สนธิญาณ เปิดเบื้องลึก 7 ปี ถูกจับ “คดีกบฎแกนนำกปปส.” เตือน “ทอน-บุด” หยุดสร้างความเกลียดชัง!!

0

สนธิญาณ เปิดเบื้องลึก ผ่านไป 7 ปี ถูกจับ “คดีกบฎแกนนำกปปส.” ขึ้นศาลอาทิตย์ละครั้ง เตือน “ทอน-บุด” หยุดสร้างความเกลียดชัง!!

นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธธรม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ได้เปิดเผยถึง คดีกบฎแกนนำกปปส. ของตัวเองว่ากำลังจะครบ 7 ปีแล้ว โดยได้กล่าวว่า กำลังจะครบ 7 ปีที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นแกนนำ กปปส. ข้อหาประกอบไปด้วย ร่วมกันเป็นกบฎ ยุยงทำให้เกิดการหยุดงานร่วมกัน ปิดงาน งดจ้าง กระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่ในการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน อั๊งยี่ ซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็นว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใด มีอาวุธ เป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการและเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ในเวลากลางคืน และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งและร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยขอบด้วยกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ์ได้ หรือขัดขวางอื่นๆ หรือหน่วงเหนี่ยว มิให้ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง

หนึ่งหน้าเต็มๆกับข้อหาที่โดน หนักสุดคือประหารชีวิต นี่คือคดีที่ผมและพรรคพวกทั้งหลายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำ กปปส. จากรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และบรรดาข้าราชการประจำ โดยเฉพาะตำรวจและดีเอสไอในขณะนั้น ร่วมกันตั้งข้อหากับผม ตั้งแต่เกิดคดีนี้ขึ้น ก้ไม่เคยโพสต์เรื่องคดี ไม่เคยชวนใครไปให้กำลังใจที่ศาล และแม้ในวันที่ถูกจับก็ไม่เคยปลุกระดมให้มวลชน ซึ่งชุมนุมกันอยู่เป็นแสนๆคนในขณะนั้นไปล้อมไปกดดันเจ้าหน้าที่ เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นต่อตัวเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เชื่อมั่นในกระบวนการการต่อสู้ เพราะถ้าไม่เชื่อมั่นในกระบวนการการต่อสู้อันเป็นสันติวิธี ก็จะต่อสู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง จะใช้ความรุนแรงหรือใช้อาวุธอะไรก็ตามแต่ แต่ถ้ายืนหยัดในแนวทางสันติวิธีก็จะเดินไปในแนวทางสันติวิธี

สถานการณ์ในขณะนั้น ไม่เคยโทษผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองที่ต้องการจับกุมผม ผมไม่โทษข้าราชการประจำที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนักการเมือง ผู้มีอำนาจ ผมก็เป็นแกนนำกปปส. โดยไม่ได้ตั้งใจและเต็มใจ เพราะฐานะที่เต็มใจและตั้งใจกระทำมาตลอดชีวิตคืออาชีพสื่อมวลชน แต่เมื่อคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศให้ขึ้นเวทีในสถานการณ์ขณะนั้น ไม่ขึ้นไม่ได้ เพราะประชาชนที่มาชุมนุมจะเสียขบวนและสิ่งที่เห็นก็คือความตั้งใจของคุณสุเทพ ที่ต้องการต่อสู้ให้เกิดความถูกต้องขึ้นในบ้านเมืองภายใต้กรอบกติกาของกฎหมาย

ทุกครั้งที่ขึ้นเวที สิ่งที่ได้กระทำก็คือพูดจาเหมือนตอนที่พูดทางโทรทัศน์ ก็คือ แฉ เปิดโปง ให้ข้อมูลความชั่วร้ายและความเลวร้ายของระบอบทักษิณและตัวคุณทักษิณ จะครบ 7 ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 ผมโดนจับที่ร้านชาบูตงราเม็ง ห้างเซนทรัลลาดพร้าว สาเหตุที่ถูกจับ แน่นอนว่าผมน่าจะเป็นคนที่ถูกจับกุมง่ายที่สุดในบรรดาผู้ที่ถูกประกาศว่าเป็นแกนนำ

คนที่ควบคุมสถานการณ์รักษาการตามกฏหมายอยู่ในขณะนั้น คือ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง หรือพี่เหลิม เพราะผมกับร้อยตำรวจเอกเฉลิม สนิทกัน คนที่วางแผนการจับกุมผมคือ พลตำรวจเอกวินัย ทองสอง ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ยศพล.ต.ท. ผมกับพี่เหลิมสนิทกัน ในฐานะนักข่าวกับนักการเมือง เคยไปนั่งกินข้าวกันแบบใกล้ชิด สนิทสนม ที่โรงแรมแถวรัชดา ห้องอาหารจีน เหตุผลเพราะเอาข่าวเรื่องลูกพี่เหลิมคนหนึ่งมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนว่าเข้าไปรับราชการทหารและหน่วยทหารก็ไม่พอใจ

พี่เหลิมก็มาเจรจากับผมว่าข่าวแบบนี้ขอได้ไหมสนธิญาณ ถามว่า ทำไม พี่เหลิมก็ถามว่า รักลูกหรือเปล่า ผมบอกว่ารัก พี่ก็รักลูก ผมก็บอกว่าหน่วยทหารเค้าไม่อยากให้ลูกพี่ไปอยู่หน่วยนั้น เพราะมันกุมความลับของบุคคลสำคัญทั้งประเทศ ถ้าลูกพี่ย้ายออกจากหน่วยนี้ ก็ไม่มีปัญหา ข่าวที่ผมได้มาเพราะทหารเค้าให้ข่าวมา หลังจากนั้นลูกพี่เหลิมก็ย้ายออกจากหน่วยนั้น ก็ถือว่าจบกันด้วยดี ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ บ้านเมืองก็ได้ประโยชน์ ไม่มีความโกรธเคืองกัน

ต่อมา เจอกันก็ทักทายกัน ในแวดวงเพื่อนฝูง คนใกล้ชิดสนิทสนมพี่เหลิมกับผม ก็อยู่ในแวดวงนักข่าวกับนักการเมือง มันหนีกันไม่พ้น ดังนั้น ก็ไม่เคยโกรธ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ที่สั่งการให้จับผมคนที่วางแผนการจับกุม พลตำรวจเอกวินัย ทองสอง จะพูดว่าเป็นเพื่อนกันก็ได้ พี่วินัยก็เรียกผมว่าพี่ต้อย ผมก็เรียกพี่วินัย ว่าพี่วินัย เป็นเตรียมทหารรุ่น 16 ที่มารับราชการตำรวจ ผมมีความสนิทสนมกับเตรียมทหารรุ่น 16 เป็นอย่างดี เป็นแหล่งข่าว เป็นเพื่อนเป็นมิตร เป็นพี่เป็นน้อง มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง ตั้งแต่ก่อนเป็นผู้การกองปราบจนเป็นผู้การกองปราบ เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นตำรวจที่มีจิตใจที่ดี ข้อเสียถูกกล่าวหาว่าเป็นหลานเขยทักษิณ แต่ท้ายสุดก็ถูกย้ายจากเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หลังจากที่ไม่ปราบม็อบตามที่ทักษิณต้องการ แต่ผมไม่โกรธเพราะ ผมถูกจับก็ถามว่าจับผมหรอ ก็หัวเราะ ทำหน้าที่ต่อไป เพราะถือว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

เหตุผลที่ผมต้องถูกจับเป็นคนแรก ก็เพราะในที่ชุมนุมจะรู้ผมไปไหนมาไหนคนเดียว อย่างดีก็มีน้องช่วยขับรถอีกหนึ่งคนติดตาม ขึ้นรถไฟฟ้าประชาชนเห็น ยังตกใจว่า เขาจะจับอยู่แล้ว มีหมายจับ ยังมาขึ้นรถไฟฟ้าอยู่คนเดียว ผมก็ยิ้มไม่ได้ว่าอะไร ประการที่สอง ในขณะนั้น ผมกำลังจะเปิดธุรกิจของครอบครัวเป็นคอมมูนิตี้มอลล์คือห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แถวถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต้องเซ็นเช็ค ตำรวจก็ไปดักทั้งที่บ้าน ไปดักที่คอมมูนิตี้มอลล์ ก็มีสายรายงาน ที่สำคัญผมได้เห็นคำสั่งที่สั่งให้มีการจับกุม ผมไม่ได้กลั วแต่คำสั่งมันน่าสนใจบอกว่า ถ้าขัดขืนการจับกุมก็ให้ดำเนินการได้ตามสมควร ผมก็เอาเรื่องนี้ไปถามพี่ชายผม ซึ่งเป็นตำรวจเหมือนกัน ชื่อ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ก็บอกว่าระมัดระวังตัวไว้หน่อยก็ดี ก็เลยต้องปลีกตัวออกจากบ้านมานอนโรงแรม นอนคอนโด และพยายามอยู่ในที่สาธารณะ เพราะว่า ชีวิตปกติของผมไม่ได้อยู่ในม็อบ ไม่ได้มีศูนย์บัญชาการอยู่ในม็อบ ไม่มีที่นอนอยู่ในม็อบ ไม่ใช่ว่าเดินไปไหนก็มีการ์ดตามเป็นสิบๆคน ผมก็ไปไหนมาไหนคนเดียว และวันที่โดนจับที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ผมก็นัดพนักงานให้เอาเช็คมาเซ็น ทำไมต้องเป็นที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ก็คิดว่า ถ้าตำรวจจะเล่นแรงกับผม เมื่อผมขัดขืน อย่างน้อยมันอยู่ในสายตาของประชาชน ไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับผมแน่ ปรากฏว่าตำรวจตามผมมาด้วยระบบโทรศัพท์ ก็ไม่ได้เอะใจ พอถึงเวลามื้อเที่ยงก็เดินเข้าไปกินราเมง พอเข้าไปนั่ง สักพักลูกค้าก็เดินมาทั้งผู้หญิงผู้ชาย คนก็เต็มร้านก็ไม่ได้เอะใจ พอสั่งมาเสร็จกำลังจะกิน ปรากฏว่ามีลูกค้าคนหนึ่งก็เดินมาสะกิดแขนบอกว่าพี่ๆ ผมเป็นตำรวจ ขอจับพี่หน่อย เท่านั้นแหละลูกค้าทั้งร้านยืนขึ้นมาทันที ปรากฏว่าเป็นตำรวจทั้งร้านเลย

หลังจากนั้นก็ขอโทรศัพท์โทรหาพี่วินัย ถามว่า ใครสั่งให้จับ แล้วตำรวจก็พาขึ้นรถไปที่ ตชด. ภาค1 ปทุมธานี คลองสอง ผมสามารถใช้สื่อและใช้เครื่องมือที่ผมมี ปลุกระดมให้คนไปปิดล้อม ไปปิดกั้นถนน ในขณะที่ผมถูกจับกุมได้ แต่ผมไม่ทำ เหตุผลเพราะไม่ต้องการให้เกิดการปะทะ เพราะหากมวลชนรู้ว่า ถูกจับและมีการสื่อสาร มีการปลุกเร้า ปลุกระดม จะมีแต่ความเสียหาย ที่เล่ามาก็เพื่อจะเปรียบเทียบกับม็อบ 3 นิ้ว กับพวกอีแอบ พวกแกนนำ ทั้งหลายที่มีจุดมุ่งหมายทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชังขึ้นในบ้านเมือง ทำให้คนที่เห็นต่าง คิดต่างเป็นศัตรูกัน ผมกับบรรดาแกนนำนปช. ได้มีการพูดคุยกันด้วยดี เจอพี่วีระ มุสิกพงศ์ ที่สนามบิน รู้สึกเห็นสภาพร่างกายไม่ดี มันเศร้าใจ เดินเข้าไปไหว้ ผมกับพี่วีระคบหาพูดคุยกันมา 20-30 ปี มันไม่มีทำให้เรื่องความคิดทางการเมืองทำให้เราเกลียดชังกัน ตอนที่ถูกจับ ผบ.ตร. ชื่อ อดุลย์ แสงสิงแก้ว คนที่ไปสอบสวนผมและเป็นผู้ควบคุมการสอบสวน ชื่อ พล.ต.ท. สฤษฏ์ชัย เอนกเวียง เป็นผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล จนถึงวันนี้ผมกับพี่อดุลย์ก็กินข้าวกันบ่อยและแลกเปลี่ยนสถานการณ์การเมือง ถามสารทุกข์สุขดิบกัน กับพลตำรวจโทสฤษฏ์ชัย พี่โก้ ก็ไปตีกอล์ฟกันบ่อย เพราะรักใคร่เหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่เคยโกรธเคือง ไม่เคยมีความรู้สึกที่คนเหล่านี้ปฏิบัติกับผม จะมีสักคนที่ผมโมโหชื่อธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ วันนี้ติดคุกอยู่ แต่ผมอโหสิกรรมหมดแล้ว ที่โกรธก็เพราะมาว่าลูกสาวผมว่า ลูกสาวผมโกหก พูดจาหลอกลวง เรื่องหลังจากที่ผมโดนจับในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ รุ่งเช้าวันที่ 11 ตำรวจบุกปีนเข้าไปในบ้านผม โดยไม่ได้แสดงหมาย บ้านผมมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกทิศทาง เห็นทุกมุมเก็บไว้เป็นหลักฐาน หลังจากมีเรื่องท่านสว.สมชาย แสวงการ พี่รสนา หลายคนไปให้กำลังใจลูกผมที่บ้าน ขณะนั้นอายุ 27 ปี พูดจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุด้วยผล หลังจากนั้น เรื่องถูกนำเข้าสู่วุฒิสภาไปพิจารณาเรื่องออกสู่สาธารณะชน ลูกผมก็แจกแจงว่า การกระทำวันนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผิดข้อกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ที่บุกเข้าบ้านผมในวันนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะถูกออกราชการทั้งหมด หลังจากผมถูกประกันตัวออกมาแล้ว และถูกควบคุมตัวด้วย

แต่พวกนี้กระทำความผิดตามมาตรา 112 มีเจตนาที่ชัดเจน วันนี้โดนข้อหา ก็ยังไม่ถูกควบคุมตัวเลย แต่เมื่อผมออกมาก็อโหสิกรรมให้กับทุกคน ไม่ใช่ว่า คดีผมหลุดแล้ว ออกมาอโหสิกรรมให้ ผมก็พูดคุยกับพี่อดุลย์ พูดคุยกับพี่โก้บอกว่าน้องๆตำรวจ ก็ทำไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจทางการเมือง ถ้าผมไปเอาเรื่องเขา ครอบครัวก็เดือดร้อน ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจ 6 ปีเต็ม มาขึ้นศาลอาทิตย์ละ 1 วัน ร่วมกับคุณสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.เสรี วงษ์มณฑา ดูท่าทางไม่น่าจะเป็นกบฏได้ และอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งรู้จักกันแต่ไม่ได้สนิทสนม แต่เพราะคดีนี้ที่โดนร่วมกัน จึงทำให้เกิดการพบปะพูดคุย มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน เป็นที่มาให้ผมได้สร้างบุญริเริ่มในการสร้างตึกสงฆ์อาพาธ 92 เตียง ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพราะอาจารย์สมบัติอนุญาตให้ไปใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย ทำให้โครงการตึกสงฆ์อาพาธเพื่อบริการพระสงฆ์ภาคใต้ ซึ่งมีประมาณ 20,000 รูปได้เกิดขึ้น

ทุกเรื่องราวในแต่ละชีวิตล้วนมีที่มาและที่ไป ภายใต้กฏแห่งกรรม ซึ่งเป็นกฎแห่งการกระทำ นำพาไปสู่ดีชั่ว ทุกสิ่งที่เราเห็นล้วนมีความเป็นมา ที่สื่อสารอย่างนี้ออกไปเพื่อที่จะบอก ถึงธนาธรถึงปิยะบุตร คุณสร้างความเกลียดชังขึ้นในบ้านเมือง เวรกรรมมากมายมหาศาล คุณปลุกเร้าคนขึ้นด้วยข้อมูลที่บิดเบือนเด็กๆ ที่โดนคดีกันมากมายแต่สองคนนี้ยังลอยนวล แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง เริ่มเปิดหน้าขึ้นมาเรื่อยๆและเดี๋ยวก็ต้องเจอแน่ แต่พอเจอแล้วร้องโหยหวนครวญครางแต่ไม่ได้เปรียบเทียบว่าตัวเองเป็นเสือหรือใครเป็นหมา แต่นักสู้จริงๆต้องสู้อยู่ในกติกา ก็ต้องสู้ตามกติกา ไม่ยอมรับกติกาถือว่าไม่ถูกต้อง ก็ไปสู้นอกกติกาก็ไปจับอาวุธต่อสู้ จะหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็ตั้งองค์กรต่อสู้เหมือนที่หลายคนทำ ก็ทำ แต่ถ้าอยู่ในกติกาก็ต้องเดินตามกฎหมายบ้านเมืองและอย่าไปโกรธแค้นอย่าไปโกรธเคืองใครเขา เพราะทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน ที่เล่ามาไม่ได้บอกว่าใครดีเลว ไม่ได้บอกว่าผมดีกับคนอื่นแต่ที่เล่าให้ฟังก็เพื่อจะได้มีความเข้าใจร่วมกันว่า ยามที่เราคิดเห็นแตกต่างกันยืนอยู่คนละขั้ว ยืนอยู่คนละข้างนั่น ไม่มีความเกลียดชังเข้าไปเจือปนต่อสู้กันแต่มีความเมตตาต่อกันได้