ตี๋ทอน จุ้น รัฐประหารพม่า จี้รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืน เสี่ยงทำประเทศเสียหาย!?!

0

ธนาธร ร่วมม็อบต้านรัฐประหารเมียนมา จุ้น ทหารพม่ายึดอำนาจจับ “อองซาน ซูจี” จี้รัฐบาลไทยออกมาแสดงจุดยืน เสี่ยงทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่ม็อบสามกีบ ที่นำโดยกลุ่มการ์ดวีโว่ ที่มีโตโต้เป็นผู้นำ และมีธนาธรและช่อ พรรณิการ์ ไปร่วมม็อบชาวเมียนมาต่อต้านรัฐประหารที่หน้าสถานทูตเมียนมา จนเกิดความวุ่นวาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะชาวเมียนมา มาจากคนไทยเราเอง ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เป็นเรื่องที่มีโอกาสกระทบกระเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่รัฐประหารหรือการยึดอำนาจและจะเกิดการกระทบกระเทือน เพราะพม่ามีความสลับซับซ้อนทางการเมืองของปะเทศเขา พี่น้องชาวเมียนมาไปประท้วงก็เรื่องของเขา ไม่ใช่ความผิดของเขา เขาก็มีความคิดเห็นทางการเมืองของประเทศเขา แต่ของเราที่ไปอ้างว่าเป็นพลเมืองอาเซียนบ้าหรือเปล่า จริงๆพลเมืองอาเซียน รู้ไว้ว่าอาเซียนเขามีปฏิญญาร่วมกัน ในการร่วมกันเป็นอาเซียน

หากคนพวกนี้เป็นผู้นำประเทศ ประชาชนเลือกตั้งยอมให้พวกนี้ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้นำประเทศ หรือพวกนี้ทำการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงประเทศ โค่นล้มสถาบันสำเร็จ บอกเลยว่า จะนำพาประเทศเราไปสู่หายนะอย่างแน่นอน เพราะไม่เคยศึกษา ไม่เคยเรียนรู้ แต่ก็เขาไปยุ่งวุ่นวาย แล้วถ้าเป็นผู้นำประเทศแล้วเขาไปแทรกแซง เดินตามฝรั่ง เดินสหรัฐ ตามอียู คิดได้แบบนี้ รวมไปถึงนักข่าวบ้านเรา ไปถามนายกรัฐมนตรี ไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่ได้ ว่าจะมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร คุณต้องการคำตอบแบบไหน ต้องการคำตอบให้นายกฯต่อต้านการรัฐประหารเมียนมา หรือต้องการให้ตอบแบบเอาอกเอาใจ ขณะรัฐประหาร คำถามแบบนี้ คำตอบที่หวังจะว่าจะได้มันเสียหายกับประเทศ แต่โดยหลักทั่วไปเขาก็ต้องตอบว่า เป็นไปตามท่าทีของอาเซียน เป็นไปตามที่ประธานอาเซียนได้แถลงแล้ว อาเซียนของมีปฏิญญาร่วมกันว่าเขาจะไม่แทรกแซงปัญหาภายใน โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองของแต่ละประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีการปกครองที่แตกต่างกัน มารวมกันเพราะเรื่องทางเศรษฐกิจ ถ้าเอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วยจะยุ่งรวมกันไม่ได้ ตีกันตาย

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ประเทศไทยปกครองโดยระบอบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาเลเซีย ปราธิปไตยในระบอบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อินโดนีเซียไปอีกทางหนึ่ง เป็นระบอบประธานาธิบดีเป็นประมุขและประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร สิงคโปร์ ประชาธิปไตยแบรัฐสภา มีสภาเดียว มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร เวียดนาม ลาว ไปอีกแบบ เป็นระบอบสังคมนิยม โดยมีพรรคการเมือง พรรคเดียวดูแล กัมพูชา วันนี้ก็เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฟิลิปปินส์ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข บรูไน ปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีอำนาจสิทธิ์ขาด สุดท้ายพม่าหาคำจำกัดความไม่ได้ว่าจะปกครองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบหรือจะปกครองแบบเผด็จการ เพราะพม่ามีความละเอียดอ่อนในความเป็นมาและการปกครองของเขา เพราะมีหลายเผ่าพันธุ์ มีหลายชาติพันธุ์รวมกันอยู่ ใครที่คิดจะแยกออกไป ก็มีการฆ่ามีการรัฐประหาร มีการยึดอำนาจ ไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น จจึงทำให้พม่าปกครองด้วยระบอบทหารมาตลอด แม้จะมีการเลือกตั้งเป็นบางครั้งก็ตาม

พม่าวันนี้มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 54 ล้านคน แต่ใน 54 ล้านไม่เหมือนคนไทย เพราะคนไทยเราถือว่าเป็นคนไทยทั้งหมด แต่ต่างกันก็คือศาสนา แต่พม่ามีการผสมผสานกันหลายเผ่าพันธุ์ การปกครองก็แยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป้นการปกครองที่ขึ้นกับส่วนกลาง ก็มีเมืองหลวงแยกออกไปเป็นเขตๆ มี 7 เขต ส่วนรัฐต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกับการปกครองในเขตของส่วนกลาง มีรัฐกะชีน รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐชาน รัฐชีน รัฐมอญ รัฐยะไข่ ใน 7 รัฐนี้ รัฐบาลทหารของพม่าไม่สามารถเขาไปควบคุมได้ เพราะรับพวกนี้ส่วนใหญ่ติดเขตแดนไทย และมีป่าเขาทึบกั้นเอาไว้ ประชาชนพม่าในตอนนี้รวมแล้วมีประมาณ 30 ล้านคนเศษๆ ส่วนอีกหลายเชื้อชาติที่แยกกันอยู่ตามรัฐต่างๆ ก็มีอีก 20 กว่าล้านคน การสู้รบที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางที่มีกองทัพควบคุมกับฝ่ายรัฐเล็กๆเหล่านี้ ซึ่งเมื่อก่อนเคยเป็นรัฐใหญ่ แต่วันนี้สภาพการณ์ถูกบีบบังคับจำกัดจนเผ่าพันธุ์พม่าขยายขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การจะจัดการให้ทุกอย่างมันลงตัวไม่ได้ และรัฐเหล่านี้ยังมีกองกำลังติดอาวุธ มีกองทัพของตัวเอง ที่รัฐบาลพม่าเข้าไปแตะต้องไม่ได้ เพราะจะฝ่าเข้าไปก็ต้องผ่านป่าเขา ภูมิประเทศที่ยากลำบากส่วนใหญ่ติดชายแดนไทย ดังนั้น ปัญหาใหญ่ๆในพม่าเราแยกได้ เป็น 3 กลุ่มอำนาจ คือ กลุ่มกองทัพ ซึ่งแน่นอนการรัฐประหาร การควบคุมประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญให้ทหารมีอำนาจ ควบคุมประเทศมาจนถึงปัจจุบัน กองทัพพม่ามีหลักการว่า ไม่มีการแยกรัฐต่างๆ ออกเป็นอิสระ ตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษมา ก่อนที่จะได้รับเอกราช นายพลอองซาน ซึ่งอายุเพียงแค่ 32 ปี ได้รับการยอมรับจากาติพันธุ์ต่างๆให้เป็นผู้นำในการประสาน พยายามที่จะจัดให้มีการประชุมเพื่อที่จะทำสนธิสัญญาปางโหลงให้มารวมกันไว้ หลังจากผ่านมา 10 ปี นายพลอองซานถูกฆ่าตาย กลุ่มที่สองคือ ชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ต้องการแยกตัวออกไปปกครองตัวเอง หรือรวมกัน แต่ละรัฐต่างมีอำนาจเหนือภาษี มีส่วนของการตัดสินใจ ไม่ใช่การตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลาง หรืออยู่กองทัพพม่า

ส่วนกลุ่มที่สาม คือกลุ่มอองซาน ซูจี ตั้งแต่เกิดพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดีขึ้นมา ก็เกิดดุลย์อำนาจใหม่ขึ้น จากการที่ประชาชนลุกฮือขึ้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2531 ที่เรียกว่าเหตุการณ์ 8 8 88 ครั้งนั้น กองทัพพม่าปราบปรามเข่นฆ่าตายกันเป็นหมื่น หลังจากนั้น จึงได้มีการผ่อนปรนและมีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2533 พรรคของอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งแต่ไม่ได้ เพราพทหารควบคุมตัวอองซาน ซูจี เอาไว้อย่างยาวนานจนค่อยๆมีการผ่อนคลาย จนพรรคเอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง แม้พรรคเอ็นแอลดี จะชนะอย่างถล่มทลายแต่ผู้นำพรรคอย่างอองซาน ซูจี ก็ขึ้นเป็นประธานาธิบดีไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญที่ทหารพม่าเขียนไว้กีดกันไม่ให้เป็น อองซาน จึงผลักดันคนสนิทอย่าง อู ถิ่น จอ เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่ได้มาจากทหารในรอบ 50 ปี หลังจากที่อองซาน และพรรคเอ็นแอลดี เข้าควบคุมดูแลประเทศ อองซานก็คิดการใหญ่ที่โอกาสจะสำเร็จยาก แต่นั่นคือวิถีที่อองซานทำก็คือ เอาตะวันตก เอานานาชาติเข้ามบีบกองทัพ แต่อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญของพม่า ทหารเขียนให้อำนาจกับฝ่ายทหาร อำนาจของฝ่ายทหารที่มีในรัฐธรรมนูญ ข้อ 1 เขียนกีดกันไม่ให้อองซานเป็นประธานาธิบดี ข้อถัดมากระทรวงสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับฝ่ายความมั่นคงจะต้องเป็นทหารที่ส่งเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกิจการชายแดน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงและโยกย้ายข้าราชกรในกระทรวงเหล่านี้ได้

แน่นอนว่า ข้าราชการพลเรือน ทหารฝ่ายความมั่นคงทั้งหมดอยู่ในมือของกองทัพ ยิ่งในสภาชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญของพม่าเขียนเอาไว้ว่า 1ใน 4 ของสมาชิกทั้งสองสภาของพม่าจะต้องมาจากการแต่งตั้งของกองทัพเท่านั้น แสดงว่าไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ นี่คือสิ่งที่กองทัพได้วางรากฐานเอาไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ การรุกของซูจี คือการจัดประชุมสันติภาพปางโหลงแห่งศตวรรษที่ 21 การประชุมครั้งนี้ อองซาน ซูจี สามารถที่จะระดมกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างน้อย 17 กลุ่ม ให้เข้าร่วมประชุม เรียกว่าเป็นการจัดที่ไม่ให้กองทัพตั้งตัว พลเอก มิน อ่อง ลาย ไม่เห็นด้วย และพยายามอย่างยิ่งที่จะขัดขวาง แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอองซาน ซูจี ไปดึง บัน กี มูน เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติในขณะนั้น มาร่วมประชุมด้วย การประชุมเกิดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559 หลังจากที่อองซาน ซูจี และพรรคเอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งมาเพียง 8-9 เดือน กลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถเข้ามาร่วมประชุมกันได้มาก เนื่องจากได้มีการจัดตั้งสภาสหพันธรัฐแห่งชาติ สหภาพเมียนมา ซึ่งการจัดตั้งสภาดังกล่าว ทั้งรัฐบาลและกองทัพก็ให้การยอมรับ แต่ด้วยกลวิธีของกองทัพ บรรดาชนกลุ่มน้อยและรัฐต่างๆก็ไม่ค่อยจะสามัคคีกัน เพราะต่างคนต่างก็มีประโยชน์ มีหลักคิดและวิธีคิดของตัวเอง

แต่การที่อองซาน ซูจี ดึงมาได้ก็ทำให้ได้เกิดประเด็นในทางการเมืองขึ้น หลังจากนั้นรัฐบาลของอองซาน ซูจี กับกองทัพ ต้องเรียกว่าดุลอำนาจกันมาเรื่อยๆ จนเกิดการเลือกตั้งทั่วไป ในเดือนพฤศจิกายน 2563 ครั้งนี้พรรคเอ็นแอลดี ชนะอย่างถล่มทลายไม่ว่าจะทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในสภาชนชาติ สภาสูง ได้ไปทั้งหมด 920 คน เข้าสู่สภาทั้งสามระดับ ประกอบไปด้วย 258 ที่นั่งในสภาล่าง 138 ที่นั่งในสภาสูงและ 501 ที่นั่ง ในสภาภูมิภาคและรัฐ และที่นั่งของชนกลุ่มน้อย ชาติพันธุ์ 23 ที่นั่ง พรรคฝ่ายค้านส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับมาเพียง 71 คนเท่านั้น

หลังจากผลการเลือกตั้งออกมา ก็ปรากฎข่าวเป็นระยะๆว่า พรรคเอ็นแอลดีและอองซาน จะแก้รัฐธรรมนูญเนื่องจากชนะเสียงท่วมท้น รัฐธรรมนูญที่จะแก้ก็แน่นอนคุณสมบัติของประธานาธิบดี ให้อองซานเป็นประธานาธิบดีได้ เป็นผู้นำตัวจริงที่มีทั้งตำแหน่งและมีศักยภาพในทางการเมือง และได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสหพันธรัฐ มันคล้ายๆกับบางกลุ่มที่กำลังพยายามทำอยู่ในเมืองไทย ถึงอยากจะแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 1 จากราชอาณาจักร ซึ่งประเทศมีความเป็นหนึ่งเดียว อยากแก้เป็นสหพันธรัฐ ปรากฎว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ กองทัพไม่มีทางยอม ตั้งแต่ประกาศเอกราชมา ตั้งแต่นายพลอองซานตาย จนมาถึงวันยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์

กองทัพพม่าเขาบอกว่าไม่ได้ยึดอำนาจ เขาประกาศภาวะฉุกเฉิน ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ นานาชติจะมาก้าวก่าย ก็ต้องดู เจาเพียงแต่ควบคุมตัวอองซาน และบรรดาสมาชิกคนสำคัญๆของพรรคเอาไว้ วันนี้ สภาพการณ์ในพม่า ประเทศไทยไม่ควรเข้าไปยุ่ง แน่นอนว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ออกไปชัดเจนแล้ว ที่ยังย่ำแย่อยู่ก็พวกสามกีบ ธนาธร ช่อ ปิยบุตร ไม่คิดถึงความเสียหายของบ้านเมืองที่จะตามมา วันนี้ไทยกับพม่ามีมูลค่าการค้าขายประมาณ 2 แสนล้าน และเป็นการค้าขายผ่านตามแนวชายแดน เพราะเรามีพื้นทีทางชายแดนติดกันถึง 2,200 กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนไปถึงภาคใต้ จังหวัดระนอง ประเทศใครประเทศมัน ปัญหาแตกต่างกัน เหมือนที่พวกคุณไม่ยอมเรียนรู้และเข้าใจความเป็นมาของประเทศไทย เป็นลูกต่างด้าวแล้วมาแทรกแซง นี่จะข้ามไปแทรกแซงพม่า ถ้าธนาธรแน่จริง ไปประท้วงในพม่าเลย จะได้รู้สึก