ฝ่ายค้านไม่เข้าท่า ยิ่งซักฟอก “พล.อ.ประยุทธ์” ยิ่งผงาด ถอดบทเรียนเดินตาม พล.อ.เปรม อย่ากลัวนักการเมือง!?!

0

ม็อบพัง ฝ่ายค้านไม่เข้าท่า ยิ่งซักฟอก “พล.อ.ประยุทธ์” ยิ่งผงาด ถอดบทเรียนเดินตาม พล.อ.เปรม อย่ากลัวนักการเมือง!?!

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน ถือว่าทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปล่งรัศมีสมกับที่เดินลงมาเล่นการเมือง วันนี้เป็นนักการเมืองเต็มรูปแบบ ทั้งตอบชัดถ้อยชัดคำ ทั้งการทิ่มตำกลับเวลาถูกกระทำถือว่าไม่ธรรมดา เชิงชั้นทางการเมืองสุดยอด สำหรับฝ่ายค้านถ้ายังขืนอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะมุ่งเน้นไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหวังที่จะบ่อนเซาะหรือล้มรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ โดยแผนแบบเดิมคือจะไปประสานกับม็อบนอกสภา บอกได้คำเดียวฝันค้าง ยิ่งถ้าพยายามอภิปรายทุกๆครั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และทุกครั้งเป็นแบบนี้ไปไม่รอดแน่นอน ความเสื่อมศรัทธา ความเสื่อมทรุดจะยิ่งเกิดขึ้นกับฝ่ายค้าน

ดังนั้น วันนี้บอกได้คำเดียวว่าพล.อ.ประยุทธ์ รัศมีเจิดจ้า แสงส่องเข้ามาจับอีกครั้งหนึ่ง เพราะม็อบสามกีบก็เจ๊ง ตั้งแต่เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่กรกฎาคม 2563 มาถึงวันนี้ 7 เดือนเศษ โหมประโคมข่าวใหญ่โต แต่เหมือนที่เคยสรุปมาก่อนหน้านี้ว่า จำนวนคนที่มาชุมนุมสูงสุดคือวันที่ 19 กันยายน หลังจากนั้นหัวก็ทิ่มลงมาตลอด ผู้นำม็อบ แกนนำม็อบที่ไม่เคยศึกษาทฤษฎี เป็นเด็กอยากดัง ร้อนรุ่ม อาจจะด้วยไฟอุดมการณ์ ไฟแห่งความปรารถนาดี แต่มิจฉาทิฐิ ถูกจอมบงการ ซึ่งถูกบงการก่อความคิดมาจากไอ้แก่ๆทั้งหลายมาอีกรอบหนึ่ง เคลื่อนไหวนำพาไปสู่ความหยาบคาย ถ่อยสถุน ก่อความรุนแรง ที่พูดมาทั้งหมดเพื่อจะได้เห็นภาพว่าสิ่งที่ม็อบทำมันเป็นแบบนี้จริงๆ ประชาชน นิสิต นักศึกษา ถอยห่างไป

จนล่าสุด 13 กุมภาพันธ์ ก็มีแต่การ์ด ประชาชนมีแค่หยิบมือเดียว นี่ก็นัดจะชุมนุมใหญ่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ไผ่ ดาวดิน เคลื่อนทัพมาจากอีสานมาไม่ถึงสองร้อย เดินมาสร้างภาพไป พวกนี้หลงตัวเองไม่มองความเป็นจริง ดังนั้น อย่าคิดมาเปลี่ยนแปลงสังคม ถ้าไม่เข้าใจความเป็นจริงของสังคม ไม่เข้าใจประชาชน ไม่เข้าใจความเป็นจริงของโลก มันก็จะพาบ้านเมืองให้เสียหายไปด้วย สรุปฝ่ายค้านก็ไม่เข้าท่า ม็อบก็จบ ถึงบอกว่าพล.อ.ประยุทธ์ ครบเทอม แต่เมื่อครบเทอมแล้ว จะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ ต้องมาดูกัน เพราะถ้าพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ครบเทอม นั่นหมายความว่า อายุในการเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จะยาวเท่ากับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทันที

พล.อ.ประยุทธ์เข้าสู่อำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยการยึดอำนาจ แต่ยึดอำนาจไม่กี่เดือน ก็ตั้งสภานิติบัญญัติแล้วโหวต พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนรัฐประหารก็เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร หัวหน้า คสช. นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการโหวตขอสภานิติบัญญัติ จนมาถึงการเลือกตั้งใหม่ในเดือนมีนาคม 2562 และเมื่อถึงมิถุนายน 2562 ก็ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งตามที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ ตามกฎเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จนมาถึงวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6 ปี กับ 180 วัน โดยประมาณ ถ้าอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนครบวาระ นั่นหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะครบวาระในปี 2566 ถึงวันนั้นก็ครบ 8 ปี 7-8 เดือน โดยประมาณ

ย้อนรอยไปดู พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี 5 เดือน ประวัติของทั้งสองท่านนี้น่าสนใจ พล.อ.เปรมเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ด้วยการรัฐประหาร แต่ด้วยการสนับสนุนของกองทัพที่ผลักดันให้สภาโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมือวันที่ 3 มีนาคม 2523 มาแทนพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งลาออก ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง บทเรียนอันนี้อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้คิดและพิจารณา พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาถึง 3 ครั้ง ในระยะเวลา 8 ปี 5 เดือน แสดงว่า พล.อ.เปรม ไม่สนใจ ไม่แคร์นักการเมือง ที่สวนทางมา ไม่เดินตามกติกาที่พล.อ.เปรม วางไว้ ก็ยุบสภา เพราะนักการเมืองมันกลัวเรื่องยุบสภาที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ วันนี้ทุกคนจับตาดูจะสามารถบริหารและจัดการประเทศชาติในฐานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปอย่างไรต่อ เพราะเมื่อดูฝ่ายค้าน ทบทวน ฝ่านค้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจมันแสดงให้เห็นแล้วว่าศักยภาพของฝ่ายค้านไม่มี ตัวพล.อ.ประยุทธ์เองจุดอ่อนก็น้อย เปรียบเทียบกับฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยมีโอกาสถูกยุบสูง จากกรณีที่ทักษิณ ชินวัตร ไปช่วยส.ว.ก๊องหาเสียง หลักฐานปรากฎชัด ถ้าพรรคเพื่อไทยถูกยุบ ย้ำว่าคนที่อยากให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบมากที่สุดคือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถ้ายุบพรรคเพื่อไทยแตกออกเป็นเสี่ยงๆทันที ไปไม่รอด

แต่ถ้าแตกแล้ว เสี่ยงหนึ่งอยู่กับเพื่อไทยเดิม จงรักภักดีกับทักษิณ เสี่ยงที่สอง มากับสุดารัตน์ แน่นอน โดยเฉพาะส่วนของกรุงเทพมหานครและอีสานจำนวนหนึ่ง ส่วนที่สาม น่าจะไปภูมิใจไทย ซึ่งได้แสดงศักยภาพให้เห็นในการเลือกตั้งนายกฯ อบจ.ครั้งที่ผ่านมา ว่าเงินเต็มกระเป๋า ผลการเลือกตั้งเป็นที่น่าพอใจ พรรคก้าวไกล โอกาสที่จะถูกยุบก็มีความเสี่ยงสูง จากการก้าวล่วงข้อกฎหมายต่างๆโดยเฉพาะมาตรา 112 แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกยุบ วันนี้ก็จบแล้ว อย่าไปคาดหวังตอนที่ประชาชนเลือกตั้งพรรคอนาคตใหม่ เพราะตอนนั้นเบื่อหน่ายนักการเมืองเก่าๆ ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่สำนึกเงาหัวของตัวเองว่า ประชาชนรู้เช่นเห็นชาติเป็นอย่างไร ก็เลือกอนาคตใหม่ มองภาพเป็นคนรุ่นใหม่ วันนี้ชัดว่าพรรคนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องนับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ส่วนม็อบ ตอนนี้ไม่มีสรรพกำลังที่จะทำได้แล้ว

ที่เหลือก็คือพล.อ.ประยุทธ์ จะสะดุดขาตัวเองกับพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กับพล.อ.เปรม แทบจะเหมือนกันทุกอย่างในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อยู่ในวัย 59 ปี เหมือนกัน อยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.เหมือนกัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงอำนาจ ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยกับสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกัน เส้นทางการเดินเหมือนกันทุกอย่าง ทำคุฯประโยชน์ให้กับประเทศชาติเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขนาดไม่ยอมนักการเมือง เดินหน้าทางการเมืองมา 8 ปี ยังต้องก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยถ้อยคำประวัติศาสตร์ว่า “ผมพอแล้ว” เพราะกระแสของประชาชนที่ถูกสร้างขึ้นให้เกิดอาการเบื่อหน่าย ตอนนั้นโลกข่าวสารยังอยู่ในมุมเดียว อยู่ในมุมของสื่อยักษ์ใหญ่ ของนักหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ แต่วันนี้โลกข่าวสารอยู่ในมือของประชาชนนั่นคือ โซเชียลมีเดีย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ต้องรู้ว่า กระแสนี้ถาโถมเข้ามาตลอดเวลา ที่ยืดหยัดเข้มแข็งอยู่ได้ก็เพราะ ความซื่อสัตย์บริสุทธิ์และศักยภาพในการทำงาน

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนเริ่มมองเห็นเหมือนกัน ก็คือ เข้าสู่วงจรอุบาทว์ของนักการเมืองเหมือนกันหรือเปล่า หลายเสียงคาดการณ์ว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ อยู่จนครบเทอม 8 ปีเท่า พล.อ.เปรม มีโอกาสสูงที่จะก้าวลง การวิเคราะห์นี้ มันนำไปสู่พรรคพลังประชารัฐแตกแน่ ถ้าไม่มีพล.อ.ประยุทธ์อยู่ พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้าก็อาจจะเกิดการส้มหล่นแบบพรรคชาติไทยแบบ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าพล.อ.เปรมรับเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ พรรคชาติไทยก็ไม่มีโอกาส แต่ ณ วันนั้น พรรคชาติไทย ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 พล.อ.ชาติชาย จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการโหวตจากสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยร่วมกันมา พรรคการเมืองที่ร่วมอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้คิดคล้ายๆแบบนี้ จึงมีการระดมและสร้างวิธีการหาเงินจนฉ่าวโฉ่ไปทั่วทั้งประเทศ จะเป็นพรรคการเมืองไหน ประชาชนรู้ดี ติดตามดูจากคอมเม้นท์ในโลกโซเชียลชัดเจน กรณีนี้ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ยังปล่อยให้นักการเมืองเหล่านี้เดินหน้าต่อไป ทำในสิ่งที่เลวร้าย สวนกับคำประกาศของพล.อ.ประยุทธ์ที่จะปราบการทุจริต อันนี้จะเป็นสนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน พรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลที่คิดว่าเงินเต็มกระเป๋า เลือกตั้งครั้งหน้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะฝ่ายค้านแตกแหลกเหลว พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไปต่อ สามก๊วน ห้ากลุ่ม ในพรรค ก็น่าจะแตกแหลกเหลวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ดอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีมี ดังนั้น อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ศึกษาบทเรียนพล.อ.เปรม อย่ากลัวนักการเมือง อย่ากลัวว่าถ้าไปขวางแล้ว ขู่จะถอนตัว ก็ยุบสภาจะทำให้ท่านอยู่ต่อได้ด้วยความสง่างาม และมีโอกาสสูงยิ่งที่จะเป็นรัฐบุรุษดังเช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์