ดร.สุวินัย ซัดแอมมี่ ล้อเลียน ร.9 คือประกาศสงครามความเคารพ-ดร.เวทินขยี้ซ้ำ ยกบทสัมภาษณ์ ทราย เรื่องในหลวง 10​ ปี เธอเปลี่ยนอย่างน่าใจหาย

0

กลายเป็นเรื่องที่ถูกแชร์วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ในโลกโซเชียลฯ ได้มีการแชร์ภาพพร้อมข้อความ นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ เดอะบัททอมบลูส์ กับ นางสาวอินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย เจริญปุระ

โดยในภาพดังกล่าวนั้น แอมมี่ เดอะบัททอมบลูส์ ได้โพสต์ภาพใส่ชุดสูท สวมแว่นตา สะพายกล้อง มือถือสมุดอยู่ข้างรถกระบะ พร้อมกับทราย เจริญปุระ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจาร์ณมากมาย ว่านายทั้งสองคนนั้นตั้งใจถ่ายภาพเลียนแบบพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขณะที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ชนบทหรือไม่?

ด้าน ทราย เจริญปุระ เองก็ได้แชร์ภาพดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก และทวีตภาพเดียวกันนั้นลงในทวิตเตอร์ พร้อมระบุข้อความว่า “ชมเหมือง”

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

เรื่องนี้เองทำให้คนในโลกโซเชียลฯ และคนในสังคมต่างรุมประณามการกระทำของทั้งสอง โดยบางคนแสดงความคิดเห็นว่า รู้ดีว่าเจตนาของคนทั้งสองที่โพสต์ภาพดังกล่าวนั้นต้องการจะสื่ออะไร และเป็นภาพที่มีการล้อเลียนไปถึงเบื้องสูง ดังเช่นคอมเมนต์ที่ว่า “เหนื่อยมากมั้ยคะ คงเพราะไม่มีจะกินอยู่แล้วเลยต้องหาผลงานไปขึ้นเงิน ไม่มีใครให้ค่าหรอกค่ะ จิตใจคุณกับคนที่คุณอยากจะล้อเลียนมันต่างกันมากกกก พยายามต่อไปนะคะ”, “พ่อแม่คงภูมิใจสิ่งนะ ใจบอด ประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดที่คนในชาติต่ำตมขนาดนี้ได้ยังไง” เป็นต้น

ล่าสุด ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย โพสต์ข้อความถึงกรณีนี้ว่า ถ่ายรูปล้อเลียนในหลวงร.9 ซึ่งคนเกือบทั้งประเทศถือว่าเป็น “พ่อของแผ่นดิน” มันเป็นการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยตรงไหนไม่ทราบ สมัยยังเป็นเด็ก ถ้าขืนมีใครมาล้อชื่อพ่อ ยังต้องชกปากกันเลย จำกันไม่ได้หรือ คนไทยมีขันติ ตบะ ความอดกลั้นสูงมากจริง ๆ ถ้าเป็นแถวตะวันออกกลาง มันจะไม่จบแค่ทัวร์ลงหรอกนะ ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่ ขนาดที่ฝรั่งเศสยังจบแบบศพไม่สวยเลย

พร้อมกันนี้ ดร.สุวินัย ยังบอกอีกว่า แอคชั่นล้อเลียน ร.9 คือ #การประกาศสงครามความเคารพ ที่ประชาชนเขามี หรือนี่เป็น #วิธีทำลายช่วงชั้นอีกขั้นหนึ่ง ตามที่ ศ.นิธิฯกล่าวไว้ คือ #การใช้ความหยาบคายด้วยการแสดงออก ต่อไปอย่าอ้างว่าถูกรังแกเลยครับ เพราะในเมื่อคุณยังเคลื่อนไหวรังแกคนอื่นอยู่ ตั้ม พิชิต ชัยมงคล

อย่างไรก็ตาม ดร.สุวินัย ยังได้แชร์ข้อความของ ดร.เวทิน​ ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย ที่ระบุว่า 10​ ปี​ อะไรทำให้ดาราชื่อดัง​ มีความคิด​อ่าน มีสติปัญญา​ เปลี่ยนแปลงไปมากมายถึงขนาดนี้?/เวทิน ชาติกุล

“…ถ้าทรายเป็นผู้ปกครองประเทศสักประเทศหนึ่งประชาชนจะต้องโง่ดักดานมาก เพราะทรายเป็นคนขี้เกียจ แต่เราไม่ใช่ไง เรามีคิงที่คิดถึงคนอื่น คิดว่าประเทศคือหน่วยหนึ่งแล้วมันต้องดีเท่า ๆ กัน ดีในแบบของตัวเอง มันมีทางทำให้ดีในแบบของตัวเองได้ซึ่งทรายว่าอันนี้แจ๋ว…”

ปี​ 2554​ ทราย​ เจริญปุระ​ เคยพูดประโยคข้างต้น ตอนนั้น​ ทราย​ เจริญปุระ​ ตกเป็นข่าวหลังปรากฏชื่อร่วมกับนายปราบดา​ หยุ่น​ และนักเขียนกลุ่มหนึ่ง​ ร่อนจ.ม.แก้​ ม.122
ซึ่งต่อมา​ เธอได้ปฏิเสธ​ ขอถอนชื่อ​ และ​ ให้สัมภาษณ์​ ผู้จัดการ​ ASTV อย่างละเอียด​ นี่คือบางส่วนของคำสัมภาษณ์​ของทรายในปี​ 2554​

คุณเห็นด้วยกับการที่จะแก้ไขมาตราดังกล่าวใช่ไหม? “เฉย ๆ ค่ะ อย่างที่บอกว่าถ้าเราไม่มั่นใจเราก็ไม่เขียน สมมติว่าแก้เราก็ไม่ได้เขียนเรื่องได้เก่งกว่านี้ หรือถ้าไม่แก้เราก็เขียนเรื่องได้เท่านี้ นี่คือสิ่งที่มีผลต่อตัวเรานะ แต่เราไม่สามารถพูดแทนคนอื่นได้ไง เพราะเราไม่รู้ขอบเขตงานของเขา เขาอาจจะมีอะไรในใจที่เขาอยากเขียน แต่เขาเขียนไม่ได้อันนี้เราก็ไม่รู้ แต่ของเรา เราเขียนถึงหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วถ้าหนังสือเล่มนี้คนบอกว่าอย่าไปเขียนถึง เราก็เออ ไม่เขียนถึงก็ได้ ก็ไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจอะไร”

คุณรู้สึกยังไงเกี่ยวกับการล้มสถาบัน? ทรายไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องล้มหรือว่าอะไร เหมือนว่าเราเกิดมาแล้วและก็ไม่ได้มีผลอะไร เราไม่ได้ไปสักเลขไว้ เราก็มีชีวิตของเรากันไปอย่างปกติ ทรายเองเหมือนคนไทยอีกตั้งหลาย ๆ ล้านคนบนโลกนี้ที่ไม่เคยเข้าวัง แต่ก็ไม่เห็นมีใครสะเทือนจิตใจอะไรเลยว่าทำไมฉันไม่ได้เข้า เพียงแต่ถ้าทรายจะไม่ชอบ อันนี้ไม่ชอบพูดได้เลยคือคนที่อ้างสถาบันมาใช้แล้วไปหาประโยชน์อื่น ๆ ทำสติกเกอร์เรื่อยเปื่อย พิมพ์พระ ทำเสื้อ อะไรต่อมิอะไร ทรายว่าสิ่งที่คุณทำมันยิ่งทำให้คนที่อาจจะมีแนวโน้มไปในความคิดที่ไม่ชอบ มันก็จะยิ่งแย่หนักเข้าไปใหญ่ แล้วคุณทำเพื่ออะไร ผลประโยชน์เหรอ”

ตอนนี้คุณทำรายการตามรอยพระราชกรณียกิจอยู่ด้วย? “ใช่ค่ะ ตอนที่ทรายทำคือไปหมู่บ้านม้ง ดอยปุย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ก็ยังมีคนที่ยุคนั้นเป็นยุคที่สร้างโรงเรียน ยุคลากซุงมาจากภูเขา เวลาเขาพูดแล้วเขาน้ำตาคลอ ตรงนี้ทรายว่ามันดีกว่าการที่มายืนร้องเพลงกันอีกนะ ถ้าทรายจะอินทรายจะอินกับอย่างนี้ที่เขาเจอแล้วชีวิตเขาเปลี่ยนโคตร ๆ ลูกไม่สบายจะตายอยู่แล้วก็ไม่กล้าอุ้มไปไหนเพราะพูดไทยไม่ได้ แล้วไหนจะต้องเดินลงเขาไปอีกเป็นร้อยกิโลฯ พอมีโรงเรียนทำให้เขาพูดภาษาไทยได้ เขาสามารถสื่อสาร ไปหาหมอ ขายของอะไรได้ อยากให้ทุกคนได้เห็นหน้าเขาและสัมผัสด้วยตาตัวเอง”

“ถ้าทรายเป็นผู้ปกครองประเทศสักประเทศหนึ่งประชาชนจะต้องโง่ดักดานมาก เพราะทรายเป็นคนขี้เกียจ แต่เราไม่ใช่ไง เรามีคิงที่คิดถึงคนอื่น คิดว่าประเทศคือหน่วยหนึ่งแล้วมันต้องดีเท่า ๆ กัน ดีในแบบของตัวเอง มันมีทางทำให้ดีในแบบของตัวเองได้ซึ่งทรายว่าอันนี้แจ๋ว แต่พอทรายพูดไปเสร็จทรายก็คิดว่าทรายจะโดนหมิ่นรึเปล่า เพราะเอาตัวเองเทียบกับพระองค์ท่าน ทุกวันนี้อยู่ด้วยความหลอนว่าพูดแค่นี้มันผิดเปล่าวะ มันยาก แต่พอมาอยู่ที่หมู่บ้านม้ง ทุกคนพูดถึงในหลวงด้วยภาษาธรรมดา แต่เรียกในหลวงว่าพ่อหลวง แล้วเขาไม่รู้สึกผิดซึ่งทรายว่าโคตรน่าอิจฉาเลยไง ในขณะที่ทรายอยู่ในความรู้สึกว่าพูดแล้วผิดรึเปล่าวะ นอยด์ไปหมดแล้ว”

10​ ปีผ่านไป ปี​ 2564 เธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย