ตบปาก ชาญวิทย์ ปรมาจารย์ “ธนาธร-ปิยุตร” ปั่นหัวเด็กผิดมาตรา 112!?!

0

ตบปาก ชาญวิทย์ แก่แล้วแก่เลย ปั่นหัวเด็กให้ออกมาโจมตี ด่าทอ สถาบันพระมหากษัตริย์ จนถูกดำเนินคดี มาตรา 112 แน่จริงออกมานำม็อบเอง

กรณีของคนแก่หรือผู้สูงวัย ที่อายุเป็นไม้ไกลฝั่ง 80 ปีแล้ว ไม่ได้หยาบคายหรือจะไปกระทำการรุนแรงใดๆ คำว่าตบปาก ก็เป็นสำนวนเวลาเราจะแสดงให้เห็นว่า คนๆนั้นไม่ได้พูดความจริงหรือพูดความจริงไม่ทั้งหมด พูดครึ่งเดียว โดยมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อประโยชน์ตัวเองหรือพวกพ้องก็ตาม ชายแก่คนนี้ก็คือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ต้องเรียกว่าเป็นปรมาจารย์ที่ปั่นหัวเด็ก และให้กระทำความผิดตามมาตรา 112 โดยที่ตัวเองนั่งสบายๆ ออกความคิดเห็นในฐานะนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ ยศตำแหน่งนำหน้า เป็นถึงศาสตราจารย์พิเศษ เป็นด็อกเตอร์ คนที่จะเป็นด็อกเตอร์ด้วยการเรียนต้องถือว่าไม่ธรรมดา

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จบด๊อกเตอร์ สาขาประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ประวัติการทำงานก็ไม่ธรรมดา ทั้งในฐานะนักวิชาการและในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ชาญวิทย์ จบการศึกษาเมื่อปีพ.ศ. 2515 ต่อมาปีพ.ศ. 2518 อายุแค่ 34 ปี ก็เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาพื้นฐานสมัยอาจารย์ป๋วย เป็นอธิการบดี ในระหว่างพ.ศ. 2518 – 2519 น่าเห็นใจตรงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ความน่าเห็นใจนั้น กลายเป็นความรู้สึกที่น่าสงสาร เพราะนายชาญวิทย์ติดยึดกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนเกี่ยวข้องและกระบวนการการให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าในรูปแบบของวิชาการหรือทางหนึ่งทางใด ก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยการหยิบยกเหตุการณ์ 6 ตุลาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอามาขยายผล

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

จากรองอธิการบดีที่อยู่ในเหตุการณ์วิปโยคในครั้งนั้น ท้ายที่สุดในปีพ.ศ. 2537 ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องบอกว่า ชาญวิทย์ เป็นคนที่ทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งเข้าใจผิดด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะด้วยเหตุผลที่คับแค้นใจทำให้สติปัญญาเป็นมิจฉาทิฐิก็ตามแต่ วันเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ อายุ 80 ปีแล้ว ข้อมูลและรายละเอียดที่บอกว่าจะต้องเอามาตบปาก ก็มาจากการที่ไปให้สัมภาษณ์วอยซ์ทีวี เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ในกรณีของมาตรา 112 บอกว่ากรณีของคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ชุมนุมเมื่อกรกฎาคม 2563 เป็นสิ่งที่ผมประหลาดใจนะ แล้วไม่คิดว่าจะได้เห็นด้วยซ้ำ ประหลาดใจมากๆ ว่าความกล้าของเขาเรียกว่าทะลุทะลวงข้อจำกัดเนี่ย ผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมี กลับไม่พยายามหาทางมาเจอกัน ผมว่าน่าวิตก น่าห่วงมากๆ สถานการณ์โดยรวมซีเรียสนะครับ แต่ถามว่าน่าหมดหวังไหม น่าท้อถอยไหม ไม่นะ ผมว่าใช้คำว่าน่าจะยังมีโอกาส ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แต่ผมอายุ 80 แล้ว เห็นโลกมายาวนานแล้ว ถ้าเรามองปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเรา และในโลกทั้งใบ ในที่สุดคงจะผ่านไปได้

สิ่งที่นายชาญวิทย์ พูดว่า ผ่านไปได้ แปลว่า วันหนึ่งสังคมไทยจะเข้าใจ หันหน้ามาพูดคุยกันด้วยความเข้าใจ เพราะคนที่ทำผิดตามมาตรา 112 ล้วนแต่มีเจตนา โจมตี ให้ร้า ยด่าทอ จากข้อมูลที่บิดเบือนทั้งสิ้น ดังนั้น ความหมายที่ว่า ท้ายที่สุดคงจะผ่านไปได้ในความหมายของนายชาญวิทย์ ไม่น่าจะหมายถึงการประนีประนอมเข้าหากัน เมื่อถามว่า ทุกฝ่ายคงกลับมาคุยกันได้ใช่ไหม เหมือนดั่งประโยคที่ว่า “Thailand is the land of compromise” คำถามชัดเจนว่าหยิบยกเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 มาถามชาญวิทย์ ชาญวิทย์ตอบว่า ผมคิดว่าคำว่า “Thailand is the land of compromise” เป็นคำที่งดงามมากๆ และเป็นคำที่โดยใครก็ตามรวมทั้งผมด้วยก็คงหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ผมว่ามันเป็นวาทกรรม เป็นแนวคิดที่ว่าคนไทยมีอันนี้ แต่ในความจริงทางประวัติศาสตร์ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันมีอยู่ในนี้ (ชี้ที่หัวตัวเอง) ก็น่าจะเป็นคุณสมบัติของเรา เราก็ต้องฝ่าฟันไปให้ถึงจนได้

ผมอยากเชื่อว่าผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมี คนที่อยู่ในชนชั้นปกครอง เขาจะ compromise เมื่อเขารู้ว่าถ้าไม่ compromise เขาก็อาจจะพัง เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่ผ่านมา ผมว่าสังคมอาจจะมาถึงจุดนี้ก็ได้แล้ว ถ้าเราไม่ compromise เราพังกันหมด ไม่มีใครได้

ความหมายที่นายชาญวิทย์ พยายามจะพูดว่า มันจะ compromise เข้าหากันได้ นั่นหมายความว่า ผู้มีอำนาจ ในความหมายของนายชาญวิทย์ เห็นว่า ทางไม่มีจะไปแล้ว แล้วจึงยอม แปลว่าต้องเลิกกฎหมายมาตรา 112 ใช่หรือไม่ เพราะถึงวันนี้ ม็อบสามนิ้วทั้งหลายที่โดนดำเนินคดีมาตรา 112 ไปแล้ว เพราะกล่าวคำหยาบ คำด่าทอ คิดบิดเบือน 54 ราย ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา พวกดาวเด่น แกนนำที่ถูกปั่นหัว ท่าทางยโสโอหัง แบบเพนกวิ้น โดนไป 15 คดี รุ้ง ปนัสยา 8 คดี อานนท์ 8 คดี ไมค์ 6 คดี 54 คน ความจริงน้อยมาก แต่ถูกต้องแล้วที่รัฐมุ่งเน้นไปที่แกนนำ และเป็นบุคคลที่กระทำความผิดซ้ำๆ เพราะเด็กเหล่านี้ กระทำความผิดด้วยคนเปิดประเด็น นั่นก็คือ ธนาธร ปิยบุตร และปรมาจารย์ของธนาธรและปิยบุตร ก็คือ นายชาญวิทย์ ถึงกล้าออกมาพูดว่า ได้เห็นในสิ่งที่ในชีวิตไม่คิดว่าจะเห็น การกระทำแบบนี้ที่ชาญวิทย์บอกว่ากล้าหาญ ห้าวหาญ ไม่ใช่หรอก แต่มันเป็นการกระทำที่เลวร้ายด้วยจิตใจที่ขุ่นมัวด้วยการที่ไม่เคยศึกษาข้อมูล ทำให้ได้รับข้อมูลที่บิดเบือนมา ก็เอามาใช้โจมตี ด่าทอ สถาบันพระมหากษัตริย์

ในการให้สัมภาษณ์วันนั้น ชาญวิทย์พูดถึงกฎหมายในลักษณะการกระทำความผิด ตามมาตรา 112 ว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มันเคยมีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของคณะราษฎร กฎหมายนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่มีแล้วใช่ไหม เรามามีมาตรา 112 ในปัจจุบัน ซึ่งมาเกิดขึ้นใหม่ทีหลังในสมัยรัชกาลที่ 9 และยังถูกเพิ่มโทษให้รุนแรงจำคุกสูงสุดในโลกถึง 15 ปี ในช่วงรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ในแง่การฟ้องร้องคดี ใครฟ้องก็ได้ กล่าวหาต่อสถานีตำรวจที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย

อันนี้แหละที่บอกว่า นายชาญวิทย์พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะกฎหมายนี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จริง เป็นกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 มีทั้งสิ้น 340 มาตรา รศ.127 ก็คือปี พ.ศ. 2450 ณ เวลานั้น อย่าลืมว่าอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการจะวินิจฉัยคดีความต่างๆ เพราะการัดสินใจของพระมหากษัตริย์ถือเป็นกฎหมาย แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทรงปฏิรูปบ้านเมืองของเราให้ทันสมัยและผลของการปฏิรูปนำพาประเทศไทยเราให้เจริญก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน พระองค์ท่านกำหนดให้มีกฎหมายลักษณะอาญาขึ้น หรือปัจุบันที่เรียกว่า ประมวลกฎหมายอาญา โดยมีเนื้อหาที่ชัดเจน ก็เพื่อจะให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่ทันสมัย ไม่เอาอำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้ง ดังนั้น ในกฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 มาตรา 98 ระบุเอาไว้เหมือนกับกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื้อหาคือ ผู้ใดทนงองอาจ แสดงความอาฆาฎมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหษีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าเจ็ดปี แลให้ปรับไม่เกินกว่า ห้าพันบาท อีกโสดหนึ่ง

กฎหมายที่มีมา 113 ปีแล้ว เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงของคณะราษฎร ที่ชาญวิทย์บอกว่า ได้ยกเลิกกฎหมายมาตรานี้ออกไปแล้ว เป็นเรื่องโกหก เพราะมีการแก้ไขโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้เป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2449 จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรี ลงนามสนองพระบรมราชโองการ กฎหมายอาญามาตรา 112 ก็มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว เป็นนักวิชาการระดับด็อกเตอร์ แต่พูดความจริงครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เด็กๆ ให้ลูกศิษย์ โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ในความเป็นจริง ตัวชาญวิทย์เอง น่าจะออกมาพูดแบบเด็กๆ ลองดูหน่อยว่าถ้าตัวเองโดนกฎหมายอาญามาตรา 112 ตอนอายุ 80 ปี มันจะเป็นยังไง ไม่ใช่อยากจะเห็นชาญวิทย์จะต้องรับกรรม ติดคุก แต่ต้องการเปรียบเทียบภาพให้เห็นเท่านั้น ว่า สิ่งที่ทำขึ้นทั้งหมด เป็นการยุยง เป็นการหลอกหลวง เพราะคิดว่าตัวเองมีฐานะอันสูงส่งทางวิชาการ สิ่งที่พูดออกมาก็น่าเชื่อถือ แต่ความจริงแก่แล้วแก่เลยจริงๆ