“ดร.สุวินัย” ฟันขาด จุดจบ “ม็อบ-อีแอบ” “ธนาธร” เละ จูงแกนนำเข้าคุกยกก๊วน!!

0

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้เปิดหน้าโจมตีวัคซีนโควิด และบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ โดยมีการพาดพิงถึงสถาบัน มีการจงใจเผยแพร่เนื้อหาเพียงด้านเดียว

เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม ทั้งยังมีการใช้ถ้อยคำหมิ่นเกียรติ เป็นนเหตุให้ นายธนาธรถูกร้องทุกข์แจ้งความว่ามีความผิดกฎหมายมาตรา 112

ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
ผมแกะรอยความคิดธนาธรผ่านหนังสือ “portrait ธนาธร” (2018) และเขียนบทความ “แกะรอยความคิดและความจริงในตัวธนาธร” ออกมาในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562 (2019) โดยที่ตอนนั้นธนาธรยังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดๆของชีวิต
คำเตือนและคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมามักแสลงหูและแสลงใจคนฟังที่กำลัง “ตกหลุมรัก” และ “ฝากความหวังทั้งมวล” ไปที่ตัวธนาธร
#ผมแย่มากเลยใช่ไหมที่ดันเสือกมองเห็นอนาคตอันใกล้อย่างชัดเจน ว่าธนาธรและพวกจะนำพาพวกเยาวชนปลดแอกที่ศรัทธาเลื่อมใสในตัวธนาธรอย่างหัวปักหัวปำไปเผชิญหน้ากับอะไร …. การสะสมคดีม.112 ยังไงเล่า กับอนาคตที่เหลือทั้งชีวิตที่ต้องเวียนว่ายอยู่กับการขึ้นโรงขึ้นศาลและการถูกจำคุก
แกนนำกปปส.ที่ออกมานำม็อบประทัวง-โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในช่วงปลายปี 2556-พฤษภา 2557 จนกระทั่งเกิดรัฐประหารโดยคสช. … สุดท้ายแกนนำกปปส.ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล รับผิดชอบต่อผลแห่งการกระทำของตัวเองโดยเต็มใจ อย่างองอาจและกล้าหาญ เพราะทุกคนสามารถตอบตัวเองโดยไม่ละอายใจได้ว่า พวกตนได้ทำไปเพื่ออะไร
แกนนำกปปส.ทุกคนล้วนทราบแก่ใจดีตั้งแต่ปี 2556-57 แล้วว่าชีวิตที่เหลือของตัวเองจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
พวกแกนนำเยาวชนปลดแอกที่โดนคดี ม. 112 พวกคุณแน่ใจจริงๆหรือว่าพวกคุณสามารถตอบตัวเองได้เต็มปากว่าสิ่งที่พวกคุณได้ทำลงไปในช่วงที่ผ่านมานั้น มันคุ้มค่ากับการอุทิศชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตให้จริงๆ
กล่าวสำหรับตัวธนาธรเอง ผ่านไปแค่ไม่ถึง 2 ปีเองหลังจากที่ผมได้เขียนบทความ “แกะรอยความคิดและความจริงในตัวธนาธร” ออกมา … #ออร่าในตัวของธนาธรหม่นหมองลงอย่างน่าใจหาย
ในฐานะผู้นำขบวนการปฏิวัติ ธนาธรตัดสินใจพลาดแล้วพลาดอีกในแทบทุกเรื่องในฐานะนักยุทธศาสตร์และนักกลยุทธ์ … ไม่ว่าธนาธรทำอะไรก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
#ธนาธรขาดโยนิโสมนสิการในการทบทวนตัวเอง และปรับปรุงตัวเอง … ขณะที่มนต์ขลังของธนาธรในการดึงดูดมัดใจเหล่าสาวกได้เสื่อมมนต์ขลังไปเรียบร้อยแล้วในปัจจุบันนี้
ลึกๆ #ผมเสียดายพลังของคนรุ่นใหม่ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้ว แต่กลับพังพินาศไปเพราะการนำแบบสิ้นคิด แบบซ้ายสุดโต่งไร้เดียงสาของเหล่าแกนนำเยาวชนปลดแอก รวมทั้งของตัวธนาธรที่แอบอยู่เบื้องหลังดุจคนขลาดยามที่ม็อบอยู่ในกระแสสูง แต่กลับออกมาเปิดหน้าชกเอาดื้อๆแบบคนขาดสติตอนที่ม็อบฝ่อไปแล้ว
ในสายตาของผม … ขบวนการล้มเจ้ารุ่นล่าสุดที่มีธนาธร-ปิยบุตรเป็นแกนนำตัวจริงที่คอยแอบชักใยอยู่เบื้องหลัง #มันมาถึงจุดจบแล้วแบบเละตุ้มเป๊ะในความเป็นจริง
แต่ขบวนการความคิดแบบเสรีนิยมของแท้มันยังสามารถเติบโตได้และควรเติบโตให้จงได้หลังจากนี้
… เมื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่สามารถก้าวข้ามธนาธรและปิยบุตรทางความคิดได้แล้วอย่างสมบูรณ์ และเติบใหญ่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงนี้แบบปฏิบัตินิยมได้จริง
สุวินัย ภรณวลัย
29 มกราคม 2564 (2021)

BIG BONUS BRAND SALE
BIG BONUS BRAND SALE

บทความนี้ผมเขียนเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 (2019)
แกะรอยความคิดและความจริงในตัวธนาธร / สุวินัย ภรณวลัย

โดยส่วนตัวผมรู้จักคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ คนสัมภาษณ์ธนาธรในหนังสือ ” Portrait ธนาธร” มานานร่วมยี่สิบปี (ในฐานะที่ผมเคยถูกเขาสัมภาษณ์ไม่ต่ำกว่าสองครั้งในอดีต) เขาเป็นนักสัมภาษณ์มืออาชีพและมือหนึ่งระดับต้นๆที่หาคนทัดเทียมยากมากแม้ในยุคนี้
ผลงานหนังสือ ” Portrait ธนาธร” (ตุลาคม 2018) คือเครื่องพิสูจน์อย่างดี เขาสัมภาษณ์ได้ดียิ่ง และธนาธรก็เต็มใจเปิดเผยความคิดของเขาแทบทุกเรื่องที่โดนซักถาม
นี่เป็นหนังสือสัมภาษณ์ที่เร้าใจที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมา
ผมมีหนังสือเล่มนี้หลายเดือนแล้ว ก่อนทราบผลเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ผมจงใจไม่อ่านมัน แต่เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ ในวันที่ธนาธรกำลังจะเจอบททดสอบของจริง ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ดีว่าวันนั้นต้องมาถึงอย่างแน่นอน แต่ธนาธรคงคิดไม่ถึงว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้
ธนาธรเป็นคนที่ชัดเจนมากในความคิดของตัวเอง เขาบอกว่า
“ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนประเทศ” (หน้า 270)
ธนาธรตระหนักดีว่า สิ่งที่เขาพูด เขาทำ มีคนฟัง มีคนเอาด้วย เห็นด้วยกับเขา (หน้า 272)
ธนาธรมองว่า คุณสมบัติสำคัญของผู้นำประเทศ คือต้องมีเจตจำนงทางการเมืองเป็นหลัก เมืองไทยมีคนเก่งกว่าเขาเยอะแยะไปหมด
แต่มีตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ต้องการ “ให้ไทยออกจากวังวนของเผด็จการ วังวนของอำนาจนิยมที่รับใช้ชนชั้นนำให้ได้” (หน้า 273)
เจตจำนงทางการเมืองของธนาธรในวัยสี่สิบตอนนี้ มีความห้าวและอหังการในระดับเดียวกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลอดีตผู้นำนักศึกษาในวัยก่อนสามสิบหรือในช่วงระหว่างปี 2516-2523 ก็เห็นจะไม่ผิดนัก
ธนาธรไม่เคยมองว่าตำแหน่งนายกฯ คือ ลิมิตสูงสุดของตัวเขา
ธนาธรเป็นนักผจญภัย เขาต้องการท้าทายลิมิตสูงสุดของตัวเขาเองในทุกเรื่อง
ในฐานะผู้นำทางการเมือง ธนาธรมุ่งเป้าไปที่การทำให้ตัวเขา “มีอำนาจมากพอที่จะไปต่อรอง (กับ)××××”
(หน้า 277)
เขายอมรับว่าในการเคลื่อนไหวสร้างพรรคหาเสียง เขาพูดความจริงได้แค่ครึ่งเดียว ที่เขาพูดออกไปให้สังคมรับรู้ “ไม่เป็นความจริง มันเป็นความจริงแค่ครึ่งเดีบว เราถึงโดนฝ่ายก้าวหน้าด่า” (หน้า 277)
“ถามว่าเรารู้มั้ย รู้
เหี้ย มันก็รู้เหมือนกันหมดแหละ ปัญหาคือใครจะทำยังไง
เราคิดว่า วิธีการของเราคือต้องมีอำนาจและต่อรอง (กับ)××××
นี่ต่างหากคือเป้าหมาย ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้หรอก
จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จัดการเรื่องศาลไม่ได้หรอก
จัดการเหี้ยห่าอะไรไม่ได้
ถามว่าเรารู้มั้ย สิ่งที่เราพูดโดยไม่พูดเรื่องนี้ มะนไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้
ถามว่ารู้มั้ย รู้ แต่มันพูดไม่ได้ ยังมีข้อจำกัด ” (หน้า 277)
ตรงนี้แหละ คือ ความจริงอย่างที่สุดในความคิดและตัวตนของธนาธร เพราะเขาคือนักปฏิวัติที่มีเจตจำนงแรงกล้าที่ต้องการสานต่อภารกิจการปฏิวัติ 2475ให้สมบูรณ์
จึงไม่แปลกที่เมื่อธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปิยบุตรจึงต้องเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เพราะมีอุดมการณ์ปฏิวัติ 2475 เหมือนกัน
ธนาธรคือผู้นำทางการเมืองคนเดียวในประทศนี้ตอนนี้ ที่ขีดเส้นแบ่งชัดเจนให้ประชาชนต้องตัดสินใจเลือกข้างว่าจะเลือกอยู่ฝั่งเดียวกับเขาแล้วช่วยกันผลักดันการปฏิวัติ 2475 ให้สำเร็จต่อไปหรือไม่
ผม (สุวินัย) ไม่ใช่คนโลกสวยและไร้เดียงสาทางการเมือง ผมตระหนักดีว่าอะไรจะตามมาถ้าธนาธรมีอำนาจและต่อรองกับ ×××× เพื่อบรรลุเจตจำนงทางการเมืองของเขา…”