบอบที่กลุ่มการต่อสู้เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” แต่ศาลก็พิจารณาว่าเป็นความผิดตามที่อัยการส่งฟ้องว่า กลุ่ม กปปส. ไม่ยอมรับการเลือกตั้ง ใช้กำลังกระจายปิดสถานที่ทำการราชการที่สำคัญ บังคับให้ข้าราชการหยุดการปฏิบัติงาน บุกเข้าสถานที่ทำการ รัฐ คล้องกุญแจ ทำลายทรัพย์สิน ตั้งเวทีปราศรัย เป็นการที่จำเลยกับพวกร่วมกันก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ยุยงให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมายในลักษณะก่อการร้ายขัดขวางการบริการขนส่งสาธารณะ ทำลายทรัพย์สินราชการ และเมื่อตัดสินแล้วทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ เคารพกติกาบ้านเมือง เคารพการตัดสินใจของศาล และอำนาจตุลาการอันศักดิ์สิทธิ์ของชาติ

แต่กรณีนี้สะท้อนอะไรหลายอย่างของการต่อสู้ เพราะหลายคนที่จะต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี และอีกหลากหลายคนที่ผ่านการต่อสู้มาในสมัยนั้น โดยกระทำอะไรมาบ้างประชาชนหลายฝ่ายมองเห็นได้ แม้จะไม่ได้เป็นไปได้ดังที่ตั้งไว้ถึงการจะเปลี่ยนแปลงด้วยการปฏิรูปประเทศอังที่ตั้งไว้ แต่ก็สามารถหยุดยั้งระบอบบางอย่างที่กำลังเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย จากกลุ่มอำนาจเดิมที่พยายามครองอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่น่าสนใจอย่างมากที่จะได้นำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่คนในกลุ่ม กปปส. เหล่านี้ ถูกคนที่เรียกว่า “กลุ่มคนสมัยใหม่” ที่มองว่ากลุ่มตนเองเป็นกลุ่มที่มีหัวก้าวหน้าแล้วก็ด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย กลุ่ม กปปส. หรือคนที่เห็นด้วยกับกลุ่ม กปปส. มาอย่างต่อเนื่อง การให้ชื่อ “สลิ่ม” กับกลุ่มคนเหล่านี้ก็ถุูกกระทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกท่านที่ต่อสู้อยู่ในปัจจุบัน ที่ไม่แน่ใจว่าบางคนจะเคยเห็นการต่อสู้ ของ กปปส. หรือไม่ การต่อสู้กับผู้มีอำนาจที่มากจากกลุ่มทุน โดยได้รับการขนานนามว่า “ทุนสามานย์” มันไม่ได้ต่อสู้ได้ง่ายๆ ด้วยอำนาจเงินที่มีอำนาจรัฐในมือด้วยมันน่ากลัวไม่เบาเลยทีเดียว การถูกปาระเบิดใส่มีให้เห็นอยู่เนืองๆ รวมถึงอันตรายอื่นๆ ที่ถูกกระทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่กรณีที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่อันตรายจากการต่อสู้เท่านั้น

ที่สำคัญก็คือ คนเหล่านี้ ออกหน้านำมวลชนด้วยตนเอง อย่างไม่เกรงกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งคนที่กำลังต่อสู้เรียกร้องกับรัฐหรืออำนาจที่พวกคุณคิดว่าไม่ชอบธรรมที่มีอยู่ในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ที่มองว่าตนเองถูกกระทำอะไรต่างๆ มากมาย คนที่พวกคุณกล่าวหาว่าเป็น สลิ่ม เขาต่อสู้แล้วผ่านการถูกกระทำจากรัฐบาลและลิ่วล้ออำนาจรัฐในสมัยนั้นอย่างมากมายและเมื่อเปรียบเทียบกันเชื่อว่าประชาชนที่ติดตามมาตั้งแต่ต้นก็พอจะรู้ว่ามากกว่าการต่อสู้ในปัจจุบันเสียอีก

กลุ่ม กปปส. ที่ถูกพิจารณาคดีในวันนี้เขาออกมานำหน้าประชาชนที่ร่วมต่อสู้อย่างชัดเจน ไม่ได้เป็น “อีแอบ” ที่ใช้นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ออกมาต่อสู้โดยอาศัยการออกมาแค่ในโลกโซเชียลหรือออกมาแค่พอให้เห็นหน้าถ่ายรูปโชว์แล้วรีบไปนอนหลับสบายในคฤหาสน์หรู ไม่กล้าแม้จะออกมาเดินหน้านำการต่อสู้ มีแต่ความ “ขี้ขลาดตาขาว”

“บอกได้เลยว่า การต่อสู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มันยังห่างไกลกว่าการต่อสู้ที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐที่เห็นว่าฉ้อฉล ไม่ถูกต้องชอบธรรม และแม้จะถูกตัดสินจากศาลสถิตยุติธรรมในประเทศว่าผิดกฎหมาย ก็ไม่คิดจะหนีออกนอกประเทศ นี่แหละสิ่งที่น้องๆ ควรตระหนักว่า คนที่พวกคุณด่ามาโดยตลอดนั้น แต่ในโลกแห่งความจริงพวกเขาที่มีนามว่า กปปส. มีความกล้าหาญที่น่ายกย่องมากกว่าคนที่แอบอยู่ข้างหลังพวกคุณหลายเท่าเหลือเกินจนมิอาจเทียบกันได้เลย”

 

ขอบคุณภาพTOP News