เปิดคำตัดสินศาล คดีธนาธร ไม่ใช่ไม่ผิดม.112 รอคนแจ้งความฟันผิด ก่อนระงับคลิปไลฟ์สด!?!

0

ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทยในเวลานี้ กรณีที่ศาลยกคำร้องของกระทรวงดิจิตอล ที่ร้องให้ระงับการเผยแพร่การไลฟ์สดของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

กรณีวัคซีนพระราชทาน เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 ถือเป็นความสำเร็จของธนาธรอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเกิดการแตกแยกได้ ดังนั้น จะต้องใจเย็นๆ พิจารณาคำตัดสินของศาลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะดาบนี้เวลาย้อนกลับไปบั่นคอธนาธร มัจะบั่นกลับอย่างสาสม และวันนั้นจะทำให้ธนาธร ปิยบุตร ซึ่งเคยโจมตีศาลไว้ มันจะไม่มีเหตุผลที่จะเอามาอ้าง

ก่อนหน้านี้มีคำถามเกิดขึ้นอย่างมากมาย พุ่งเป้าไปที่ศาลกรณีที่ได้มีการจับกุมหรือดำเนินคดีกับแกนนำสามนิ้วที่กระทำความผิดตามมาตรา 112 ถึงได้มีการจับปล่อยจับปล่อย ไม่ควบคุมตัวไว้หรือให้ประกันตัว ในกระบวนการนี้มีการต่อสู้ มีการพิจารณาหลายขั้นตอน การที่จะให้ประกันตัวหรือไม่ประกันตัว ขั้นตอนแรกต้องมาตั้งแต่พนักงานสอบสวนถึงอัยการเจ้าของคดี จนมาถึงศาลที่ร่วมกันพิจารณาตัดสินวินิจฉัย ดังนั้น จึงเกิดกรณีอย่างนี้ อย่าเพิ่มรีบร้อนในการที่จะตัดสิน เป็นธรรมดาของโลก ยามที่เราได้อะไรสมใจของเรา เราก็รู้สึกดีใจ ยามที่เราไม่ได้อะไรสมใจ ก็รู้สึกเสียใจ ส่วนใหญ่ในโลกเป็นแบบนี้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะละเอียดอ่อนแต่เวลาเหวี่ยงกลับไปที่ธนาธร ปิยบุตร มันจะรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง เพราะในเรื่องนี้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันตุลาการหรือศาล สถาบันบริหารหรือคณะรัฐมนตรี และในที่สุดก็จะไปถึงรัฐสภาด้วย แน่นอนว่าจะมีการหยิบยกเอาเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรในกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฝ่ายค้านถือว่าเป็นเหยื่อแล้ว ดังนั้น เรื่องนี้กระทบกระเทือนทุกสถาบันหลักของสังคมไทย ดังนั้น จะต้องใจเย็นๆ

ความเกี่ยวพันของสถาบันหลักของชาติทั้งหมด รัฐธรรมนูญมาตรา 3 กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่เอาเรื่องนี้มากล่าวย้ำก็เพื่อให้เห็นว่า ธนาธรทำสำเร็จ ทำให้สถาบันหลักของชาติทั้งสามสถาบัน ซึ่งเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดความปั่นป่วน วุ่นวายขึ้น ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านบอกว่า จำเป็นอย่างยิ่งในการอภิปรายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมีเรื่องเกี่ยวพันกับรัฐบาล

คำวินิจฉัยของศาล เรื่องนี้ที่นายธนาธรได้คัดค้านคำสั่งศาลเบื้องต้นที่สั่งให้ระงับไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เขามีเหตุผลที่มาขอและศาลก็ได้วินิจฉัยที่จะต้องรับคำขอคัดค้านคำสั่งนั้น เพราะศาลได้วินิจฉัยว่า การที่สั่งระงับไป โดยไปใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ไต่สวนฝ่ายเดียว เช่นการออกหมายจับหรือหมายค้นนั้น ไม่สามารถใช้กับกรณีนี้ได้ ดังนั้น จะต้องรับฟังคำคัดค้านของธนาธร นี่เป็นเหตุผลแรกที่ทำให้ศาลรับฟังคำคัดค้าน เพราะการไต่สวนครั้งแรกที่สั่งระงับไปเป็นการไต่สวนเพียงฝ่ายเดียว เมื่อศาลได้วินิจฉัยว่า ควรที่จะรับคำร้องคัดค้านของนายธนาธรแล้ว ก็ได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุอันควรที่จะระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้หรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ร้อง (กระทรวงดีอี) บอกว่าเนื้อหาการเผยแพร่เข้าข่ายเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักรอันเป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 (3) แห่ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 เป็นเหตุให้ผู้ร้องไประงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ แสดงว่ากฎหมายประสงค์จะลงโทษผู้ที่นำข้อมูลซึ่งได้มีการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งแล้วว่า เป็นความผิดเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เป็นจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อไม่ให้ความผิดตามมาตรา 14 (3) ซ้ำซ้อนกับความผิดประมวลกฎหมายอาญาที่มีโทษสูงกว่าอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อยังไม่มีการฟ้องเกี่ยวกับข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามคำร้องนี้ให้รับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงไม่มีกรณีต้องวินิจฉันตามมาตรา 14(3) และไม่เข้าเหตุตามมาตรา 20(1)
แปลก็คือ ศาลบอกว่า ยังไม่เข้าข่ายความผิดเลย จะมาระงับได้อย่างไร การระงับได้จะต้องเข้าข่ายความผิดก่อน นั่นหมายความว่าจะต้องไปดำเนินคดีธนาธรเรื่องมาตรา 112 ก่อน ซึ่งชัดในสิ่งที่ศาลวินิจฉัยว่าต้องทำความผิดก่อน ถึงจะระงับได้

และกรณีการวินิจฉัยคดีนี้ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยว่า ผู้ใดจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องและศาลที่มีเขตอำนาจจะได้พิจารณาต่างหากไป และเมื่อมีคำพิพากษาให้บุคคลรับผิดทางอาญาแล้ว จึงมีผลให้ศาลอาจสั่งระงับการทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา20 (1) ประกอบมาตรา 14(3) ต่อไป สำหรับในส่วนที่ต้องพิจารณาว่าเรื่องนี้อาจจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ลักษณะ 1 และลักษณะ 1/1 ตามความในพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 20(2) มีความหมายเพียงไร ศาลได้วินิจฉัยชัดเจนว่า ในการนี้สมควรแปลความโดยพิจารณากรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่งในกรณีนี้ ได้แก่ มาตรา 35 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน

การที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ย่อมมีความหมายว่าห้ามหรือระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลเป็นข้อยกเว้น ในขณะที่การเผยแพร่ข้อมูลโดยเสรีเป็นหลัก ในการนี้ควรพิจารณาว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ยอมรับความหลากหลายและอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่าง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนี้จึงถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับความคุ้มครองโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ ตามหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีนิติรัฐและพันธกรณีในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยรับรองและเป็นภาคี ดังนั้น การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะทำได้ เมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดและเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองประโยชน์อันชอบธรรมของรัฐ และการจำกัดสิทธิเสรีภาพต้องได้สัดส่วนกับความจำเป็น โดยต้องใช้มาตรการที่เป็นภาระน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐดังกล่าว

ชัดเจนว่า ศาลพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ พูดถึงความเกี่ยวพันกับองค์กรสากล แต่ข้อสุดท้ายในเนื้อหาที่จำเป็นจะระงับหรือไม่ระงับ ศาลได้วินิจฉัยไว้ว่า เห็นด้วยกับคำร้องของผู้คัดค้าน (ธนาธร) ว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาในการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามสิทธิเสรีภาพ ศาลบอกว่า ที่กล่าวถึงพระมหากษัตริย์โโยเฉพาเจาะจงตามที่ปรากฎในวัตถุพยาน เป็นช่วงสั้น ๆ คือในนาทีที่ 15.05 และนาทีที่ 28.10 นั้น ในส่วนแรกเป็นการกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งความข้อนี้ผู้คัดค้านนำสืบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเอกสารราชการและผู้ร้อง(กระทรวงดิจิทัลฯ) ไม่ได้คัดค้าน จึงฟังว่าเป็นความจริง ข้อเท็จจริงเพียงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวมิได้ทำให้พระองค์เสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง หรือไม่เป็นที่เคารพสักการะแต่อย่างใด สำหรับในส่วนที่สองซึ่งระบุว่า “ทั้งหมดมันนำมาซึ่งคำถามสุดท้ายว่า ผู้ถือหุ้นของสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดคือในหลวงรัชกาลที่ 10 ถือหุ้นโดยตรง คุณประยุทธ์จะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ถ้าวัคซีนผลิตได้ช้ากว่าเวลา ถ้าเกิดว่าการผลิตวัคซีนมีปัญหาในการแจกจ่ายกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ถ้าเกิดประชาชนเกิดการแพ้วัคซีน หรือวัคซีนมีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย คุณประยุทธ์จะรับผิดชอบไหวหรือไม่ เพราะประชาชนจะตั้งคำถามกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งมีผู้ถือหุ้นคือ ในหลวงรัชกาลที่ 10

ศาลเห็นว่า ข้อความนี้ไม่อาจแปลความตามลำพังแยกขาดจากเนื้อหาความส่วนใหญ่ได้ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนเสริมจากข้อมูลส่วนใหญ่ของการนำเสนอที่กล่าวหารัฐบาลว่าผิดพลาด ด้วยเหตุผลทั้งหมด ศาลจึงวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดแล้วแม้ว่าผู้คัดค้านจะบรรยายว่า องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด แต่ก็มิได้มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการกล่าวหา หรือตำหนิติเตียน หรือกล่าวให้สงสัยในความสุจริต ต่อพระองค์ไม่ว่าในทางใด ๆ จึงไม่มีลักษณะชัดเจนและเห็นได้ในทางภาวะวิสัยที่แสดงว่า ข้อความนี้อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันจะเป็นเหตุให้ศาลระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ แต่อย่างใด อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 วรรคหนึ่ง ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การไต่สวนและมีคำสั่งของศาล จึงย่อมมีผลให้คำสั่งศาลในวันที่ 29 มกราคม 2564 เป็นอันสิ้นผล และมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลมีหลักในการพิจารณาตัดสินทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เราจะต้องรับฟัง ยืนยันเลยว่า คำตัดสินของศาล ศาลรู้ว่าตัดสินในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 10 มาตรา 188 ระบุว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาล ซึ่งต้องดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน และการพฤติปฏิบัติของศาลที่ผ่านมา ก็เดินตามกรอบนี้มาอย่างยาวนาน สถาบันศาล จึงได้รับความเชื่อถือจากประชาชน

แต่มีคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ คนที่ไม่เชื่อก็คือ พวกสามกีบ ที่ออกมาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะตัวนำคือ ธนาธร ก่อนที่เขาจะลงเลือกตั้งได้ออกหนังสือชื่อ Portrait ธนาธร ในหน้า 277 บอกว่า เขาต้องการมีอำนาจมากพอที่จะไปต่อรอง… แน่นอนว่าความหมายของ…คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่ที่จะเน้นให้เห็นว่า ธนาธร ขยายผลต่อว่า จะไปต่อรองในเรื่องอะไร นี่ต่างหากคือเป้าหมาย ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้หรอก จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จัดการเรื่องศาลไม่ได้หรอก จัดการเหี้x ห่X อะไรไม่ได้ นี่คือคำพูดของธนาธร แปลว่า ธนาธรจะจัดการกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ต้องการจะไปต่อรอง และขยายความต่อมาเฉพาะของศาล แปลว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สั่งศาลได้ ให้ศาลดำเนินการรับใช้ มันแปลความอย่างนี้

อีกคนหนึ่ง นายปิยบุตร ที่เคยไปพูดที่ลอนดอน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 มีการเอามาเปิดเผยมากมาย มีหลักฐาน มีข้อมูลว่า เป็นคนพูดเรื่องศาลทำงานในพระปรมาภิไธย แล้วไปหยิบยกเอาเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 พูดกับศาลเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 มาบิดเบือนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สั่งศาลในทางการเมือง นี่คือการสร้างกระบวนการ จนเด็กๆเริ่มขยายตาม นี่คือที่มาที่ทำให้คนมองที่สองคนนี้ อยากบอกว่า ดาบนี้เวลาเหวี่ยงกลับจะบั่นคอมันขาด จะร้องโหยหวน ครวญครางอย่างเจ็บปวด พวกนี้ที่โจมตีพล.อ ประยุทธ์ อยู่ทุกวัน ไม่ได้ตั้งใจโจมตีพล.อ ประยุทธ์ แต่โจมตีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ที่ถวายงานรับใช้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็มีการขยายความว่า มีการรัฐประหารและพระมหากษัตริย์เซ็นรับรอง การกระทำความผิดมาตรา 112 ทั้งนายธนาธรและนายปิยบุตร ของนายํธนาธรจะแถมคดีบุกรุกป่า ซึ่งจะอยู่ในอำนาจศาล และจะดิ้นไม่หลุดเหมือนกัน เพราะเวลาที่เอาหลักฐานไปคัดค้าน ศาลให้ความเป็นธรรม เวลาศาลตัดสินอย่าร้องโวยวาย และเด็กที่เดินตาม โดนกันไปคนละ 10 คดี จะติดคุกคนละ 30 ปี 50 ปี คอยดูว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น เพราะการพิจารณาอรรถคดีทั้งหลายจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด และศาลก็จะเดินตามเส้นทางนี้อย่างแน่นอน ว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง เมื่อโดนเข้าบ้างอย่าร้องแบบหมา