“สมศักดิ์ เจียม” สั่งถอยทัพ ดันทุรังสู้ไม่มีทางชนะ เพราะมวลชนไม่เอาด้วย ชี้ธนาธร ถึงเวลาต้องยอมแพ้!?!

0

“สมศักดิ์ เจียม” ประกาศสั่งถอยทัพ ดันทุรังสู้ต่อไป ก็ไม่มีทางชนะ เพราะมวลชนไม่เอาด้วย ธนาธร ถึงเวลาต้องยอมแพ้

จากกรณีความเคลื่อนไหวเมื่อคืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งของพวกสามกีบที่เลวร้ายมาก นั่นก็คือ ไม่มีความรับผิดชอบต่อมวลชน แกนนำม็อบเป็นแกนนำที่ห่วย เอาแต่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นในโลกโซเชียล แล้วที่สำคัญมีส่วนหนึ่งที่สำนักข่าว Reuters มาถ่ายภาพเอาไว้ ทำไมต้องพูดถึงสำนักข่าว Reuters ก็เพราะเป็นสำนักข่าวต่างประเทศ ไม่มีส่วนได้เสียเพราะในไทย สื่อต่างฝ่ายต่างมีข้างให้เลือก สิ่งแรกที่ปรากฎก็คือ ความรุนแรง ในความรุนแรงนั้น แม้จะพยายามจะบอกว่า ตำรวจทำร้าย นั่นคือเจตนาหรือเป็นความไม่รับผิดชอบของแกนนำ

สภาพการณ์ความวุ่นวาย ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตั้งข้อสังเกตว่า แกนนำคุมม็อบไม่อยู่หรือตั้งใจไม่คุมให้อยู่ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายเกิดความรุนแรงขึ้น และได้มีการจัดเตรียมให้เกิดความรุนแรงเอาไว้ล่วงหน้า สร้างเรื่อง สร้างชื่อ ทีมแพทย์อาสา ซึ่งจริงๆไม่ได้เป็นแพทย์ เป็นแค่อาสาสมัครที่จะมาดูแลยามเจ็บป่วย ซึ่งก็อาจจะมีอุบัติเหตุ แต่ไม่ใช่แพทย์อาสา ทันที่ที่กระจายข่าวออกไปว่าหน่วยแพทย์อาสาถูกตำรวจทำร้าย เป็นใครก็รับไม่ได้ เพราะผู้ที่มีวิชาชีพเป็นแพทย์ จิตเจตนาคือเข้าไปช่วยเหลือคนที่ได้รับการบาดเจ็บ แต่นี่ไม่ใช่แพทย์ เป็นอาสาสมัครที่มีการตั้งเรื่องเอาไว้ พวกไร้สติก็กระโดดงับ ทำแบบนี้ต้องถือว่ามีการเตรียมการ เพราะเคยมีบทเรียนการจัดการที่วัดปทุมวนารามมาแล้ว คนจัดการก็คนเดียวกัน ก็คือ แหวน ณัฏฐธิดา มีวังปลา

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ต่อมาในความรุนแรงที่เกิดขึ้น คำถามคือว่า จะมีการเคลื่อนขบวนไปที่ศาลหลักเมืองทำไม ในเวลากลางคืน มันมีความเสี่ยงต่อมวลชน แกนนำที่รักมวลชน ต่อสู้ด้วยคาวมบริสุทธิ์ใจ จะไม่ทำแบบนี้ ยกเว้นต้องการให้เกิดความรุนแรง ต้องการเอามวลชนมาเป็นเครื่องมือ มาเป็นตัวประกันให้เกิดความรุนแรงเพื่อตัวเองจะได้บรรลุชัยชนะ รู้ทั้งรู้ว่า ในม็อบจะมีการ์ดอยู่ 2-3 กลุ่ม แม้เพนกวินจะประกาศยึดอำนาจไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 มกราคม ประกาศว่าจะใช้การ์ดมืออาชีพเท่านั้น แต่สิ่งที่ปรากฎขึ้นก็คือ การ์ดสองกลุ่มปะทะและยิงกันเอง นี่ไม่นับว่าไปขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ คำถามคือ เหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นเหตุการณ์ของม็อบสิ้นคิด ม็อบหมดหนทาง ดันทุรัง จากที่คนเคยชุมนุมสูงสุดเมื่อ 19 กันยายน ระดับ 2-3 หมื่นคน หลังจากวันนั้นก็ดิ่งหัวลงตลอด ตอนนี้อยู่แค่ระดับหลักร้อย หรือพันต้นๆ ก็เพราะผู้คนเริ่มรับรู้ข้อเท็จจริงขึ้นเรื่อยๆ ข้อเท็จจริงที่มวลชนรู้คือ การโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป้าหมายไม่ได้ปฏิรูปด้วยความปรารถนาดีหรือด้วยความรัก ต้องการที่จะให้สถาบันพระมหากษัตริย์ธำรงคงอยู่ แต่เริ่มต้นด้วยความเกลียดชัง เริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่า สถาบันเป็นปัญหา และหาข้อมูลมาซัพพอร์ตบิดเบือน ทำกันเป็นขบวนการ ไปแก้วิทยานิพนธ์ แก้วิกิพีเดีย ซึ่งใช้เป็นที่อ้างอิง และเอาข้อมูลดังกล่าวมาแพร่กระจายไปสู่เด็กหรือคนรุ่นใหม่ และยึดถือข้อมูลเหล่านี้

แต่พอค้นคว้าไป อีกฝั่งอีกฝ่ายเอาข้อมูลมาเปิดเผย ผู้คนก็เห็นความจริง ก็ถอยไป จนถึงขณะนี้ สรุปได้เลยว่า ยอมเถอะทอน เพราะขนาดตัวพ่ออย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ ได้โพสต์ว่า ตอนนี้ ไม่ว่าจะประเมินอย่างไร ต้องบอกว่า เรายังไม่พร้อม ยังมีคนจำนวนมหาศาลที่ยังไม่เอาด้วยกับเรา นอกจากนี้ เฉพาะหน้า มีเพื่อนเราถูกจับ ไม่ให้ประกัน เราต้องยึดมั่นในใจไว้ให้ดี การปะทะตอนนี้ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และยังมีตาแก่อีกคนหนึ่ง ต้องถือว่าเป็นปรมาจารย์ของธนาธร และของสมศักดิ์ด้วย ชื่อชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยโพสต์เอาไว้ ซึ่งสวนทางกับสมศักดิ์ เจียม ก็คือ ถ้าหากไม่ปฏิรูป ไม่ปรองดอง ไม่สมานฉันท์กันและกันเพราะอย่างไรเสีย ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ได้เดินทางมาถึงสยามประเทศไทยแล้ว อะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น ก็ได้เห็นกันแล้วและอะไรที่เคยเห็น ๆ กันมาชั่วชีวิต ก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกต่อไป ทั้งหมดนี้พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ธนาธรก็อาจจะเชื่อ ไม่เชื่อสมศักดิ์ เจียม แต่อยากแนะนำให้เชื่อสมศักดิ์ เจียม เพราะ สมศักดิ์ เจียม ถ้าดูในวิกิพีเดีย บอกว่า เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวไทยและอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการเมืองไทยร่วมสมัย เขามีผลงานการศึกษาค้นคว้าและการตีความประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะการศึกษาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตั้งแต่การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นี่คือผลงานของสมศักดิ์ เจียม และที่น่าสนใจกว่านั้น สมศักดิ์ เจียม เป็นผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งที่อยุ่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกจับดำเนินคดี ติดคุก 2 ปี หลังจากนั้นก็ได้รับนิรโทษกรรม ในปี 2521 โดยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ กลับมาเรียนต่อ

แต่สิ่งที่น่าสนใจ ชื่อ ด็อกเตอร์ สมศักดิ์ เจียม ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เพราะจบปริญญาเอกในสาขาการเมืองที่มหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Communist Movement in Thailand” แสดงว่า สมศักดิ์ เจียม ได้ศึกษาการเคลื่อนไหว การต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอย่างละเอียด ถึงสามารถทำเป็นวิทยานิพนธ์ จนได้รับตำแหน่งด็อกเตอร์ในปี 2535 ซึ่ง ณ เวลานั้น ต้องถือว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสิ้นซากแล้ว สมศักดิ์ จึงน่าจะเป็นคนที่เข้าใจเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้ของสงครามมวลชน โดยการเรียนรู้ผ่านวิทยานิพนธ์ของตนเอง การปฏิวัติเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เรื่องที่จะอุบัติขึ้นโดยไม่มีการจัดตั้ง ทุกที่ทุกประเทศล้วนมีการจัดตั้งและเป็นการทำงานภายใต้ทฤษฎีมวลชนที่เคร่งครัด สิ่งที่เราเห็นเป็นปรากฎการณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากที่ได้สะสมด้วยขบวนการจัดตั้ง ทำงานเป็นระยะๆ ทำความเข้าใจกับมวลชนจนมวลชนเดินหน้าเข้ามาร่วมตรงนี้แหละยาก เพราะไม่ว่าประเทศไหนผู้คนจะติดอยู่กับสิ่งเก่ากับกรอบของความคิดที่เคยได้รับมา สิ่งที่จะบิดพลิกความคิดของมวลชนจะเกิดขึ้นได้มาจากความยากลำบากในการดำรงชีวิตเพราะถูกกดขี่จากอีกชนชั้นหนึ่ง การกดขี่จะกลายเป็นแรงดันในการลุกขึ้นต่อสู้ พวกม็อบสามกีบก็ไปจำทฤษฎีเหล่านี้มา แล้วมากำหนดเป็นธีมเคลื่อนไหว แต่ไม่เคยศึกษาไม่เคยเรียนรู้ว่า ประเทศไทย คนเกือบจะ 70 ล้าน เป็นชาวนากี่คน ชาวสวนยางกี่คน คนที่ประกอบอาชีพค้าขายอิสระกี่คน SME คนชั้นกลางกี่คน แต่ละคนได้รับการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบอย่างไรบ้าง จากใคร ด้วยวิธีการใด และวิธีการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างไร

แม้แต่ตัวธนาธรไปจัดอีเว้นท์ โชว์หล่อ แต่ไม่เคยเรียนรู้ การที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ไปผูกทฤษฎีว่า ปัญหามาจากสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วกดขี่ประชาชนผ่านรูปแบบของเผด็จการทหาร การปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาที่เอามาบอกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เซ็นรับรองรัฐประหาร อยู่ในช่วงของคณะราษฎรทั้งสิ้น ก็สร้างเรื่องขึ้นโดยไม่ศึกษาความเป็นจริง จึงเป็นหายนะ แล้วดูเหมือนจะลงตัวพอดี แต่อ.สุวินัย ในฐานะประธานยุทธศาสตร์หลักสูตรของสถาบันทิศทางไทย ก็ออกมาโพสต์ว่า เรื่องของสลิ่ม (Yold) ให้สลิ่มพูดเองเถิด เพราะยุคนี้คือยุคของสลิ่ม โดย สุวินัย ภรณวลัย สลิ่ม (Yold) มาแล้ว! ที่ผ่านมา โลกอาจเคยเป็นของ ‘คนหนุ่มสาว’ มาโดยตลอด แต่เชื่อหรือไม่ว่าทศวรรษที่ 2020 นี้ คือการผงาดขึ้นของกลุ่มคนที่เรียกกันว่า สลิ่ม (Yold) ต่างหาก สลัดภาพ ‘คนแก่’ ที่สังคมเคยคุ้นชินออกไปเสียก่อน คนแก่ประเภทที่ป่วยออดๆ แอดๆ ไปไหนมาไหนเองไม่ค่อยจะได้ คนแก่ที่ไม่ได้ทำงานอะไรแล้ว ส่วนใหญ่ก็อยู่บ้านเลี้ยงหลานอะไรทำนองนั้น เพราะในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ ‘เด็กสมัยนี้’ จะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ ‘คนแก่สมัยนี้’ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกด้วย เพราะปี 2020 ที่เพิ่งผ่านมาคือจุดเริ่มต้นของ ทศวรรษแห่ง Yold โดยที่ Yold คือการสมาสคำ Young Old นั่นเอง โดยที่ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน คำภาษาไทยที่ตรงกับ Yold ที่สุดคือคำว่า สลิ่ม นั่นเอง Yold หรือ #สลิ่มคือคนแก่ที่ยังไม่แก่ คือเป็นคนแก่ที่อยู่ในวัย ‘เริ่มแก่’ เท่านั้นเอง

พวกเขายังมีจำนวนมากในสังคม แถมมีสุขภาพดี มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง และที่สำคัญยังมีพลังสมอง พลังปัญญา มีพลังความคิดที่ยังทรงพลังทรงอิทธิพลอยู่มาก … มิหนำซ้ำเสียงของพวกเขาในสังคมยังดังที่สุดในตอนนี้ด้วย แล้วการผงาดของสลิ่ม (Yold ) จะส่งผลต่อสังคมไทยได้สักเท่าไหร่กัน? คนกลุ่มนี้แหละที่เข้ามา disrupt การเมืองไทยและสังคมไทยในมิติต่างๆ ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปสังคมนี้อย่างจริงจัง การเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพวกสลิ่ม จะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จให้มากขึ้น พวกที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับพวกสลิ่ม บั้นปลายที่ลงเอยคือ หายนะ แต่สลิ่มเองก็ควรพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง นั่นคือการทำให้ช่วงชีวิตที่เหลือของสลิ่ม (Yold) กลายเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ทางจิตวิญญาณหรือทางธรรม สลิ่มทั้งหลายจงรวมพลังกัน เพื่อ #กลายร่างเป็นซูเปอร์สลิ่ม (Super Yold) เถิด !

เห็นด้วยเพราะ คนรุ่นนี้เป็น คือคนที่ต้องเข้าโรงเรียน แล้วห้องเรียนมีไม่พอต้องขยายห้องเรียนชั่วคราว ทุกอย่างขยายตัวสูงสุดในยุคนั้น คนยุคนั้นคือคนที่ได้รับการพัฒนาความคิดทางการเมือง ด้วยเบ้าหลอมของเหตุการณ์ 14 ตุลา ไม่ใช่มาจากเคลื่อนไหวผ่านโซเชียล แล้วบอกว่าสำเร็จแล้ว ซึ่งมันเห็นได้ชัดว่า พลังในสังคมในวันนี้ มันอยู่ที่คนกลุ่มไหน และที่สำคัญประเทศไทย ม็อบไม่เคยชนะอำนาจรัฐ