เชิญปวินสอนนักศึกษา แฉนักวิชาการอีแอบ สุมหัววางแผน ท้าแมน ๆ หน่อย ประกาศเลยไม่เอาเจ้าในมหาลัย?!

0

รายการสนธิญาณ “ชัด ครบ จบ จริง” รายงานข่าวเรื่อง “เชิญ ปวิน มา! นักวิชาการ วิชา…วย แมน ๆ หน่อย อย่าเป็นอีแอบ” ระบุว่า ปกติผมนั้นจะไม่ค่อยกล้าไปยุ่งกับนักวิชาการทั้งหลายหรอกครับ เพราะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าต่ำต้อยในเชิงวิชาการ ภาษาอังกฤษก็พูดได้แต่ yes, no, ok, thank you เท่านั้น

เวลาไปพูดเกี่ยวกับนักวิชาการ กลัวเวลาเขาตอกกลับมามันจะหน้าชา หน้าแหก แต่งานนี้ไม่พูดไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ใหญ่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นในประเทศไทย ในแวดวงวิชาการ และในแวดวงมหาวิทยาลัย

นั่นก็กรณีที่ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เรารู้จักกันดีว่าเป็นนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยเกียวโต หลบหนีหมายจับในคดีมาตรา 112 บทบาทของปวินไม่ต้องพูดถึง รู้ด่าเจ้า ต้องใช้คำแบบนี้ด่าเจ้า ด่าหยาบ ๆ คาย ๆ เสี้ยม ทำทุกวิถีทาง เรียกว่าคิดอะไรได้แล้วทำให้คนเกลียดเจ้าก็ทำ เปิด facebook ให้เด็กเข้าไปติดตาม ให้ข้อมูลแล้วก็เชื่อมโยงกับบรรดาเครือข่ายต่าง ๆ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจในเชิงจัดตั้ง แต่ก็ต้องถือว่าปวินเป็นแนวร่วมสำคัญของเครือข่ายขบวนการล้มเจ้าที่อยู่ในประเทศไทย ภายใต้ข้ออ้างที่บอกว่าทำในงานวิชาการ ทำในกรอบของกฎหมาย ด้วยความหวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เรื่องของเรื่องก็เหมือนที่รู้กันหมดแหละว่า ปวินโพสต์ว่า “ดิชั้นได้รับเชิญให้สอนวิชาการต่างประเทศ (สหรัฐ-จีน-อาเซียน) ให้กับคณะเศรษฐศาสตร์ ม.สงขลา วันนี้ค่ะ” พร้อมกับรูปถ่ายกับบรรดานักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยสงขลาฯ รูปถ่ายคู่นี้ก็เป็นรูปที่ถ่ายออนไลน์ งานนี้เป็นเรื่องทันที ทุกวันนี้ไม่ว่าใครทำอะไรมันเป็นเรื่องทั้งนั้น เพราะสังคมโลกโซเชียลฯ ต่างเฝ้าตรวจสอบ

งานนี้เรียกว่าดัง คนที่ต้องรับผิดท่านแรกก็คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คนที่สองก็ ดร.สินาด ตรีวรรณไชย

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ คนที่สามก็คือ ดร.พิชญา บุญศรีรัตน์ เป็นอาจารย์เจ้าของวิชา ที่บอกว่าทั้ง 3 คน ต้องรับผิดนี้ ประเด็นอยู่ที่ว่าปวินเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา แน่นอนว่ามาตรา 112 ฝั่งที่ไม่ชอบ ฝั่งที่ต่อต้านเจ้า ก็บอกว่าเป็นคดีทางการเมือง จะไปปิดกั้นได้อย่างไร อันนี้เป็นเสรีภาพทางวิชาการ ก็ต้องให้ปวินมาสอน มีความรู้ก็อ้างได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าชัดเจนมากที่สุด ปวินใช้คำหยาบในโลกโซเชียลฯ ในการกร่นด่า และการที่เด็กนักศึกษาหรือคนรุ่นนี้เห็นว่าคำหยาบที่ใช้เพื่อความสะใจ หรือใช้ในการทิ่มแทงคนอื่น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ดี ก็ไม่รู้จะว่ายังไง คือทางวิชาการมันสามารถหาเรื่องมาอธิบายได้ทุกอย่าง แต่ถ้าสังคมไทยอยู่ด้วยคำหยาบ ทิ่มแทงกันด้วยคำหยาบ ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นความผิดทางอาญา คนที่หนีคดีทางอาญา พูดจาหยาบคาย ไม่มีอะไรที่จะเป็นแบบอย่าง ถ้าเป็นแบบอย่างที่พวกคุณรู้สึกชื่นชมกันก็คือว่ากล้าสู้กับเจ้า ยุเด็กอยู่ข้างนอก แต่ไม่กล้ามาสู้

เรื่องคำหยาบมันมีประเด็นน่าสนใจ ตอนที่น้องรุ้งให้กล้วยคุณชวน หลีกภัย มันมีคนออกมาขานรับความชอบธรรมให้กับน้องรุ้ง ในขณะที่สังคมไทยบอกทำได้ไง คุณชวนอายุ 80 กว่าแล้ว เป็นประธานรัฐสภา เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าวางตัวในฐานะนักการเมืองที่ดีมากคนหนึ่ง แต่เพียงแต่เด็กสาวคนหนึ่งรู้สึกขัดใจโดยไม่มีเหตุผล แล้วต้องการแสดงออกทางอารมณ์ขึ้นมา และให้กล้วย นักวิชาการอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ออกมาขานรับทันที บอกว่าคำหยาบมันเท่าความเสมอภาค และลัทธิโรแมนติกนิยม มันสุดยอดจริง ๆ

คำอธิบายก็คือนิธิเขาบอกว่าเพื่อนที่อายุใกล้เคียงกันรำพึงรำพันถามมาจากต่างประเทศว่า ทำไมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของวัยรุ่นไทยจึงใช้คำหยาบ เพื่อนนิธิก็คงเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ ที่ตั้งคำถาม คำตอบยาว เพราะนิธิตอบมาเป็นบทความทางวิชาการ แต่แปลแล้วก็บอกว่า คำหยาบนี้มันถูกใช้เพื่อแสดงความใกล้ หรือความห่างในความสัมพันธ์ อธิบายได้เช่นเพื่อนฝูง ก็ใช้คำหยาบคุยกัน ให้กล้วย ให้อะไรกันไป นู่นนี่นั่น ก็ดูก็มีเหตุผล แต่ความหมายเดิมที่เคยบอกว่าคำหยาบเพื่อล่วงละเมิด หรือด้อยค่าคนอื่น นิธิบอกว่าเดี๋ยวนี้หายไป เพราะฉะนั้นอย่างที่คุณชวนหลีกภัยได้ไปแท่ง 1 ก็เป็นการโต้เถียงเห็นแย้งกับความเห็นของคนชวน โดยวิธีของภาษาที่ไม่ประณีต ผมชอบศัพท์ที่เอามาใช้ นี่ไงผมถึงเรียนว่านักวิชาการน่ากลัว คืออธิบายอะไรทุกเรื่องได้ให้เข้าทางตัวเอง เอาตรรกะมาอ้างอิงประกอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้คิดพิจารณาทั้ง ๆ ที่นักวิชาการเหล่านี้สูงวัยแล้ว ก็คือสภาวะทางจิตใจที่จะต้องมีความเมตตา มีความละเอียดอ่อนต่อกัน ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประกอบทางความคิด

ดังนั้น การเชิญปวิน บุคคลที่หนีคดีอาญามาตรา 112 พูดจาหยาบคาย เถื่อน มาพูดในครั้งนี้ มันจึงต้องกลายมาเป็นประเด็น ที่กระทรวงการอุดมศึกษาจะต้องหาบรรทัดฐาน แต่งานนี้ก็มีบทเรียนให้ศึกษาได้หลายแบบว่า ผู้หญิงบางคนก็ดูแมน ๆ ผู้หญิงที่ว่าก็คือ ดร.พิชญา แล้วแมนยังไง หรือมีใครไม่แมน ลองพิจารณาดูหลังจากมีเรื่องไปแล้ว อาจารย์พิชญาก็โพสต์บอกว่า “ถ้าพี่แค่เชิญศิษย์เก่ามาบรรยายในรายวิชา มาเล่าเรื่องการปลูกพืชผัก ขุดสระน้ำ ทำเศรษฐกิจพอเพียง ชีวิตพี่ก็จะง่ายสบาย.. แต่นักศึกษาจะไม่ได้อะไร และพี่จะอายที่มีปัญญาทำได้แค่นั้น!! ดังนั้น ทางเลือกนี้ปล่อยให้คนบางคนที่มักง่ายกับการสอนทำไปก็แล้วกัน พี่ไป way ของพี่ดีกว่า ชัดเจน แรงหนุนเยอะ ทุกคนไม่ต้องกังวลนะ”

กล้าเปิดเผยว่าตัวเองคิดอะไรอย่างไร ซึ่งแน่นอนเธอเป็นหนึ่งใน 105 คน ของนักวิชาการที่ออกมาหนุนน้องรุ้ง หรือ ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่เสนอ 10 ข้อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 วันที่ 12 สิงหาคม บรรดาคณาจารย์ 105 คน ก็ออกมาสนับสนุนทันที ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ในลำดับที่ 69 ซึ่งโดยข้อเท็จจริง แล้วอาจารย์พิชญาเธอได้เกริ่นเรื่องนี้มา 3 เดือน โพสต์ว่า “เทอมหน้าต้องสอนวิชาเศรษฐศาสตร์อาเซียนจีนและญี่ปุ่นทำยังไงจึงจะเชิญอาจารย์ปวินให้ไลฟ์มาบรรยายได้หนอ”

โพสต์แบบรำพึงรำพัน ชัดเจนแสดงว่าตั้งใจล่วงหน้ามา 3 เดือน แต่เรื่องนี้หลังจากที่เกิดเหตุขึ้น มันก็มีคนที่ไม่แมนเหมือนกัน ใครไม่แมนก็ไม่รู้ เพราะคณะเศรษฐศาสตร์ได้ออกคำชี้แจงสวนกับสิ่งที่อาจารย์พิชญาได้โพสต์เอาไว้ล่วงหน้า 3 เดือนว่า “ขอชี้แจงประเด็นการบรรยายพิเศษของ รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ในรายวิชาหนึ่งของคณะ ตามที่ปรากฏอยู่ในกระแสข่าว ดังนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เป็นการประสานงานเชิญวิทยากรเป็น การส่วนตัวโดยอาจารย์ผู้สอนซึ่งค่อนข้างกระชั้นชิดและไม่ได้ผ่านช่องทางของคณะ โดยได้เชิญมาบรรยายพิเศษในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ US, China, ASEAN ในวิชาเรียน เป็นการบรรยายทางวิชการตามความเชี่ยวชาญของผู้รับเชิญ ผู้เข้าฟังคือนักศึกษาในรายวิชาและนักศึกษาบางส่วนที่สนใจ จำนวนรวมประมาณ 28 คน และเป็นการบรรยายออนไลน์ระบบปิด ไม่มีการถ่ายทอดสู่สาธารณะ และไม่มีการพาดพิงสถาบันหรือปลุกระดมยุยง ปลุกปั่น ทั้งนี้ ทางคณะได้มีการพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนและได้ชี้แจงรายละเอียดให้กับทางมหาวิทยาลัยทราบแล้ว และขอขอบคุณในความห่วงใยและติชม ทางคณะจะได้นำไปปรับปรุงการทำงานต่อไป”

เป็นคำชี้แจงของคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมี ดร.สินาด เป็นคณบดีฯ ใครแมน ไม่แมนไม่รู้ แต่ข้อเท็จจริงก็คืออาจารย์พิชญาโพสต์เอาไว้ 3 เดือน แต่อาจารย์พิชญาอาจจะไม่ได้เล่าให้อาจารย์สินาดฟัง แต่เชื่อไหมท่านคณบดีและอาจารย์นี้เขามีความคิดในทางเดียวกัน โลกโซเชียลนี้มันมีข้อมูลที่ค้นหาได้หมดแม้ใน facebook ที่เปิดเฉพาะเพื่อน ผมจะดูบางส่วนที่อาจารย์สินาดโพสต์ ที่ยกมาไม่ใช่มีความคิดแตกต่างกับผมแล้วหยิบยกมา หยิบยกมาให้เห็นว่าอาจารย์สินาดกับอาจารย์พิชญาน่าจะมีความใกล้ชิด เพราะความคิดเป็นทางเดียวกัน

อาจารย์พิชญานั้นจะเชิญปวินมาก็ชัดเจนพูดเอาไว้ล่วงหน้า 3 เดือน แต่พอคณะเศรษฐศาสตร์ชี้แจงบอกว่าให้เป็นเรื่องกระชั้นชิด ขอบคุณในคำติชม ลองคิด เราก็มาดูความคิดว่า  อาจารย์สินาด อาจารย์พิชญาเขาจะใกล้ชิดกันไหม เอาตัวอย่างการโพสต์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม “ประยุทธ์ออกไป ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” ศักดินาก็ไม่รู้ใคร ก็ประยุทธ์ออกไป แล้วศักดินาคือใคร?

วันที่ 17 ตุลาคม 2563 นั่นก็คือหลังจากที่เกิดเหตุในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่ได้มีการไปปิดกั้นขบวนเสด็จ และมีการมาชุมนุมแล้วตำรวจฉีดน้ำในวันที่ 16 ตุลาคม 2563

ไม่แปลกที่ความคิดเห็นทางการเมืองที่จะสนับสนุนความคิดได้ เพราะวันที่ 21 ตุลาคม ก็โพสต์อีกว่าการสร้างพล็อตให้นำไปสู่ความรุนแรง และเกลียดชังอย่างบ้าคลั่ง รวมถึงการมุ่งดำเนินคดีเรื่องการชุมนุมเฉพาะผู้ประท้วง ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐไม่โดนอะไรเลยมันเป็นเรื่องซ้ำซากและน่าอนาถมาก

คือเขาไปเอาโพสต์ของประจักษ์มาขยายความ ที่บอกว่าตอนนี้มีการพยายามสร้างพล็อตเรื่องแบบ 6 ตุลาคม ภาค 2 จัดตั้งมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาปะทะและสร้างกระแส hate speech ผ่านสื่อของรัฐและ iO เพื่อใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหานักศึกษา ประชาชน สังคมต้องรู้เท่าทันและช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบ 6 ตุลาเกิดขึ้นอีก

วันนี้ข้อพิสูจน์ใครกันแน่ที่ก่อความรุนแรง ไม่เป็นไรวันนั้นอาจารย์สินาดยังไม่รู้ แต่วันนี้รู้ชัดเจนออกมาแฉกันเองว่าการ์ดของม็อบ 3 กีบ พวกนี้เป็นคนที่พยายามสร้างความรุนแรงมาโดยตลอด แต่ไม่เป็นไร เพราะไอ้บอกว่าอีกฝั่งหนึ่งพยายามจะสร้างความรุนแรง สร้าง 6 ตุลาภาค 2 นี่ก็คือกรอบแบบเดิม ๆ ที่ใส่แบบเหมือนม้าที่บังทางไว้ เอาเรื่อง 6 ตุลามาพูด โดยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริง น่าห่วงหรือไม่สำหรับนักวิชาการ

วันที่ 10 พฤศจิกายน บอกว่าอ่านแล้วรู้สึกชื่นชมน้อง ๆ อาชีวะ เพราะมีการโพสต์ของ The Momentum บอกว่าการอาชีวะแนวหน้ากล้าตายของมวลชนราษฎร 17 พฤศจิกายน มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ilaw ก็เสนอไป วันนั้นรู้ดีเหตุการณ์ทบทวน พวกม็อบก็ไป แต่ผมย้ำไม่ได้มีการชุมนุมประท้วง พาการ์ดเข้าตีฝ่าด่านตำรวจเลย อาจารย์สินาดก็โพสต์ ว่าถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ และรู้ที่มารัฐธรรมนูญ 2540 จะทราบว่าข้อเสนอ ilaw ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องพื้นฐานมาก หากต้องการความเป็นประชาธิปไตย ปล.ผมก็ลงชื่อด้วยครับ อยากตัดตอนรัฐประหาร ไม่เป็นไรความคิดทางการเมืองเสนอไปไม่ใช่เรื่องแปลก

จน 18 พฤศจิกายน มาพ่นสีหยาบคายที่ราชประสงค์ ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจารย์สินาดก็โพสต์ว่ากระบวนการยังมีอีกยาว ต้องส่งเสียงกันต่อไปครับ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะมีความคิดเห็นต่างกัน แต่เรื่องที่แปลกก็คือพวกแสดงตัวเป็นอีแอบ ผมว่าถ้าคณะเศรษฐศาสตร์แถลงให้แมน ๆ ว่าคิดแบบนี้ จะสู้อะไรก็สู้ในทางกฎหมาย สู้อะไรก็สู้กันเปิดหน้า น่าสนใจ ถ้าเป็นแบบนี้อาจารย์พิชญาแมน

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้น และได้รับพระราชทานนามว่า “สงขลานครินทร์” ซึ่งเป็นนามของพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2511 ดังนั้นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงถือวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์นั้นวันนี้ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ต้องถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีงานทางวิชาการน่าเชื่อถือ มีวิทยาเขตอยู่ทั้งสิ้น 5 วิทยาเขต ปัตตานี หาดใหญ่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และ ตรัง เป็นที่ ๆ ได้บ่มเพาะเด็กทางภาคใต้ให้เติบโตขึ้นมาและรับใช้ทำงานให้กับท้องถิ่น รวมทั้งเด็กนักเรียนนักศึกษาจากที่อื่นที่ไปเรียน แต่หลัก ๆ ตั้งขึ้นมาก็เพื่อจะรองรับเด็ก ๆ ในภาคใต้

วันนี้ครับน่าสนใจต่อไปอีก สภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ผมไม่ลำดับกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีกี่คน แต่น่าสนใจตรงที่ ท่านชวน หลีกภัย ได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของสภามหาวิทยาลัยด้วย คุณชวนพี่น้องรุ้งแจกกล้วยให้ และนิธิบอกว่าไม่ได้เป็นคำหยาบ

นี่คือเรื่องราวของนักวิชาการที่เกิดขึ้น ซึ่งจะปล่อยให้ปล่อยผ่านเลยไปไม่ได้ ท่านดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แน่นอนทำเรื่องถามไป คิดว่าเรื่องนี้จะต้องสร้างบรรทัดฐานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ในแวดวงการศึกษาแนวระดับอุดมศึกษาของประเทศเรา